อ่านจบก็เข้าใจ! ความรู้พื้นฐานที่ควรรู้ก่อนรับเครื่องรางนำโชค

อ่านจบก็เข้าใจ! ความรู้พื้นฐานที่ควรรู้ก่อนรับเครื่องรางนำโชค

Last update :
Written by :  GOOD LUCK TRIP

เวลาไปศาลเจ้าหรือวัดในญี่ปุ่น หลายคนคงเคยเห็น “เครื่องรางนำโชค” ที่หยิบติดมือกลับมาเป็นที่พึ่งทางใจไว้รองรับคำอธิษฐานและความปรารถนา
ของมงคลแบบนี้สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ และยังคงเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมดั้งเดิมที่กลมกลืนอยู่ในชีวิตประจำวันจนถึงปัจจุบัน
มีหลากหลายประเภท และเชื่อกันว่าเมื่อพกติดตัวด้วยความรู้สึกขอบคุณจะได้รับพลังอำนวยพร
บทความนี้จะพาไปรู้จักภาพรวมและที่มา ตลอดจนพลัง ความหมาย และวิธีเลือกเครื่องรางนำโชคอย่างครอบคลุมในประเด็นที่หลายคนสงสัย
อ่านจนจบแล้วคุณจะเข้าใจเรื่องเครื่องรางนำโชคมากขึ้น และทริปญี่ปุ่นครั้งต่อไปก็น่าจะสนุกขึ้นอีกด้วย

ของมงคล “โอมาโมริ” ที่เป็นที่พึ่งทางใจของชาวญี่ปุ่น

โอมาโมริเป็นถุงผ้าขนาดเล็กหรือแผ่น/ป้ายเล็กๆ ที่ได้รับจากศาลเจ้าหรือวัด และเชื่อกันว่าหากพกติดตัวจะได้รับพลังอำนวยพรแก่เจ้าของ
ตั้งแต่โบราณผู้คนถือเป็นสิ่งศรัทธา จึงพกไว้ใกล้ตัวเพื่อป้องกันภัยและขอให้สมปรารถนา
สำหรับชาวญี่ปุ่นยุคปัจจุบันก็ยังเป็นที่พึ่งทางใจ และนับเป็นหนึ่งในของมงคลที่ฝังรากอยู่ในชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่นได้เช่นกัน
โอมาโมริมีกี่ประเภทก็หลากหลายตามจุดประสงค์ เช่น สุขภาพ ความรัก การเรียน เป็นต้น และมักบรรจุถ้อยคำมงคลหรือคำอธิษฐานไว้ภายใน
นอกจากนี้ ศาลเจ้าและวัดแต่ละแห่งทั่วญี่ปุ่นยังมีดีไซน์แตกต่างกัน ตั้งแต่แบบญี่ปุ่นดั้งเดิมไปจนถึงแบบร่วมสมัยสีสันสดใส

โอมาโมริที่ยังคงเป็นที่พึ่งทางใจของชาวญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน
โอมาโมริที่ยังคงเป็นที่พึ่งทางใจของชาวญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มาและประวัติของโอมาโมริ

ที่มาของโอมาโมริมีหลายทฤษฎี แต่เชื่อกันว่าย้อนกลับไปได้ถึงยุคโจมง (ราว 18,000 ปีก่อนคริสตกาล–300 ปีก่อนคริสตกาล)
ผู้คนในสมัยโบราณเชื่อในพลังของธรรมชาติและเทพเจ้า (ความเชื่อเรื่องวิญญาณ) และว่ากันว่าจุดเริ่มต้นคือ “มากาทามะ (Magatama)” ที่สวมติดตัวเพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายและภัยพิบัติ
ต่อมาในยุคนาระ (ค.ศ. 710–794) ด้วยอิทธิพลของพุทธศาสนา จึงเริ่มมีเครื่องรางที่มอบให้โดยวัด
และในยุคเฮอัน (ค.ศ. 794–1185) ก็แพร่หลายในหมู่ขุนนางและซามูไร ใช้เพื่ออธิษฐานขอความปลอดภัยในสนามรบและสุขภาพของครอบครัว
เมื่อเข้าสู่ยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603–1868) ชีวิตของชาวบ้านมีความมั่นคงมากขึ้น และการไปเยือนศาลเจ้า/วัดก็กลายเป็นเรื่องทั่วไป
ในช่วงนั้นก็มีการพกโอมาโมริเพื่อขอพรเรื่องการเดินทาง สุขภาพ ความปลอดภัย ฯลฯ เช่นเดียวกับปัจจุบัน
ตั้งแต่ยุคสมัยใหม่เป็นต้นมา โอมาโมริได้รับความนิยมในหลากหลายรูปแบบ เช่น ของฝากและของที่ระลึก จนมาถึงทุกวันนี้

