
คู่มือท่องเที่ยวปราสาทมัตสึยามะ ปราสาทที่ยึดได้ยากซึ่งยังคงอยู่มาตั้งแต่สมัยเอโดะ
ถ้าอยากชมวิวเมืองมัตสึยามะแบบเต็มตา พร้อมเดินสำรวจอาคารเก่าแก่ที่ยังมีกลิ่นอายสมัยเอโดะ “ปราสาทมัตสึยามะ” (Matsuyama Castle) คือจุดหมายที่น่าแวะมากๆ
ที่นี่มีชื่อเสียงในฐานะผลงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมปราสาท และยังถูกเล่าขานว่าเป็น “ปราสาทที่ยึดได้ยาก” อีกด้วย
ในฐานะสัญลักษณ์ของเมืองมัตสึยามะ จังหวัดเอฮิเมะ ปราสาทแห่งนี้จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของคนที่มาเที่ยวเอฮิเมะ
วิวสุดตระการตาที่มองได้จากหอคอยปราสาท และอาคารประวัติศาสตร์จำนวนมากที่ยังคงอยู่มาตั้งแต่สมัยเอโดะ เป็นสิ่งที่ต้องไปเห็นด้วยตาตัวเอง
บทความนี้จะพาไปดูไฮไลต์สำคัญของ “ปราสาทมัตสึยามะ” รวมถึงจุดเที่ยวแนะนำรอบๆ แบบเก็บครบในทริปเดียว
ปราสาทมัตสึยามะเป็นสถานที่แบบไหน?
“ปราสาทมัตสึยามะ” (Matsuyama Castle) ตั้งอยู่บนยอดเขาคัตสึยามะในเมืองมัตสึยามะ จังหวัดเอฮิเมะ ที่ระดับความสูง 132 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
เป็นหนึ่งใน “100 ปราสาทชื่อดังของญี่ปุ่น” และยังขึ้นชื่อในฐานะ “หนึ่งในสามปราสาทบนเขาเตี้ยที่ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น”
สำหรับคนที่ไม่คุ้น คำว่า “ปราสาทบนเขาเตี้ย” หมายถึงปราสาทที่สร้างโดยใช้ทั้งเนินเขาหรือพื้นที่ลูกเนิน และพื้นที่ราบร่วมกัน
ที่นี่เป็นปราสาทที่ยังคงมีหอคอยหลักซึ่งสร้างขึ้นก่อนสมัยเอโดะหลงเหลืออยู่ และยังเป็นหนึ่งใน “12 หอคอยปราสาทดั้งเดิมที่ยังคงอยู่” ซึ่งมีเหลือในญี่ปุ่นเพียง 12 แห่งเท่านั้น
ด้วยบรรยากาศที่ชวนให้สัมผัสประวัติศาสตร์ร่วมกับ “โดโงะออนเซ็น” (Dogo Onsen) ทำให้ได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งใน “100 ภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ที่งดงามของญี่ปุ่น”
เสน่ห์ที่พลาดไม่ได้ของ “ปราสาทมัตสึยามะ” คือทัศนียภาพจากชั้นบนสุดของหอคอยปราสาท
สามารถมองเห็นทะเลเซโตะในและที่ราบมัตสึยามะได้ เป็นจุดชมวิวระดับท็อปของเมืองมัตสึยามะ
ภายในบริเวณปราสาทยังมีทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญถึง 21 รายการที่ยังคงอยู่ ทำให้มีจุดน่าสนใจมากมาย
อยากให้ลองสัมผัสกลไกและลูกเล่นต่างๆ ที่เป็นที่มาของชื่อ “ปราสาทที่ยึดได้ยาก” ด้วย
“ปราสาทมัตสึยามะ” เริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ.1602 โดยคาโต โยชิอากิ (Kato Yoshiaki) เจ้าเมืองรุ่นแรกของแคว้นอิโยะมัตสึยามะ (ปัจจุบันคือเมืองมัตสึยามะ จังหวัดเอฮิเมะ) และถูกออกแบบเชิงยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรู
หอคอยรองและป้อมยามอื่นๆ เคยถูกไฟไหม้จากการวางเพลิงหรือความเสียหายจากสงครามหลายครั้ง แต่ตั้งแต่ปี ค.ศ.1966 ได้มีการบูรณะด้วยโครงสร้างไม้ทั้งหมดซึ่งแทบไม่มีตัวอย่างที่อื่น

