
เที่ยวได้ครบทั้งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และศิลปะ! คู่มือท่องเที่ยวศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู
ถ้าอยากหาที่เที่ยวในคิวชูที่ได้ทั้งบรรยากาศเก่าแก่ ธรรมชาติ และเรื่องราวน่าสนใจ “ศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู” ก็เป็นจุดหมายที่หลายคนนึกถึง
โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลสอบและวันขึ้นปีใหม่ของญี่ปุ่น บริเวณนี้จะคึกคักไปด้วยผู้มาสักการะจำนวนมาก
ในบทความนี้ เราจะพาไปรู้จักข้อมูลพื้นฐาน จุดเด่น ฤดูกาลท่องเที่ยวที่แนะนำ รวมถึงของกินน่าสนใจของ “ศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู”
หากคุณกำลังมีแผนจะมาเที่ยวหรือสนใจสถานที่แห่งนี้ ลองใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบการเดินทางได้เลย
ศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกูเป็นสถานที่แบบไหน?
ศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู (Dazaifu Tenmangu) ตั้งอยู่ในเมืองดาไซฟุ จังหวัดฟุกุโอกะ และอยู่ไม่ไกลจากย่านท่องเที่ยวสำคัญของฟุกุโอกะอย่างฮากาตะและเท็นจิน
ที่นี่เป็นศาลเจ้าหลักของศาลเจ้าเท็มมังกูประมาณ 10,000 แห่งทั่วประเทศ และประดิษฐานสุกาวาระ โนะ มิจิซาเนะ เป็นเทพประจำศาลเจ้า
สุกาวาระ โนะ มิจิซาเนะได้รับการเคารพในฐานะเทพแห่งการศึกษา จึงเป็นที่นิยมมากในหมู่นักเรียนและผู้เข้าสอบที่มาขอพรเรื่องสอบผ่านและความสำเร็จด้านการเรียน
ที่นี่มีเครื่องรางหลายแบบ รวมถึงเครื่องรางด้านการเรียน ใครที่มาสักการะก็น่าจะลองเลือกเครื่องรางที่เหมาะกับตัวเองกลับไปได้
ศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกูยังขึ้นชื่อเรื่องธรรมชาติที่สวยงามในแต่ละฤดูกาล และเป็นจุดชมดอกบ๊วยยอดนิยมอีกด้วย
ภายในบริเวณศาลเจ้ามีรูปปั้นวัวศักดิ์สิทธิ์ “โกชินกิว” ทั้งหมด 11 ตัว เชื่อกันว่าหากลูบศีรษะจะช่วยเสริมปัญญา ลองเดินหาดูกันได้
ถนนซันโดของศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกูก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน เพราะสามารถเดินชิมของอร่อยและเลือกซื้อของฝากได้อย่างเพลิดเพลิน

ความเป็นมาของศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู
สุกาวาระ โนะ มิจิซาเนะ เทพประจำศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู เป็นบุคคลที่ถึงแก่อสัญกรรมเมื่ออายุ 59 ปี
ท่านเป็นขุนนางและนักการเมืองในสมัยเฮอัน ซึ่งอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 794–1185
นอกจากด้านการเมืองแล้ว ท่านยังมีความโดดเด่นด้านวิชาการ ได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็วและสร้างผลงานไว้มากมาย
ตามคำสั่งเสียของท่าน ร่างของท่านถูกฝังไว้ที่ดาไซฟุ และมีการสร้างศาลสักการะขึ้น ณ สถานที่นั้น
สำหรับคำว่า ศาลสักการะ นี้ หมายถึงอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาสุกาวาระ โนะ มิจิซาเนะ หรือกล่าวได้ว่าเป็นสุสานนั่นเอง
สุกาวาระ โนะ มิจิซาเนะ ถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ. 903 และการฝังร่างไว้ในจุดที่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของอาคารหลักถือเป็นจุดเริ่มต้นของศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู จากนั้นในปี ค.ศ. 905 จึงมีการก่อสร้างศาลสักการะขึ้น
ต่อมาในปี ค.ศ. 919 มีการสร้างอาคารศาลเจ้าตามพระบัญชาของจักรพรรดิไดโงะ

การเดินทางไปศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู
ถ้าออกเดินทางจากสถานีฮากาตะซึ่งเป็นศูนย์กลางการเดินทางสำหรับเที่ยวฟุกุโอกะ ส่วนนี้จะช่วยให้เห็นภาพวิธีไปศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกูได้ง่ายขึ้น
- เส้นทาง
-
1. ขึ้นรถบัสด่วนจากฮากาตะบัสเทอร์มินัล แล้วลงที่สถานีดาไซฟุ ของสายรถไฟนิชิเท็ตสึดาไซฟุ
2. จากนั้นเดินต่อประมาณ 5 นาที - ระยะเวลา
- ประมาณ 45 นาที
เวลาสักการะและค่าเข้าชมของศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู
เพื่อให้เช็กข้อมูลได้สะดวก เราสรุปเวลาสักการะและค่าเข้าชมของศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกูไว้ในตารางด้านล่าง
เวลาเปิดและปิดประตูอาจเปลี่ยนจากตารางด้านล่างประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา
ตัวศาลเจ้าเข้าชมฟรี แต่หอสมบัติและพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์คังโกมีค่าเข้าชม
- เวลาสักการะ
- 6:30–19:00 (หอสมบัติ/พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์คังโก 9:00–16:30)
- ค่าเข้าชม
-
ฟรี
(หอสมบัติ: ผู้ใหญ่ 500 เยน/นักศึกษามหาวิทยาลัยและมัธยมปลาย 200 เยน/นักเรียนมัธยมต้นและประถม 100 เยน)
(พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์คังโก: ผู้ใหญ่ 200 เยน/นักศึกษามหาวิทยาลัยและมัธยมปลาย 150 เยน/นักเรียนมัธยมต้นและประถม 100 เยน)
*รายละเอียดอาจแตกต่างกันไปตามฤดูกาล โปรดดูที่ เว็บไซต์ทางการ
ฤดูกาลท่องเที่ยวที่แนะนำของศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกูคือช่วงไหน?
ถ้าอยากมาเที่ยวศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกูในช่วงที่บรรยากาศสวยเป็นพิเศษ ฤดูใบไม้ผลิคือช่วงที่แนะนำ เพราะเป็นเวลาชมดอกบ๊วยที่งามที่สุด
ภายในบริเวณศาลเจ้ามีต้นบ๊วยประมาณ 6,000 ต้น จาก 200 สายพันธุ์ สีสันสดใสช่วยสร้างบรรยากาศที่ทั้งงดงามและเปี่ยมเสน่ห์แบบญี่ปุ่น
ว่ากันว่า สุกาวาระ โนะ มิจิซาเนะ ชื่นชอบดอกบ๊วยมาก และยังมีเรื่องเล่าที่เรียกว่า “ตำนานโทบิอุเมะ” ด้วย
เรื่องนี้เริ่มต้นเมื่อครั้งที่ท่านถูกลดตำแหน่งและย้ายไปดาไซฟุ ขณะนั้นท่านได้แต่งบทกวีถึงต้นบ๊วยในบ้านของตน
จากนั้นมีตำนานเล่าว่า ต้นบ๊วยได้บินจากเกียวโตมาถึงดาไซฟุภายในคืนเดียว ราวกับอาลัยเจ้าของ
ด้วยเรื่องเล่านี้เอง ช่วงชมดอกบ๊วยของศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกูจึงอยู่ในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนมีนาคม

6 จุดห้ามพลาดของศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู
เมื่อเดินอยู่ในศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู จะเจอทั้งจุดชมวิวสวย ๆ และสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์อยู่หลายแห่ง
เสน่ห์ของที่นี่คือการได้ชมทิวทัศน์และอาคารที่งดงาม พร้อมจินตนาการถึงอดีตและวิถีชีวิตของผู้คนในยุคนั้น
ต่อจากนี้ เราจะคัดจุดเด่นที่ไม่ควรพลาดหากมาเที่ยวศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกูมาแนะนำกัน
1. “สะพานไทโกะ” และ “สระชินจิ” ที่ช่วยชำระกายใจก่อนสักการะ
“สระชินจิ” เชื่อกันว่าได้ชื่อนี้มาจากเส้นโค้งของริมสระและเกาะเล็ก ๆ ที่รวมกันเป็นรูปอักษร “ใจ” แบบลายมือหวัด
ที่สระชินจิมีสะพานทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ “สะพานไทโกะ” 2 สะพาน และ “สะพานราบ” 1 สะพาน
สำหรับสะพานไทโกะนั้น คือสะพานทรงโค้งคล้ายกลอง ซึ่งเป็นรูปแบบสะพานที่มีเอกลักษณ์ในญี่ปุ่นและจีน
สะพานทั้ง 3 แห่งสื่อถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แสดงแนวคิดเรื่องสามภพในพุทธศาสนา
การเดินข้ามสะพานจึงมีความหมายถึงการชำระร่างกายและจิตใจก่อนเข้าสักการะ
อีกจุดที่ไม่ควรพลาดคือทิวทัศน์อันงดงามของสะพานสีแดงชาดที่ตัดกับสีเขียวของต้นไม้อย่างสวยงาม