มากาทามะที่มีทฤษฎีหนึ่งว่าคือจุดกำเนิดของโอมาโมริ
มากาทามะที่มีทฤษฎีหนึ่งว่าคือจุดกำเนิดของโอมาโมริ

โอมาโมริที่มีสี รูปทรง และดีไซน์หลากหลาย

รูปแบบที่พบได้บ่อยของโอมาโมริคือถุงผ้าเล็กๆ ที่รูดปากถุงด้วยเชือก
ดีไซน์ของถุงสะท้อนเอกลักษณ์ของศาลเจ้าหรือวัดแต่ละแห่ง โดยมักปักลวดลายญี่ปุ่นดั้งเดิมหรือสัญลักษณ์ของศาลเจ้า/วัดนั้นๆ
สีและลวดลายก็มีมากมาย และมักเลือกให้เหมาะกับคำขอของผู้ถือ (จุดประสงค์)
เช่น สีเหลืองมักใช้เป็นสีสื่อถึง “โชคลาภด้านการเงิน” ส่วนสีเขียวสื่อถึง “ธรรมชาติและพลังชีวิต”
นอกจากนี้ยังมีวิธีผูกเชือกหลายแบบ และแบบที่ถือว่าเป็นมาตรฐานคือ “ปมไนจูคะโน (Nijuu Kanou musubi)” อันเป็นมงคลด้วยความหมายว่าอธิษฐานให้สำเร็จ

โอมาโมริสีสันสดใสที่มองแล้วก็เพลิน
โอมาโมริสีสันสดใสที่มองแล้วก็เพลิน

ในถุงโอมาโมริมีอะไรอยู่ข้างใน?

ภายในถุงโอมาโมริมักบรรจุสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านการอธิษฐานจากศาลเจ้าหรือวัด
ตัวอย่างที่พบบ่อยคือเครื่องรางปกป้องที่เขียนชื่อเทพเจ้าประจำศาลหรือข้อความเฉพาะ (แผ่นกระดาษหรือแผ่นไม้), โอฟุดะ (แผ่นยันต์/เครื่องราง), ก้อนหินเล็กๆ แร่ หรือเศษกระดาษ
บางแบบยังใส่เหรียญ 5 เยน (พ้องเสียงกับ “ความผูกพัน/โชคชะตา”) หรือกระดิ่งเล็กๆ (สื่อถึงการปัดเป่าสิ่งไม่ดี) เป็นของมงคลด้วยเช่นกัน
เชื่อกันว่าสิ่งที่อยู่ข้างในมีพลังคุ้มครองเจ้าของและช่วยให้สมปรารถนา และหากเปิดถุงพลังศักดิ์สิทธิ์อาจหายไป ทำให้ผลลัพธ์อ่อนลง
การเปิดด้วยความอยากรู้อยากเห็นอาจทำให้ชำรุดได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการไปจับต้องโดยไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม การเปิดไม่ได้หมายความว่าจะเกิดเคราะห์ร้ายขึ้น
สิ่งสำคัญคือดูแลโอมาโมริอย่างทะนุถนอม และมีใจเคารพต่อเทพเจ้าและพระพุทธองค์

ดูแลโอมาโมริอย่างดีพร้อมความรู้สึกขอบคุณ
ดูแลโอมาโมริอย่างดีพร้อมความรู้สึกขอบคุณ

ความแตกต่างระหว่างโอมาโมริของศาลเจ้าและวัด

จนถึงตอนนี้ได้อธิบายว่าโอมาโมริได้รับจากทั้งศาลเจ้าและวัด
แม้รูปทรงและวัตถุประสงค์จะคล้ายกัน แต่ความหมายและเป้าหมายจะต่างกันไปตามพื้นฐานทางศาสนา ด้านล่างสรุปความแตกต่างไว้ในตาราง ลองใช้เป็นข้อมูลประกอบได้เลย
แนะนำให้ไปยังสถานที่ที่สอดคล้องกับความเชื่อและคำอธิษฐานของคุณ แล้วเลือกโอมาโมริที่เหมาะที่สุด