การเดินทางไปปราสาทมัตสึยามะ
ต่อไปนี้เป็นวิธีไป “ปราสาทมัตสึยามะ” โดยเริ่มจาก “สนามบินมัตสึยามะ” (Matsuyama Airport) ซึ่งมีเที่ยวบินระหว่างประเทศให้บริการด้วย
ออกจาก “สนามบินมัตสึยามะ” แล้วนั่ง “รถบัสลิมูซีน สายสนามบินมัตสึยามะ” ไปลงที่หน้าสถานีมัตสึยามะ
จาก “สถานีมัตสึยามะ” เดินต่ออีกราว 15 นาทีจะถึง “ปราสาทมัตสึยามะ” รวมเวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 30 นาที
เวลาเปิด-ปิดและค่าเข้าชมปราสาทมัตสึยามะ
เวลาเปิด-ปิดและค่าเข้าชมของ “ปราสาทมัตสึยามะ” รวมถึงกระเช้าและลิฟต์ เรารวบรวมไว้ในตารางด้านล่าง ใช้เป็นข้อมูลประกอบได้เลย
เวลาเปิด-ปิดของ “ปราสาทมัตสึยามะ” และกระเช้าจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ดังนั้นแนะนำให้ตรวจสอบก่อนเดินทาง
ส่วนเวลาเปิด-ปิดของลิฟต์จะคงเดิมตลอดทั้งปี
เวลาเปิด-ปิดและค่าเข้าชมหอคอยปราสาทมัตสึยามะ
- เวลาเปิด
-
・กุมภาพันธ์–กรกฎาคม 9:00–17:00
・สิงหาคม 9:00–17:30
・กันยายน–พฤศจิกายน 9:00–17:00
・ธันวาคม–มกราคม 9:00–16:30 - ค่าเข้าชม
-
・ผู้ใหญ่: 520 เยน
・นักเรียนประถม: 160 เยน
เวลาเปิด-ปิดและค่าโดยสารกระเช้าและลิฟต์
- เวลาเปิด-ปิดกระเช้า
-
・กุมภาพันธ์–กรกฎาคม 8:30–17:30
・สิงหาคม 8:30–18:00
・กันยายน–พฤศจิกายน 8:30–17:30
・ธันวาคม–มกราคม 8:30–17:00 - เวลาเปิด-ปิดลิฟต์
- 8:30–17:00
- ตั๋วร่วมกระเช้า+ลิฟต์ (ไป-กลับ)
-
・ผู้ใหญ่: 520 เยน
・นักเรียนประถม: 260 เยน
ฤดูท่องเที่ยวที่แนะนำของปราสาทมัตสึยามะคือช่วงไหน?
ถ้ากำลังวางแผนไปเยือน “ปราสาทมัตสึยามะ” ฤดูใบไม้ผลิถือว่าเหมาะมาก
“สวนชิโรยามะ” (Shiroyama Park) ที่แผ่กว้างบริเวณเชิงปราสาทเป็นจุดชมซากุระยอดนิยม และในช่วงที่ซากุระโซเมอิโยชิโนะบาน มักคึกคักไปด้วยผู้คนที่มาชมดอกไม้ทุกปี
โซเมอิโยชิโนะไม่ได้มีแค่พันธุ์เดียว—ยังมีซากุระหลากชนิด เช่น คาวาซุซากุระ และโยโกซากุระ ทำให้เกิดทิวทัศน์งดงามที่ผสานระหว่างอาคารประวัติศาสตร์กับดอกซากุระอย่างลงตัว
พอพระอาทิตย์ตก ซากุระที่ถูกประดับไฟและหอคอยปราสาทก็สวยสะกดตาไม่แพ้กัน