2. “พิพิธภัณฑ์ศิลปะภายในศาลเจ้า” ที่มอบการค้นพบและประสบการณ์ใหม่
“พิพิธภัณฑ์ศิลปะภายในศาลเจ้า” เป็นพื้นที่ที่ให้ผู้มาเยือนได้ชม สนุก และเรียนรู้ผ่านงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ ภายในบริเวณศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู ซึ่งอุทิศแด่สุกาวาระ โนะ มิจิซาเนะ เทพแห่งการศึกษา วัฒนธรรม และศิลปะ
หอสมบัติศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกูซึ่งเป็นศูนย์กลางของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ได้เก็บรักษาและจัดแสดงทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญมากมาย เช่น คังเอ็นที่เป็นสมบัติประจำชาติ ดาบสำคัญทางวัฒนธรรม เอกสารโบราณ รูปเคารพคังโก แผนผังบริเวณศาลเจ้า อุปกรณ์ประกอบพิธี และหนังสือโบราณ
- เวลาทำการของหอสมบัติ
- 9:00–16:30 (เข้าชมได้ถึง 16:00)
- วันปิดทำการของหอสมบัติ
- วันจันทร์
- ค่าเข้าชมหอสมบัติ
-
ผู้ใหญ่: 500 เยน
นักศึกษามหาวิทยาลัยและมัธยมปลาย: 200 เยน
นักเรียนมัธยมต้นและประถม: 100 เยน

3. “โรมง” ประตูหอคอยที่ให้บรรยากาศสง่างามน่าเกรงขาม
“โรมง” ถูกสร้างขึ้นโดยสุกาวาระ โนะ สุเกะมาสะ ผู้เป็นเหลนของสุกาวาระ โนะ มิจิซาเนะ และภายหลังเมื่อถูกไฟไหม้ ในยุคเซ็นโกกุก็ได้รับการบริจาคเพื่อบูรณะจากอิชิดะ มิตสึนาริ ส่วนโรมงที่เห็นในปัจจุบันเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1914
โรมงของศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกูมีลักษณะพิเศษ คือเมื่อมองจากฝั่งสะพานไทโกะจะเห็นหลังคาเหมือนมี 2 ชั้น แต่เมื่อมองจากฝั่งอาคารหลักจะเห็นเหมือนมีเพียงชั้นเดียว
เช่นเดียวกับเสาโทริอิ โรมงมีบทบาทคล้ายเขตแดนที่แบ่งพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ออกจากภายนอก
บรรยากาศอันขรึมและทรงพลังของที่นี่เป็นเสน่ห์ที่สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน

4. “บ่อน้ำโจซุย” จุดที่คนรักประวัติศาสตร์ไม่ควรพลาด
สำหรับคนที่สนใจประวัติศาสตร์ “โจซุย” คือชื่อที่คุโรดะ คัมเบเอะใช้หลังออกบวช
คุโรดะ คัมเบเอะเป็นผู้มีความสามารถด้านการทหาร และยังเป็นคนใกล้ชิดของโทโยโตมิ ฮิเดโยชิด้วย
ในช่วงที่ใช้บริเวณนี้เป็นที่พำนักชั่วคราวก่อนสร้างปราสาทฟุกุโอกะ เชื่อกันว่าเขาได้นำน้ำจากบ่อนี้ไปใช้ในพิธีชงชาและกิจกรรมอื่น ๆ
เขาเป็นผู้ศรัทธาในสุกาวาระ โนะ มิจิซาเนะอย่างมาก และยังทุ่มเทในการฟื้นฟูศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู จึงได้รับการสักการะอยู่ที่ศาลเจ้าโจซุยแห่งนี้