- ศาลเจ้า วัด
ความเชื่อ อิงตามความเชื่อชินโต (เทพเจ้าหลากหลาย) อิงตามคำสอนพุทธศาสนา (การคุ้มครองของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์)
แนวโน้มของพรที่ได้รับ สุขภาพ ความปลอดภัยในการเดินทาง ผูกดวง/ความสัมพันธ์ ขอให้คลอดปลอดภัย ฯลฯ (มักเป็นคำขอที่เฉพาะเจาะจง) ปัดเป่าเคราะห์ หายป่วย ความปลอดภัยในบ้าน ธุรกิจรุ่งเรือง ฯลฯ (มักเป็นคำขอที่ครอบคลุมกว้าง)
ดีไซน์ มักใช้ชื่อศาลเจ้า ตราสัญลักษณ์ และมอทิฟแบบญี่ปุ่น มักใช้บทสวดอันเป็นเอกลักษณ์ของพุทธศาสนา อักษรสันสกฤต และสัญลักษณ์ของพระพุทธรูป
โทนสี สีสันและการตกแต่งหลากหลาย โทนสีและการตกแต่งที่สุภาพเรียบสงบ
ภายในถุง เครื่องรางปกป้องหรือโอฟุดะที่ผ่านการอธิษฐานจากศาลเจ้า (เชื่อว่ามีพลังคุ้มครองเจ้าของ) บทสวดทางพุทธศาสนาหรือแบบจำลองพระพุทธรูปขนาดเล็ก (เชื่อว่านำการคุ้มครองของพระพุทธองค์มาสู่เจ้าของ)

ถ้าอยากรับโอมาโมริ ให้ไปที่เคาน์เตอร์เฉพาะของศาลเจ้าและวัด

โดยทั่วไป โอมาโมริมักรับได้ที่ “จูโยโช (Juyosho)” หรือ “ชามุโช (Shamusho)” ซึ่งเป็นเคาน์เตอร์เฉพาะของทั้งศาลเจ้าและวัด
มักตั้งอยู่ใกล้ศาลหลัก/อาคารหลัก เพื่อให้แวะได้ตามลำดับการสักการะ (มารยาทคือควรทักทาย/ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อน)
โดยพื้นฐานมักมีนักบวชหรือนางมิโกะ (Miko) ประจำอยู่ และหากมีข้อสงสัยก็สามารถสอบถามได้อย่างสบายใจ
ช่วงหลังยังมีการจำหน่ายผ่านร้านออนไลน์หรืออินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น และศาลเจ้าหรือวัดยอดนิยมหลายแห่งก็มีบริการ “มอบให้ทางออนไลน์” พร้อมจัดส่งทางไปรษณีย์ด้วย
อีกเรื่องที่ควรรู้คือ การได้โอมาโมริไม่ได้เรียกว่า “ซื้อ/ขาย” แต่ใช้คำว่า “รับ/มอบให้” และนับเป็น 1 องค์ 2 องค์
นี่เป็นการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในฐานะวัตถุแห่งศรัทธา
ตอนรับโอมาโมริ อย่าลืมความรู้สึกขอบคุณด้วย

ภาพบรรยากาศเคาน์เตอร์รับโอมาโมริ
ภาพบรรยากาศเคาน์เตอร์รับโอมาโมริ

4 ข้อควรระวังเมื่อให้โอมาโมริเป็นของฝาก

โดยทั่วไป การมอบโอมาโมริให้ผู้อื่นเป็นของฝากก็ไม่ใช่ปัญหา
คนรับจะได้สัมผัสวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นไปพร้อมกับความปรารถนาดีต่อความสุขและความสำเร็จของเขา จึงเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนญี่ปุ่นด้วย
อย่างไรก็ตาม ตอนมอบให้ควรใส่ใจ 4 ข้อต่อไปนี้

