ถ้าพูดถึงภาพจำของญี่ปุ่น หลายคนน่าจะนึกถึงยอดเขาทรงงามของภูเขาไฟฟูจิกันก่อน ภูเขาแห่งนี้คร่อมจังหวัดยามานาชิและจังหวัดชิซูโอกะ และเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นด้วยความสูง 3,776 เมตร ในปี 2013 ยังได้รับการยอมรับในฐานะ “วัตถุแห่งความศรัทธาและบ่อเกิดแห่งศิลปะ” พร้อมขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยมีทรัพย์สินที่เป็นองค์ประกอบรวม 25 แห่ง เช่น ศาลเจ้า เส้นทางปีนเขา ร่องรอยลาวา และทะเลสาบโดยรอบ
ตั้งแต่อดีตมีความเชื่อกันว่าภูเขาไฟฟูจิที่เกิดกิจกรรมภูเขาไฟซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นสถานที่สถิตของเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนจึงเงยมองยอดเขาเพื่อสักการะ และเมื่อการปะทุสงบลง ก็มีนักบำเพ็ญพรตจำนวนมากขึ้นไปยังยอดเขาเพื่อแสวงบุญ ปัจจุบันคนทั่วไปก็สามารถขึ้นไปพิชิตภูเขาไฟฟูจิได้เช่นกัน ด้วยรูปทรงกรวยที่สวยงาม ภูเขาแห่งนี้จึงถูกนำไปเป็นแรงบันดาลใจในงานจิตรกรรมและวรรณกรรมมากมาย และยังกล่าวกันว่า ภาพภูเขาไฟฟูจิในภาพอุกิโยะเอะเคยส่งอิทธิพลต่อจิตรกรชาวยุโรปที่ได้ชมผลงานเหล่านั้นด้วย
ภูเขาไฟฟูจิปะทุมาแล้วหลายครั้ง จนก่อรูปเป็นภูเขาสูงที่งดงามอย่างในปัจจุบัน การปะทุครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 300 ปีก่อน และมีการสร้างศาลเจ้าเซ็นเก็นในหลายพื้นที่เพื่อขอให้การปะทุสงบลง รวมถึงใช้เป็นสถานที่สักการะที่สามารถมองเห็นยอดภูเขาไฟฟูจิจากเชิงเขาได้
ฤดูปีนเขาอยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคม–ต้นเดือนกันยายน และแตกต่างกันไปตามเส้นทางทั้ง 4 เส้นทาง นอกฤดูกาลจะมีความเสี่ยงจากหิมะและสภาพอากาศ จึงปิดเส้นทางปีนเขา ยอดเขามีอุณหภูมิประมาณ 5 องศาแม้ในช่วงกลางฤดูร้อน และบางครั้งอาจต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ดังนั้นควรเตรียมอุปกรณ์กันหนาวให้พร้อมก่อนขึ้นเขา
จุดเด่น
-
ยอดเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น
-
ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในฐานะ “วัตถุแห่งความศรัทธาและบ่อเกิดแห่งศิลปะ”
-
ช่วงปีนเขาอยู่ราวเดือนกรกฎาคม–ต้นเดือนกันยายน โดยมีเส้นทางปีนเขารวม 4 เส้นทางในจังหวัดยามานาชิและจังหวัดชิซูโอกะ
-
ก่อนขึ้นเขา ควรเตรียมทั้งสมรรถภาพร่างกายและอุปกรณ์ให้พร้อม
-
การปีนแบบเร่งด่วนโดยไม่พักค้างคืน หรือการปีนแบบไปเช้าเย็นกลับด้วยอุปกรณ์ไม่เพียงพอมีอันตรายมาก จึงควรวางแผนล่วงหน้าให้ดีเสมอ