อิ่มเอมอาคารที่ยังคงอยู่มาตั้งแต่สมัยเอโดะ! 5 ไฮไลต์ห้ามพลาดของปราสาทมัตสึยามะ
“ปราสาทมัตสึยามะ” เคยได้รับการคัดเลือกในมิชลินไกด์จากวิวที่มองได้บนหอคอยปราสาท และเมื่อเดินเที่ยวจริงก็ยังมีจุดน่าไปเยือนอีกหลายมุม
ครั้งนี้เราคัดมาให้ 5 ไฮไลต์แบบเน้นๆ ที่อยากให้เผื่อเวลาไว้แวะให้ครบ
1. “หอคอยปราสาท” ที่ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาตั้งแต่สมัยเอโดะ
“หอคอยปราสาท” ได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ.1854 และเป็นสถาปัตยกรรมปราสาทที่สมบูรณ์แบบช่วงปลายสมัยเอโดะ
มีรูปแบบหอคอยชนิด “โซโตแบบหลายชั้น” คือ 3 ชั้น 3 หลังคา และมีชั้นใต้ดิน 1 ชั้น ซึ่งเป็นสไตล์ที่เป็นสัญลักษณ์ของปราสาทญี่ปุ่น
ในสมัยเอโดะ เชื่อว่าทั่วประเทศมีปราสาทราว 170 แห่ง แต่ปัจจุบันเหลือปราสาทเพียง 12 แห่งเท่านั้น และ “ปราสาทมัตสึยามะ” เป็นหนึ่งใน “12 หอคอยปราสาทดั้งเดิมที่ยังคงอยู่”
ระดับความสูงรวมพื้นที่ฮมมารุ (ลานหลัก) อยู่ที่ประมาณ 161 เมตร ทำให้เป็นปราสาทบนเขาเตี้ยที่สูงที่สุดในบรรดา 12 หอคอยปราสาทดั้งเดิมที่ยังคงอยู่
จากชั้นบนสุดของหอคอย สามารถมองเห็นทะเลเซโตะใน และภูเขาอิชิซึจิ ซึ่งสูงที่สุดในฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่น วิวสุดอลังการนี้ก็ห้ามพลาด

2. เดินเล่นบนฟ้าไปพร้อมวิวธรรมชาติและเมือง “กระเช้าและลิฟต์ปราสาทมัตสึยามะ”
“ปราสาทมัตสึยามะ” ที่สร้างไว้บนความสูง 132 เมตร สามารถขึ้นได้ง่ายด้วยกระเช้าและลิฟต์ที่ให้บริการคู่ขนานกัน
จากสถานีเชิงเขา “ชิโนโนเมะกุจิ” (Shinonomeguchi) ขึ้นไปยังสถานียอดเขา “โจจากาไดระ” (Chojagahira) ซึ่งอยู่ใกล้ระดับ 8 ส่วน จากนั้นเดินต่อประมาณ 10 นาทีจะถึงทางเข้าหอคอยปราสาท
ถ้าเลือกขึ้นลิฟต์ จะได้สัมผัสธรรมชาติแบบใกล้ชิด แต่เป็นแบบนั่งคนเดียว
ส่วนคนที่อยากขึ้นไปพร้อมกันและพูดคุยได้สบายๆ มักเลือกกระเช้า
ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ระหว่างทางจะมองเห็นวิวเมืองมัตสึยามะได้กว้างไกล