1. เลือกโอมาโมริให้เหมาะกับสถานการณ์ของผู้รับ
โอมาโมริมีกี่ประเภทก็หลากหลาย และให้พรตามจุดประสงค์ การเลือกให้เข้ากับสถานการณ์หรือความปรารถนาของผู้รับมักทำให้เขาดีใจมากขึ้น
ตัวอย่าง) นักเรียนสอบเข้าเลือกแบบขอให้เรียนสำเร็จ หญิงตั้งครรภ์เลือกแบบขอให้คลอดปลอดภัย เป็นต้น
2. คำนึงถึงความเชื่อและมุมมองทางศาสนา
โอมาโมริยึดโยงกับชินโตและพุทธศาสนา จึงควรเคารพความรู้สึกด้านศาสนาของผู้รับ ในญี่ปุ่นที่คนจำนวนมากไม่ได้ยึดถือศาสนาใดโดยเฉพาะ มักไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าอีกฝ่ายอ่อนไหวเรื่องศาสนาหรือความเชื่อ การถามยืนยันล่วงหน้าจะสบายใจกว่า
3. มอบให้ด้วยความเคารพ
ห่ออย่างสุภาพและแนบข้อความจากใจ (ความรู้สึกขอบคุณ) ไปด้วยก็ดี จะสื่อถึงความใส่ใจ และกลายเป็นของขวัญที่ผู้รับรู้สึกซาบซึ้งยิ่งขึ้น
4. คิดถึงจังหวะเวลาที่มอบให้
เลือกเวลาให้เหมาะ ไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเป็นภาระ จะช่วยให้ความใส่ใจส่งถึงกันได้ง่าย

เลือกโอมาโมริให้เหมาะกับคำอธิษฐาน

อย่างที่กล่าวไปแล้ว โอมาโมริมีหลายประเภทมาก
ดังนั้นควรเลือกแบบที่เชื่อว่าช่วยให้พรตรงกับคำอธิษฐานของคุณหรือของคนที่จะมอบให้
นอกจากนี้ ศาลเจ้าและวัดแต่ละแห่งให้พรต่างกัน จึงแนะนำให้เช็กเทพเจ้าหรือพระพุทธองค์ที่ประดิษฐานอยู่ล่วงหน้าด้วย
ที่นี่จะแบ่งประเภทหลักๆ ออกเป็น 4 กลุ่ม และแนะนำพรที่เชื่อว่าได้รับจากแต่ละแบบ

โอมาโมริด้านสุขภาพ

โอมาโมริกลุ่มนี้เน้นช่วยประคับประคองความแข็งแรงทั้งกายใจในแต่ละวัน และใช้สำหรับอธิษฐานขอป้องกันหรือฟื้นตัวจากการเจ็บป่วย จึงได้รับความนิยมสูง
ตัวอย่างเด่นๆ มี 4 แบบดังนี้ แต่ก็ยังมีแบบเฉพาะส่วนของร่างกาย เช่น ช่วงขา/เอว เป็นต้น ทำให้มีตัวเลือกจำนวนมาก

ขอให้หายป่วย
อธิษฐานขอให้ฟื้นตัวและหายจากโรคหรืออาการบาดเจ็บโดยเร็ว และกลับมามีสุขภาพดีอีกครั้ง
ยังคาดหวังได้ว่าจะช่วยให้ใจสงบและลดความกังวล
ปลอดโรคปลอดภัย
อธิษฐานให้ปกป้องจากโรคภัยและเคราะห์ร้าย เพื่อให้ใช้ชีวิตอย่างแข็งแรง
เหมาะกับคนที่อยากดูแลสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน รวมถึงความสงบในบ้านและที่ทำงาน
ขออายุยืน
อธิษฐานให้รักษาสุขภาพ และใช้ชีวิตยืนยาวอย่างสงบและอิ่มเอม
ไม่ได้หมายถึงร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความมั่นคงทางใจและชีวิตที่มีความสุขด้วย
ขอให้คลอดปลอดภัย
อธิษฐานให้แม่และลูกมีสุขภาพดีระหว่างตั้งครรภ์ และคลอดอย่างปลอดภัย เชื่อกันว่ามีพลังช่วยผ่อนคลายความกังวลระหว่างรอคลอด โดยทั่วไปมักรับใน “วันสุนัข (Inu no Hi)” ของเดือนที่ 5 ของการตั้งครรภ์

โอมาโมริด้านความสัมพันธ์/ความรัก

สำหรับคนที่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ คำว่า “เอนมุสุบิ” หมายถึงการอธิษฐานให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้คน
พรที่ได้รับไม่ได้จำกัดแค่ความรัก แต่ครอบคลุมทั้งการแต่งงาน มิตรภาพ ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน ฯลฯ
นอกจากนี้ยังรวมถึงพลังที่ช่วยเสริมความผูกพันกับอีกฝ่าย พร้อมดึงดูดความสัมพันธ์ที่จำเป็นสำหรับคุณ (พบเจอแบบชะตาลิขิตหรือกระชับสายใยให้แน่นแฟ้น) ตัวอย่างโอมาโมริด้านความสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยมี 4 แบบดังนี้