5. “อาคารชั่วคราว” ที่ชมได้เฉพาะช่วงนี้เท่านั้น
*ขณะนี้ไม่สามารถเข้าชมอาคารหลักได้
มหาพิธีตามวาระ 1,125 ปีของสุกาวาระ โนะ มิจิซาเนะ
ที่ศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู มีการจัดพิธีสำคัญตามวาระทุก 25 ปี โดยยึดโยงกับเลข 25 ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสุกาวาระ โนะ มิจิซาเนะอย่างลึกซึ้ง และในปี ค.ศ. 2027 จะเป็นวาระสำคัญของ “มหาพิธีครบ 1,125 ปีของสุกาวาระ โนะ มิจิซาเนะ”
ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2023 จึงมีการบูรณะครั้งใหญ่ของอาคารหลักเป็นเวลาประมาณ 3 ปี
ระหว่างช่วงบูรณะประมาณ 3 ปีนี้ มีการก่อสร้าง “อาคารชั่วคราว” แบบพิเศษขึ้นด้านหน้าอาคารหลัก โดยผู้ออกแบบคือสำนักงานสถาปัตยกรรมของฟูจิโมโตะ โซสุเกะ สถาปนิกชื่อดังที่มีผลงานทั้งในและต่างประเทศ และยังเป็นโปรดิวเซอร์ด้านการออกแบบสถานที่จัดงานเอ็กซ์โปโอซาก้า-คันไซด้วย ดีไซน์ของอาคารชั่วคราวนี้กลมกลืนกับภูมิทัศน์โดยรอบ สืบทอดความดั้งเดิมและเชื่อมต่อสู่อนาคต เพื่อต้อนรับผู้มาสักการะ

6. “รูปปั้นวัวศักดิ์สิทธิ์” ที่เชื่อว่าลูบหัวแล้วจะได้รับพร
ภายในศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกูมีรูปปั้นวัวศักดิ์สิทธิ์ “โกชินกิว” ทั้งหมด 11 ตัว และเชื่อกันว่าหากลูบศีรษะจะได้รับปัญญา
อีกเรื่องที่น่ารู้คือ สุกาวาระ โนะ มิจิซาเนะ มีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับวัว
รูปปั้นโกชินกิวทั้งหมดอยู่ในท่าหมอบ หรือที่เรียกว่าวัวหมอบ
มีตำนานเล่าว่า ระหว่างที่วัวลากร่างของสุกาวาระ โนะ มิจิซาเนะไปนั้น วัวได้หมอบลงและไม่ยอมขยับในสถานที่แห่งหนึ่ง
ลูกศิษย์ของท่านจึงสร้างสุสานขึ้น ณ จุดนั้น และต่อมาจึงมีการสร้างอาคารหลักขึ้น
นี่คือที่มาของรูปปั้นโกชินกิวที่อยู่ในท่าหมอบภายในบริเวณศาลเจ้า
ลองเดินเล่นไปพร้อมกับมองหารูปปั้นโกชินกิวที่ตั้งอยู่ตามจุดต่าง ๆ ภายในศาลเจ้ากัน

เดินกินเพลินได้ด้วย! 5 ร้านอาหารยอดนิยมบนถนนซันโดของศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู
บนถนนซันโดที่มุ่งหน้าไปยังศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู มีทั้งร้านอาหารและร้านขายของฝากเรียงราย สามารถลิ้มลองเมนูขึ้นชื่ออย่างอุเมะกาเอะโมจิและดาไซฟุเบอร์เกอร์ได้
เมนูที่ใช้บ๊วยซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของพื้นที่ก็มีให้ลองเรื่อย ๆ แล้วค่อยต่อด้วยขนมหวานหน้าตาสวยที่เหมาะกับการถ่ายรูป
จากร้านอาหารจำนวนมากบนถนนสายนี้ เราได้คัดร้านยอดนิยมมาแนะนำเป็นพิเศษ
1. สตาร์บัคส์คอฟฟี่ สาขาดาไซฟุเท็มมังกูโอโมเตะซันโด
“สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ สาขาดาไซฟุเท็มมังกูโอโมเตะซันโด” เปิดให้บริการในปี ค.ศ. 2011 ใกล้กับเสาโทริอิริมถนนโอโมเตะซันโดของศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู
ร้านนี้เป็นหนึ่งใน “Regional Landmark Store” ซึ่งเป็นสาขาดีไซน์พิเศษของสตาร์บัคส์ที่ตั้งอยู่ในจุดสัญลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เพื่อถ่ายทอดวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่สายตาชาวโลก
ตัวร้านโดดเด่นด้วยโครงสร้างไม้ทั้งภายในและภายนอก ออกแบบโดยสถาปนิกคุมะ เค็งโงะ ผู้มีผลงานอย่างสนามกีฬาแห่งชาติแห่งใหม่ของญี่ปุ่น