3. วิธีการป้องกันที่ล้ำค่าในเชิงประวัติศาสตร์ “กำแพงหินไต่เขา”
“กำแพงหินไต่เขา” คือกำแพงหิน 2 แนวที่เชื่อมต่อกันและพาดขึ้นตามไหล่เขา เพื่อสกัดกั้นศัตรูที่พยายามบุกขึ้นมาจากทางลาดเขา
ในบรรดาปราสาทที่มีหอคอยดั้งเดิม 12 แห่ง พบ “กำแพงหินไต่เขา” เฉพาะที่ปราสาทมัตสึยามะและปราสาทฮิโกเนะเท่านั้น จึงเป็นกำแพงหินที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง
ว่ากันว่า “กำแพงหินไต่เขา” เป็นวิธีป้องกันที่โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ใช้ระหว่างการยกทัพไปเกาหลี และถูกนำมาใช้ในการสร้างป้อมของกองทัพญี่ปุ่น
ด้านเหนือหลงเหลือเพียงบางส่วนอย่างน่าเสียดาย แต่ด้านใต้ยังคงอยู่เกือบสมบูรณ์
“กำแพงหินไต่เขา” ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ถูกประเมินว่าเป็นปราสาทที่ยึดได้ยาก ก็เป็นอีกจุดที่ไม่ควรมองข้าม

4. เดินเล่นในสวนที่อบอวลบรรยากาศญี่ปุ่น “สวนโบราณสถานนิโนมารุ ปราสาทมัตสึยามะ”
“สวนโบราณสถานนิโนมารุ ปราสาทมัตสึยามะ” เป็นสวนที่ถ่ายทอดผังพื้นที่ในอดีต ณ จุดที่เคยเป็นที่พำนักของเจ้าเมืองแคว้นมัตสึยามะ
ภายในสวนแบ่งเป็น 2 โซนหลัก ได้แก่ “สวนพืชตระกูลส้มและไม้ดอก” ทางครึ่งเหนือ และ “สวนสายน้ำ” บริเวณตะวันตกเฉียงใต้
มีทั้ง “สวนสไตล์รินเซ็น” ที่จัดวางบ่อน้ำและน้ำตกโดยมีหินโผล่พ้นดินเป็นฉากหลัง รวมถึงซากโครงสร้าง “บ่อน้ำใหญ่” ที่พบจากการขุดสำรวจทางโบราณคดี
มีการออกแบบให้สัมผัสแนวคิด “วาบิ-ซาบิ” ได้ จึงน่าจะช่วยให้คุณซึมซับเสน่ห์แบบญี่ปุ่นได้อย่างเต็มที่เมื่อเดินเล่น
ด้วยทิวทัศน์ที่สวยงาม เรื่องเล่าชวนโรแมนติกระหว่างชายชาวรัสเซียกับหญิงชาวญี่ปุ่นที่ยังคงสืบต่อกันมา และยังเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ทำให้ที่นี่ได้รับการรับรองเป็น “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนรัก” ในปี ค.ศ.2013
ลองชวนคนรักหรือคู่ชีวิตมาเดินเล่นในสวนที่อบอวลบรรยากาศญี่ปุ่นแห่งนี้ดูไหม

5. ร่องรอยการทำงานของช่างหิน? “ตราประทับบนกำแพงหิน”
หากสังเกตกำแพงหินของปราสาทมัตสึยามะอย่างตั้งใจ บางครั้งอาจพบ “ตราประทับ” ที่สลักไว้
ลวดลายมีหลายแบบ ตั้งแต่รูปดังโงะ ไปจนถึงรูปคล้ายเกลียววน
เหตุผลของการสลักตรายังมีหลายทฤษฎี แต่คาดกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มช่างหิน
มีแนวคิดว่า ในงานวางหินที่มีหลายกลุ่มเข้าร่วม ตราประทับถูกใช้เพื่อแบ่งกลุ่มวัสดุหรือกำหนดขอบเขตงานของช่างแต่ละกลุ่ม ทำให้ระบุความรับผิดชอบได้ชัดเจน
เมื่อมาเยือนปราสาทมัตสึยามะ ลองสังเกตกำแพงหินให้ดี แล้วสนุกกับการตามหา “ตราประทับ” กันดู