ขอให้ความรักสมหวัง
อธิษฐานให้ความรักกับคนที่ชอบลงเอยด้วยดี หรือได้พบคู่ในอุดมคติ (แฟนในอนาคตหรือคู่แต่งงาน)
เชื่อกันว่ามีพลังช่วยเพิ่มดวงความรักและทำให้ความสัมพันธ์ปัจจุบันลึกซึ้งขึ้น
ชีวิตคู่ราบรื่น
อธิษฐานให้สายใยของคู่สามีภรรยาแน่นแฟ้น รักษาความรักและความกลมกลืน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
เชื่อกันว่ามีพลังนำความสงบและความสุขมาสู่ครอบครัว พร้อมเสริมความไว้ใจกันและกัน
ขอให้ได้พบความสัมพันธ์ที่ดี
อธิษฐานให้ได้พบความสัมพันธ์อันยอดเยี่ยมที่จะทำให้ชีวิตอุดมสมบูรณ์ (พาไปสู่ความสุขและความสำเร็จ)
เชื่อกันว่ามีพลังดึงดูดผู้คนและความสัมพันธ์ที่ดีในหลายสถานการณ์
ขอมีบุตร
ส่วนใหญ่สำหรับผู้ที่กำลังเตรียมมีบุตรหรือคู่ที่ต้องการตั้งครรภ์ อธิษฐานให้ได้บุตรสมปรารถนา
เชื่อกันว่ามีพลังช่วยให้ได้บุตรที่แข็งแรง และยังช่วยให้ใจสงบด้วย

โอมาโมริด้านโชคดี/ดวงเฮง

โอมาโมริ “ไคอุน” มักเชื่อมโยงกับคำขอที่เฉพาะเจาะจง เช่น งานหรือการเรียน
ช่วงที่รู้สึกกังวลกับอนาคตหรือกำลังเจอความท้าทาย การพกไว้ก็เหมือนมีเครื่องเตือนใจ เชื่อว่าจะช่วยเสริมดวงในหลายด้าน ประเภทหลักๆ มี 4 แบบดังนี้

ค้าขายรุ่งเรือง
อธิษฐานขอให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและเจริญรุ่งเรือง (เช่น กำไรเพิ่ม ได้ลูกค้าเพิ่ม)
เชื่อกันว่ามีพลังช่วยเสริมดวงด้านการค้าขายและการงาน
โชคลาภการเงินเพิ่มขึ้น
อธิษฐานขอให้ดวงการเงินดีขึ้น เพื่อความมั่นคงและความมั่งคั่ง
เชื่อกันว่ามีพลังช่วยยกระดับโชคเรื่องเงิน ส่งเสริมความสำเร็จในการงาน เพิ่มรายได้ และช่วยป้องกันการใช้จ่ายสิ้นเปลือง
การเรียนสำเร็จ
อธิษฐานขอให้การเรียนและการสอบประสบความสำเร็จ เชื่อกันว่ามีพลังช่วยเพิ่มดวงด้านการเรียน และเสริมสมาธิและความจำเพื่อให้ความพยายามออกดอกผล
ขอให้สอบผ่าน
สำหรับผู้ที่เข้าสอบหรือสอบใบประกาศ/คุณวุฒิ อธิษฐานขอให้บรรลุเป้าหมาย เชื่อกันว่าจะได้รับการคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้ความพยายามผลิดอกออกผลและแสดงศักยภาพได้เต็มที่ในวันสอบ

โอมาโมริด้านปัดเป่าเคราะห์

ในความเชื่อของญี่ปุ่น “ยาคุโยเคะ” หมายถึงการอธิษฐานเพื่อหลีกเลี่ยงเคราะห์ร้าย โชคร้าย และอุบัติเหตุในชีวิต เพื่อใช้ชีวิตอย่างสงบปลอดภัย
เชื่อกันว่าการพกติดตัวตลอด 1 ปี จะช่วยป้องกันภัยต่างๆ และนำโชคดี สุขภาพ และความปลอดภัยมาให้
ตามความเชื่อดั้งเดิมของญี่ปุ่น ยังมีหลายกรณีที่ทำพิธีสวดอธิษฐานในช่วง “ยาคุโดชิ” ซึ่งเป็นปีเคราะห์ตามช่วงอายุ/ช่วงเวลาเฉพาะ
ด้านล่างคือประเภทหลักของโอมาโมริปัดเป่าเคราะห์