2. ดาไซฟุซันโด เท็นซัง สาขาใหญ่ดาไซฟุ
เมนูขึ้นชื่อคือ “โอนิงาวาระโมนากะ” ที่ใช้ถั่วแดงอะซึกิจากโทกาจิ ฮอกไกโด เคี่ยวอย่างพิถีพิถัน แล้วสอดไส้ในแป้งโมนากะที่ทำจากข้าวเหนียวคุณภาพดีจากจังหวัดซางะ
โอนิงาวาระโมนากะมีรสหวานพอดี และออกแบบเป็นลายกระเบื้องยักษ์ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของดาไซฟุ ทำให้ดูโดดเด่นและได้รับความนิยมเป็นของฝากจากการเที่ยวดาไซฟุ
ร้านตั้งอยู่บนถนนซันโด ห่างจากศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกูโดยเดินประมาณ 2 นาที จึงเหมาะจะแวะระหว่างมาสักการะ

3. อิจิรัน สาขาดาไซฟุซันโด
สาขาดาไซฟุซันโดของ “อิจิรัน” ร้านราเมงทงคตสึชื่อดังที่เป็นที่รู้จักจาก “เคาน์เตอร์โฟกัสรสชาติ” ซึ่งช่วยให้กินราเมงได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องสนใจรอบข้าง
ในบรรดาสาขาของอิจิรันที่ขยายไปทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศในฐานะร้านราเมงทงคตสึสูตรต้นตำรับ สาขาดาไซฟุซันโดได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะมีเมนู “ราเมงขอสอบผ่าน” สำหรับอธิษฐานให้ผู้เข้าสอบประสบความสำเร็จ

4. ฟุคุยะ สาขาดาไซฟุ
สาขาดาไซฟุของ “ฟุคุยะ” ร้านต้นกำเนิดของ “คาราชิเมนไทโกะ” ที่ปัจจุบันกลายเป็นของขึ้นชื่อประจำฟุกุโอกะ ผู้ก่อตั้งอย่างคาวาฮาระ โทชิโอะ คิดค้นคาราชิเมนไทโกะขึ้นในปี ค.ศ. 1948 และเริ่มวางจำหน่ายที่ร้านค้าในนากาสุในปีถัดมา ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเมนูนี้
ที่ร้านฟุคุยะสาขาดาไซฟุซึ่งตั้งอยู่บนถนนซันโดของศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู คุณสามารถเลือกซื้อเมนไทโกะของฟุคุยะกลับบ้านได้ และยังแวะนั่งกินข้าวราดน้ำชาพร้อมเมนไทโกะในพื้นที่อีตอินภายในร้านได้ด้วย

5. ชิคุชิอัน สาขาใหญ่
ร้านเบอร์เกอร์ท้องถิ่นยอดนิยมที่ตั้งอยู่ในซอยเล็ก ๆ จากถนนซันโดของศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู เดิมเปิดเป็นร้านไก่ทอดโดยเฉพาะ ปัจจุบันมีทั้งไก่ทอดและเบอร์เกอร์ให้เลือก 4 แบบ
เมนูขึ้นชื่อคือ “ดาไซฟุเบอร์เกอร์” เบอร์เกอร์ท้องถิ่นที่สอดไส้ไก่บ้านทอดสูตรโฮมเมด
ไก่ทอดชุ่มฉ่ำเข้ากันกับซอสทาร์ทาร์ และมีผักสดเพิ่มความเต็มอิ่ม เป็นเมนูที่กินแล้วอิ่มจุใจ

3 สถานที่ท่องเที่ยวรอบศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู
รอบศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกูมีทั้งสถานที่ให้เรียนรู้วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น รวมถึงศาลเจ้าที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง
คุณจะได้สัมผัสทิวทัศน์และบรรยากาศที่แตกต่างจากศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู และสนุกกับการทำความรู้จักวัฒนธรรมญี่ปุ่นจากอีกมุมหนึ่ง
หากเที่ยวศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกูอย่างเต็มที่แล้ว ลองแวะสถานที่ใกล้เคียงที่เราแนะนำต่อไปนี้ด้วย
1. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติคิวชู
ดาไซฟุซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญในประวัติศาสตร์ยุคโบราณของญี่ปุ่น และเป็นพื้นที่ที่มีการติดต่อกับโลกภายนอกอย่างคึกคักในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาคคิวชู
จากภูมิหลังดังกล่าว พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงเปิดทำการในปี ค.ศ. 2005 ด้วยแนวคิดเฉพาะตัวว่า “มองการก่อร่างสร้างวัฒนธรรมญี่ปุ่นจากมุมมองประวัติศาสตร์เอเชีย” และนับเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งที่ 4 ของญี่ปุ่น
ไฮไลต์หลักคือ “ห้องจัดแสดงวัฒนธรรมแลกเปลี่ยน” บนชั้น 4 ซึ่งนำเสนอประวัติศาสตร์การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศต่าง ๆ ในเอเชียและยุโรป