ออนเซ็นเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่เที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับได้ “โดโงะออนเซ็น”
ถ้าอยากเติมทริปให้ครบอีกนิด “โดโงะออนเซ็น” (Dogo Onsen) ที่ถูกบันทึกไว้ใน “นิฮงโชกิ” และถูกกล่าวขานว่าเป็นออนเซ็นที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ก็เป็นจุดหมายยอดนิยมของเอฮิเมะที่คนมักจัดคู่กับการเที่ยวปราสาท
ที่นี่ได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งใน “100 ภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ที่งดงามของญี่ปุ่น” ร่วมกับ “ปราสาทมัตสึยามะ” ทำให้ไม่เพียงแช่ออนเซ็นได้ แต่ยังได้เพลิดเพลินกับทิวทัศน์ญี่ปุ่นที่มีประวัติศาสตร์ด้วย
น้ำแร่ชนิดอัลคาไลน์แบบน้ำพุร้อนธรรมดามีสัมผัสนุ่มลื่น อ่อนโยนต่อผิว ระคายเคืองน้อย เหมาะทั้งการพักฟื้นด้วยน้ำแร่และการดูแลความงาม แถมยังเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับได้อีกด้วย
จาก “ปราสาทมัตสึยามะ” เดินทางเพียงประมาณ 20–30 นาที ก็ไปแช่ออนเซ็นได้ ดังนั้นอยากให้แวะไปยังออนเซ็นที่จะแนะนำต่อไปด้วย
1. โดโงะออนเซ็น ฮอนคัง
โดโงะออนเซ็น ฮอนคัง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ เป็นอาคารที่งดงามและชวนให้สัมผัสประวัติศาสตร์
ปัจจุบันอยู่ระหว่างงานอนุรักษ์และซ่อมแซม แต่ดำเนินงานแบบ “ซ่อมไปเปิดให้บริการไป” จึงยังสามารถเข้าใช้บริการอาบน้ำได้ และยังมีอีเวนต์ต่างๆ ที่มีให้เห็นได้เฉพาะในช่วงนี้ด้วย อย่าลืมเช็กข้อมูลก่อนไป
บริเวณรอบๆ ยังมีถนนช้อปปิ้งและบ่อแช่เท้า รวมถึงจุดท่องเที่ยวอีกมากมาย แนะนำให้ใส่ยูกาตะเดินเที่ยวชมเมือง

2. โดโงะออนเซ็น สึบากิ โนะ ยู
“โดโงะออนเซ็น สึบากิ โนะ ยู” (Dogo Onsen Tsubaki no Yu) เป็นอาคารสาขาของ “โดโงะออนเซ็น ฮอนคัง” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ
ในฐานะโรงอาบน้ำสาธารณะ เป็นที่รักอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวและชาวเมืองในฐานะที่พักผ่อน
“โดโงะออนเซ็น สึบากิ โนะ ยู” ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางของถนนช้อปปิ้งโดโงะ (Dogo Shopping Arcade) และห่างจาก “โดโงะออนเซ็น ฮอนคัง” เดินประมาณ 3 นาที โดยสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1953
หลังผ่านการปรับปรุงหลายครั้ง ก็เปิดใหม่อีกครั้งในปี ค.ศ.2017 ต่างจากอาคารไม้ของฮอนคัง ที่นี่โดดเด่นด้วยอาคารทรงโกดังแบบญี่ปุ่นที่สร้างเป็นรูปตัว L