เสริมดวงและปัดเป่าภัยพิบัติ
เชื่อกันว่าช่วยยกระดับดวงชะตาและปกป้องจากโชคร้ายหรือภัยพิบัติ
เชื่อกันว่านำพลังบวกมาสู่จิตใจและพาไปในทิศทางที่ดี
ปัดเป่าเคราะห์จากทิศ
อธิษฐานเพื่อหลีกเลี่ยงเคราะห์ร้ายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมุ่งหน้าไปยังทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เช่น ย้ายบ้าน ท่องเที่ยว หรือเปลี่ยนงาน
เชื่อกันว่ามีพลังช่วยสงบพลังไม่ดีที่แฝงอยู่ตามทิศ และคุ้มครองเจ้าของ
ความปลอดภัยในการเดินทาง
อธิษฐานขอให้เดินทางปลอดภัยและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน
เชื่อกันว่ามีพลังช่วยเตือนให้ขับขี่อย่างปลอดภัยและป้องกันอุบัติเหตุไว้ล่วงหน้า
ความปลอดภัยในบ้าน
อธิษฐานให้ครอบครัวสงบสุขและปลอดภัย
เชื่อกันว่ามีพลังคอยดูแลทั้งครอบครัว ปกป้องสุขภาพและความสุข

วิธีพกโอมาโมริที่ควรรู้ก่อนรับ

ว่ากันว่าการคล้องเชือกแล้วห้อยคอพกติดตัวจะทำให้ได้รับพลังอำนวยพรได้ง่ายที่สุด
แต่ในความเป็นจริงอาจไม่สะดวก ดังนั้นแค่พกติดตัวไว้เสมอก็ถือว่าเพียงพอ
ถ้าทำได้ยาก แนะนำให้เก็บไว้ในบ้านในจุดที่มองเห็นได้ เป็นที่สว่างและค่อนข้างสูง
ถึงจะดูแลดีแค่ไหนก็ไม่ควรเก็บไว้ในลิ้นชักหรือโต๊ะ และถ้าเป็นไปได้อยากให้เอาออกมาสัมผัสอากาศภายนอกเป็นระยะ
นอกจากนี้ วิธีพกที่เหมาะสมยังต่างกันไปตามประเภทดังนี้

โอมาโมริด้านการเรียน
กล่องดินสอหรือกระเป๋าที่ใช้ประจำ (ตอนสอบใส่กระเป๋าเสื้อบริเวณอก)
โอมาโมริด้านความรัก
ช่องกระเป๋าด้านใน กุญแจ สมุดตารางนัดหมาย ฯลฯ
โอมาโมริด้านการเงิน
กระเป๋าสตางค์ (ระวังอย่าใส่กระเป๋าหลัง), ซอง/เคสสมุดบัญชีธนาคาร
โอมาโมริด้านสุขภาพและปัดเป่าเคราะห์
ใส่ในกระเป๋าหรือกระเป๋าสตางค์ พกติดตัวใกล้ชิด
โอมาโมริด้านความปลอดภัยในการเดินทาง
กระเป๋า กุญแจ

ข้อควรระวังเมื่อพกโอมาโมริหลายชิ้น

เชื่อกันว่าพกโอมาโมริหลายชิ้นก็ไม่เป็นปัญหา และไม่ได้ทำให้พรลดลงหรือหักล้างกัน
ญี่ปุ่นมีแนวคิดพหุเทวนิยมมาตั้งแต่โบราณว่าเทพสถิตอยู่ในทุกสรรพสิ่ง และมีความเชื่อหลากหลายรวมถึงชินโตและพุทธศาสนาที่อยู่ร่วมกันมาโดยตลอด
ความเชื่อเหล่านี้มีความสัมพันธ์แบบเกื้อหนุนกัน และแต่ละอย่างมีบทบาท/พรที่ต่างกัน จึงเป็นเหตุผลหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม หากพกหลายชิ้น ควรดูแลอย่างสุภาพโดยใส่ใจ 4 ข้อต่อไปนี้