2. ศาลเจ้าโฮมันกูคามาโดะ
“ศาลเจ้าคามาโดะ” เป็นศาลเจ้าที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,350 ปี
ที่นี่สักการะเทพทามาโยริฮิเมะโนะมิโกโตะ และได้รับความศรัทธามาอย่างยาวนานในฐานะเทพแห่งความรักและความสัมพันธ์
นอกจากนี้ยังได้รับการเคารพในฐานะเทพที่ช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดีและเคราะห์ร้ายอีกด้วย
ศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่เชิงเขาโฮมัน และสามารถชมความงามของธรรมชาติทั้งดอกซากุระในฤดูใบไม้ผลิและใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง
บนยอดเขาโฮมันซึ่งสูง 829 เมตร ยังเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าชั้นบนของศาลเจ้าคามาโดะ
การเดินขึ้นไปยังศาลเจ้าชั้นบนใช้เวลาขาเดียวประมาณ 2 ชั่วโมง และเป็นภูเขายอดนิยมของนักปีนเขาจำนวนมาก

3. วัดโทโชจิ
“วัดโทโชจิ” ในเขตฮากาตะ เมืองฟุกุโอกะ เป็นวัดนิกายชิงงอนที่เชื่อกันว่าพระคูไค หรือโคโบ ไดชิ ได้ก่อตั้งขึ้นเป็นแห่งแรกหลังกลับจากการศึกษาที่ราชวงศ์ถัง
ชื่อทางการคือ “โทโชมิตสึจิ” ซึ่งคูไคตั้งขึ้นด้วยความหมายว่า “ขอให้พุทธศาสนานิกายลับสืบทอดยาวไกลไปทางทิศตะวันออก”
จุดเด่นคือ “พระใหญ่ฟุกุโอกะ” พระพุทธรูปไม้ขนาดใหญ่ที่มีความสูง 10.8 เมตร อันสื่อถึงกิเลส 108 ประการของมนุษย์ และนับเป็นพระพุทธรูปไม้นั่งที่ใหญ่ที่สุดระดับต้น ๆ ของญี่ปุ่น
ด้านหลังยังประดิษฐานพระพุทธรูปองค์เล็กถึง 5,000 องค์ และยังมี “ทางเดินนรก-สวรรค์” ที่ฐานให้ลองสัมผัสด้วย

รีวิวของศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกู
Q
เทพที่ประดิษฐานอยู่ที่ศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกูคือใคร?
คือสุกาวาระ โนะ มิจิซาเนะ ผู้ได้รับการเคารพในฐานะเทพแห่งการศึกษา
Q
พรเด่นของศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกูคืออะไร?
พรที่มีชื่อเสียงที่สุดคือความสำเร็จด้านการเรียนและการขอให้สอบผ่าน
Q
อาหารขึ้นชื่อที่กินได้บนถนนซันโดของศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกูมีอะไรบ้าง?
อุเมะกาเอะโมจิ ดาไซฟุเบอร์เกอร์ และขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นได้รับความนิยมมาก
บทสรุป
ศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังกูเป็นสถานที่ที่รวมทั้งจุดเด่นทางประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และเรื่องเล่าที่น่าสนใจไว้ในที่เดียว โดยประดิษฐานสุกาวาระ โนะ มิจิซาเนะ ผู้เป็นที่รู้จักในฐานะเทพแห่งการศึกษา
หากอยากดื่มด่ำกับทิวทัศน์อันงดงาม พร้อมค่อย ๆ ซึมซับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่นี่ก็นับว่าเป็นจุดหมายที่ควรหาโอกาสมาเยือนสักครั้ง
ถ้ายังลังเลว่าจะไปเที่ยวที่ไหนในฟุกุโอกะดี ลองดูบทความด้านล่างประกอบการวางแผนได้เลย