3. โดโงะออนเซ็น เบคคัง อาสึกะโนะยูเซ็น
สถานที่แห่งนี้เปิดในปี ค.ศ.2017 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการส่งต่อวัฒนธรรมออนเซ็นรูปแบบใหม่
ยึดธีม “โดโงะในยุคโบราณ” และนำรูปแบบสถาปัตยกรรมยุคอาสึกะมาปรับใช้ให้เหมาะกับโดโงะออนเซ็นที่ขึ้นชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น
สามารถเพลิดเพลินกับน้ำแร่ไหลจากต้นกำเนิดแบบไม่เติมความร้อนและไม่ผสมน้ำ อีกทั้งยังมีองค์ประกอบที่ฮอนคังไม่มี เช่น บ่อกลางแจ้ง เป็นต้น
มีคอร์สการอาบน้ำให้เลือกหลายแบบ โดยห้องอาบน้ำและห้องพักผ่อนที่ใช้ได้จะแตกต่างกันไป

3 แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมรอบๆ ปราสาทมัตสึยามะ
แถวเมืองมัตสึยามะไม่ได้มีดีแค่วิวจากหอคอยของปราสาทมัตสึยามะเท่านั้น แต่ยังได้เพลิดเพลินกับบรรยากาศเมืองปราสาทและอาคารประวัติศาสตร์ด้วย
รอบๆ มีแหล่งท่องเที่ยวกระจายตัวอยู่มากมายที่อยากให้แวะไปพร้อมกับการเดินชมปราสาท
เราคัดเลือกจุดเด่นที่ควรแวะรอบๆ ปราสาทมัตสึยามะมาให้แล้ว
1. รถไฟโบจัง
รถไฟโบจังเป็นรถไฟที่สร้างโดยมีต้นแบบจากหัวรถจักรไอน้ำที่เคยใช้งานยาวนาน 67 ปี ตั้งแต่ไม่นานหลังอิโยะเท็ตสึโดเริ่มเปิดกิจการในปี ค.ศ.1888
ชื่อเรียก “รถไฟโบจัง” มาจากการที่ตัวละครในนวนิยาย “โบจัง” ของนัตสึเมะ โซเซกิใช้รถไฟสายนี้ ชื่อเรื่องมีคำว่า “โบจัง” จึงถูกเรียกติดปากและเป็นที่คุ้นเคยในหมู่ผู้คน

2. ชิงช้าสวรรค์ยักษ์คุรุริน
ชิงช้าสวรรค์ยักษ์ “คุรุริน” (Kururin) มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 45 เมตร และมีความสูงจากพื้นถึงจุดสูงสุด 85 เมตร
ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของมัตสึยามะด้วย
ช่วงกลางวันสามารถชมวิวเมืองมัตสึยามะแบบพาโนรามา รวมถึงปราสาทมัตสึยามะที่ตั้งตระหง่านในใจกลางเมือง กลุ่มเรียวกังออนเซ็นของโดโงะออนเซ็น และทะเลอิโยะนาดะได้จากในชิงช้าสวรรค์

3. นาฬิกาหุ่นกลโบจัง
นาฬิกาหุ่นกลที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1994 ที่สวนโฮโจเอ็นหน้า สถานีรถราง “โดโงะออนเซ็น” เพื่อเป็นโครงการรำลึกครบรอบ 100 ปีการก่อสร้างโดโงะออนเซ็น ฮอนคัง
จะมีการแสดงประกอบเสียงของนาฬิกาทุกๆ 1 ชั่วโมง ตั้งแต่ 8:00 ถึง 22:00 (วันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ รวมถึงเดือนมีนาคม เมษายน สิงหาคม พฤศจิกายน ช่วงโกลเดนวีค และช่วงปีใหม่ จะแสดงทุก 30 นาที) ต้อนรับผู้มาเยือนโดโงะออนเซ็นอย่างคึกคัก