คำนึงถึงความสอดคล้องของพรและจุดประสงค์

หากพกโอมาโมริจากศาลเจ้าหรือวัดต่างกัน อยากให้คำนึงถึงความเข้ากันของแต่ละชิ้นด้วย
โดยทั่วไปมักแนะนำให้พกคนละประเภทของพรจะดีกว่า
เช่น หากพกแบบขอสุขภาพ แบบเสริมดวงการเงิน และแบบการเรียนสำเร็จ ก็สามารถแยกใช้ตามจุดประสงค์ได้และช่วยจัดระเบียบความรู้สึกได้ง่ายขึ้น

พกโอมาโมริโดยคำนึงถึงความเข้ากันและจุดประสงค์
พกโอมาโมริโดยคำนึงถึงความเข้ากันและจุดประสงค์

โอมาโมริด้านความรักควรมีเพียง 1 ชิ้น

สำหรับ “โอมาโมริด้านเอนมุสุบิ” แนะนำให้เลือกเพียง 1 ชิ้นจะดีกว่า
เหตุผลคือเป็นเครื่องรางที่เชื่อว่าช่วยพาให้ได้พบคนรักหรือคู่แต่งงานซึ่งเป็นคนแห่งโชคชะตา
ในญี่ปุ่นที่โดยทั่วไปแต่งงานได้เพียงคนเดียว การพกหลายชิ้นอาจตีความได้ว่าเป็นการขอให้พบคนจำนวนมาก และอาจกลายเป็นผลตรงข้ามได้
โดยเฉพาะคนที่ต้องการความสัมพันธ์จริงจัง ควรเลือกอย่างรอบคอบ

ระวังอย่าพกโอมาโมริด้านความรักหลายชิ้น
ระวังอย่าพกโอมาโมริด้านความรักหลายชิ้น

ให้ความสำคัญกับโอมาโมริแต่ละชิ้น

การพกโอมาโมริหลายชิ้นไม่ได้หมายความว่าจะได้รับพรจำนวนมากขึ้นโดยอัตโนมัติ
สิ่งสำคัญมากคือดูแลอย่างทะนุถนอมในทุกวัน และใช้ชีวิตโดยไม่ลืมความรู้สึกขอบคุณ
แม้มีหลายชิ้นก็ควรให้ความเคารพต่อแต่ละชิ้น และดูแลจัดเก็บอย่างดี

มีหลายชิ้นหรือมีเพียงชิ้นเดียว ก็อย่าลืมทะนุถนอมโอมาโมริ
มีหลายชิ้นหรือมีเพียงชิ้นเดียว ก็อย่าลืมทะนุถนอมโอมาโมริ

หากพกตั้งแต่ 3 ชิ้นขึ้นไป ควรจัดวางให้เหมาะสม

มีความเชื่อว่าการพกโอมาโมริหลายชิ้นอาจทำให้เทพเจ้า/พระพุทธองค์ส่งผลต่อกัน และเสี่ยงที่จะไม่ได้รับพรตามเดิม
ดังนั้นหากพกตั้งแต่ 3 ชิ้นขึ้นไป ควรจัดให้โอมาโมริของเทพเจ้า/พระพุทธองค์ที่มีฐานะสูงกว่าอยู่ด้านบน (หากวางแนวนอนให้วางไว้ตรงกลาง) หรือพกแยกกันคนละที่

ควรระวังเรื่องการจัดวางโอมาโมริ
ควรระวังเรื่องการจัดวางโอมาโมริ

โอมาโมริมีวันหมดอายุไหม?

โดยพื้นฐานแล้วโอมาโมริไม่ได้กำหนดวันหมดอายุไว้อย่างชัดเจน
เพราะเป็นหนึ่งในของมงคลที่ได้รับการคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากเก็บรักษาอย่างเหมาะสม ก็สามารถพกไว้นานๆ ได้
อย่างไรก็ตาม ก็มีความคิดที่ว่า “หากถือโอมาโมริเก่าไว้ต่อไป โชคร้ายอาจเข้ามา”
แนวคิดนี้มาจากความเชื่อทั่วไปว่าพลังของโอมาโมริอยู่ได้ประมาณ 1 ปี และเมื่อเวลาผ่านไปก็ใช้พลังนั้นไปจนหมด
จึงมีคนจำนวนมากที่รับโอมาโมริใหม่ในช่วงจังหวะสำคัญ เช่น ฮัตสึโมเดะ (ไปศาลเจ้าครั้งแรกของปี) หรือเทศกาลเซ็ตสึบุน
แต่ทั้งนี้พลังและช่วงเวลาที่เหมาะสมก็แตกต่างกันตามประเภทของโอมาโมริ คำอธิษฐาน และสถานการณ์ของผู้ถือด้วย
ตัวอย่างเช่น หากเป็นโอมาโมริขอให้ความรักสมหวัง ก็อาจถือว่า “ทำหน้าที่ครบแล้ว” เมื่อได้พบคนที่ใช่และสมหวังตามคำขอ
และหากเป็นของที่ได้รับจากคนสำคัญ หลายคนก็คงอยากเก็บไว้โดยไม่คืน
สรุปคือ หากทำตามความรู้สึกและความคิดของตัวเอง ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องวันหมดอายุมากนัก