3 ร้านอาหารยอดนิยมรอบๆ ปราสาทมัตสึยามะ
เดินเที่ยวปราสาทมัตสึยามะแล้ว ถ้าได้แวะพักเติมพลังด้วยรสชาติท้องถิ่นสักมื้อก็คงลงตัว
ไม่ว่าจะเป็นอาหารขึ้นชื่อ ร้านที่พิถีพิถันเรื่องวัตถุดิบ หรือร้านที่แวะได้ง่ายระหว่างเที่ยว เราจะพาไปรู้จักร้านที่ช่วยเติมเต็มความประทับใจของทริปชมปราสาท พร้อมลิ้มรสความอร่อยแบบมัตสึยามะ
1. กังโซ อุวาจิมะ ไทเมชิ มารุซุย สาขาหลัก
“กังโซ อุวาจิมะ ไทเมชิ มารุซุย สาขาหลัก” (Ganso Uwajima Taimeshi Marusui Honten) ตั้งอยู่ย่านโอกาอิโด เมืองมัตสึยามะ จังหวัดเอฮิเมะ เป็นร้านเฉพาะทางด้านไทเมชิที่เปิดมานานกว่า 100 ปี และเสิร์ฟอาหารท้องถิ่น “อุวาจิมะไทเมชิ” จากแถบอุวาจิมะทางตอนใต้ของเอฮิเมะ
เมนูซิกเนเจอร์คือ “อุวาจิมะไทเมชิ” โดยจะหั่นปลามาดาอิสดจากทะเลอุวาไคเป็นชิ้นบางๆ คลุกกับซอสสูตรพิเศษของร้านและไข่ดิบ แล้วราดลงบนข้าว เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่

2. โต๊ะอาหารเอฮิเมะ 1970
“โต๊ะอาหารเอฮิเมะ 1970” (Ehime no Shokutaku 1970) เป็นร้านขายน้ำผลไม้ในเมืองมัตสึยามะ จังหวัดเอฮิเมะ มีชื่อเสียงจากสไตล์สุดยูนีกที่แค่หมุนก๊อกก็มี “น้ำส้มมิกัง” ไหลออกมา ร้านตั้งอยู่ในถนนช้อปปิ้ง “โดโงะโชเท็นไก” (Dogo Shopping Arcade) ที่เชื่อมระหว่างสถานี “โดโงะออนเซ็น” กับ “โดโงะออนเซ็น ฮอนคัง”
น้ำทุกแก้วใช้ผลไม้ตระกูลส้มจากเอฮิเมะ เมนูเด่นคือ “น้ำส้มมิกัง” ที่เลือกได้จากก๊อกทั้งหมด 20 แบบ

3. วาโชกุ มิโยชิ
“วาโชกุ มิโยชิ” (Washoku Miyoshi) ตั้งอยู่ในเมืองมัตสึยามะ จังหวัดเอฮิเมะ เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นบนถนนเซ็นชูบุนะโจในย่านใจกลางเมือง โดยพิถีพิถันในการปรุงเพื่อดึงรสชาติของวัตถุดิบออกมา เช่น เลือกใช้น้ำซุปดาชิให้เหมาะกับแต่ละเมนู
จุดเด่นคืออาหารทะเลที่คัดสรรวัตถุดิบธรรมชาติ รวมถึงอาหารญี่ปุ่นที่รวมวัตถุดิบตามฤดูกาลอย่างผักต่างๆ ไว้อย่างครบครัน

3 ที่พักแนะนำรอบๆ ปราสาทมัตสึยามะ
ย่านเมืองปราสาทที่แผ่ขยายรอบๆ ปราสาทมัตสึยามะ ให้บรรยากาศเมืองเก่าที่เดินเพลิน และวัฒนธรรมออนเซ็นที่ยังมีชีวิตชีวา
ถ้าแวะออกนอกเส้นทางท่องเที่ยวหลักเล็กน้อย ก็จะได้ใช้เวลาผ่อนคลายกับน้ำพุร้อนชื่อดัง เช่น โดโงะออนเซ็น
ต่อไปนี้ เราจะพาไปรู้จักที่พักที่อยากให้เลือกคู่กับการเที่ยวปราสาทมัตสึยามะ เพื่อสัมผัสทั้งเสน่ห์เมืองปราสาทและความสบายในการพักผ่อน
1. ชาฮารุ
ที่พักออนเซ็นตั้งอยู่ใจกลางย่านออนเซ็น ใกล้โดโงะออนเซ็น ฮอนคัง และเป็นที่พักแห่งแรกในโดโงะออนเซ็นที่มีบ่อกลางแจ้ง
บ่อกลางแจ้งที่เป็นไฮไลต์อยู่บนชั้น 10 ชั้นบนสุด มองเห็นปราสาทมัตสึยามะและภูเขาอิชิซึจิ เป็นต้น เป็นจุดเด่นด้านวิว
กลางคืนสามารถแช่น้ำพลางชมท้องฟ้าเต็มไปด้วยดาวได้ นอกจากนี้ บ่อสำหรับผู้หญิงจะมีบริการบ่อกุหลาบกลางแจ้งในวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 17:00–22:00

2. โดโงะออนเซ็น ฮานะยูซึกิ
ที่พักออนเซ็นที่ตั้งอยู่ใกล้กับจุดยอดนิยมของโดโงะออนเซ็น “โดโงะออนเซ็น ฮอนคัง” เดินเพียงไม่นานก็ถึง
คุณสามารถเพลิดเพลลินกับบ่อกลางแจ้งแบบชมวิวที่เลือกอุณหภูมิได้ระหว่าง “น้ำร้อน” และ “น้ำอุ่น” รวมถึงห้องอาบน้ำใหญ่ที่กว้างขวางรองรับได้ประมาณ 100 คน เพื่อดื่มด่ำกับน้ำของโดโงะออนเซ็นซึ่งถูกกล่าวขานว่าเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น

3. โดโงะออนเซ็น ฟุนะยะ
ก่อตั้งราวปี ค.ศ.1627 ในสมัยเอโดะ “โดโงะออนเซ็น ฟุนะยะ” (Dogo Onsen Funaya) คือเรียวกังออนเซ็นเก่าแก่ที่เคยต้อนรับนักเขียนและคนดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนัตสึเมะ โซเซกิ นักเขียนผู้มีความเกี่ยวข้องกับมัตสึยามะ และมาซาโอกะ ชิกิ กวีไฮกุ รวมถึงบุคคลมีชื่อเสียงอีกจำนวนมาก
ห้องพักทั้งหมด 58 ห้อง มีให้เลือกหลายแบบ ตั้งแต่ห้องพิเศษสไตล์สุกิยะ ไปจนถึงห้องญี่ปุ่น ห้องญี่ปุ่น-ตะวันตก และห้องแบบตะวันตก

รีวิวจากผู้มาเยือนปราสาทมัตสึยามะ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปราสาทมัตสึยามะ
Q
ปราสาทมัตสึยามะใครเป็นคนสร้าง และสร้างเมื่อไร?
เริ่มสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1602 ใช้เวลาประมาณ 25 ปี โดยคาโต โยชิอากิ
Q
เสน่ห์ของปราสาทมัตสึยามะคืออะไร?
มีทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญจำนวนมาก โดยมีอาคารรวม 21 หลังที่ได้รับการขึ้นทะเบียน
บทสรุป
“ปราสาทมัตสึยามะ” ที่เคยถูกเรียกว่าเป็นปราสาทที่ยึดได้ยาก
เราได้พาไปรู้จักทั้งประวัติ จุดน่าสนใจ และแหล่งท่องเที่ยวรอบๆ กันแล้ว เป็นอย่างไรกันบ้าง?
ถ้าเก็บข้อมูลเรื่องประวัติและไฮไลต์ที่แนะนำในบทความนี้ไว้ เวลาไปเที่ยว “ปราสาทมัตสึยามะ” ก็น่าจะเดินชมได้สนุกและเต็มอิ่มยิ่งขึ้น
จังหวัดเอฮิเมะยังมีจุดชมธรรมชาติอันยิ่งใหญ่อีกมาก ลองใช้บทความนี้เป็นแนวทางวางแผนทริปของคุณดูนะ