แนะนำให้คืนตอนมาเที่ยว แล้วรับโอมาโมริใหม่ก็เป็นไอเดียที่ดี
แนะนำให้คืนตอนมาเที่ยว แล้วรับโอมาโมริใหม่ก็เป็นไอเดียที่ดี

สำคัญคือทะนุถนอมจนถึงที่สุดและไม่ลืมคำขอบคุณ! วิธีคืนโอมาโมริ

โดยทั่วไป เมื่อโอมาโมริหมดหน้าที่แล้ว มักนำไปฝากคืนที่ศาลเจ้าหรือวัด
เพราะถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการคุ้มครองมา จึงอยากให้หลีกเลี่ยงการกระทำที่ไม่ให้เกียรติ เช่น ทิ้งลงถังขยะโดยเด็ดขาด
วิธีที่เหมาะสมที่สุดคือคืนให้ศาลเจ้าหรือวัดที่ได้รับมา เพื่อให้ทำพิธีเผาส่ง (โอทากิอาเกะ)
นำไปคืนที่จุดรับคืนเครื่องราง/โอฟุดะภายในบริเวณศาลที่เรียกว่า “ฟุรุฟุดะ-โอโซเมะโช (Furufuda osamejo)” หรือ “โนซัทสึโช (Nosatsusho)” พร้อมกล่าวขอบคุณ
โดยพื้นฐานไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ควรใส่เงินทำบุญในตู้รับบริจาคใกล้ๆ ตามจำนวนที่เหมาะสมกับความรู้สึกขอบคุณเพื่อแสดงน้ำใจ
หากอยู่ไกลและไปได้ยาก หลายแห่งก็รับทางไปรษณีย์ หรือรับคืนที่จุดอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
แต่ควรระวังอย่างยิ่ง เพราะการคืนให้ศาลเจ้าหรือวัดคนละนิกายอาจถือว่าเสียมารยาท

วิธีกำจัดโดยไม่ไปศาลเจ้าหรือวัด

โดยหลักแล้ว มักแนะนำให้หลีกเลี่ยงการกำจัดโอมาโมริที่บ้าน
หากมีเหตุจำเป็นจนไปศาลเจ้าหรือวัดไม่ได้ และต้องทำด้วยตัวเอง ให้ทำตามลำดับดังนี้

  1. กล่าวคำขอบคุณจากใจ
  2. ปูแผ่นกระดาษสีขาวลงบนโต๊ะที่สะอาด แล้ววางโอมาโมริลงไป
  3. โรยเกลือเล็กน้อยเพื่อชำระล้าง โดยโรยทางซ้าย 1 ครั้ง ทางขวา 1 ครั้ง และสุดท้ายโรยทางซ้ายอีก 1 ครั้ง
  4. ห่อโอมาโมริด้วยกระดาษที่ปูไว้ แล้วเผาทำลาย (นำขี้เถ้าไปฝังดิน)

เลือกสถานที่ที่ไม่รบกวนเพื่อนบ้าน และระวังความปลอดภัยเมื่อใช้ไฟ
หากใช้ไฟได้ยาก ก็สามารถห่อด้วยกระดาษหรือผ้าสีขาว กล่าวคำขอบคุณ แล้วทิ้งเป็นขยะครัวเรือน (แยกจากขยะอื่นและดูแลให้สะอาด) ได้เช่นกัน แต่ไม่ค่อยแนะนำเท่าไร

จุดรับคืนเครื่องรางของศาลเจ้า
จุดรับคืนเครื่องรางของศาลเจ้า

ดีไซน์ก็เป็นอีกเสน่ห์! 3 ศาลเจ้าที่รับโอมาโมริสุดยูนีกได้

เสน่ห์ของโอมาโมริไม่ได้มีแค่พรที่ได้รับ แต่ดีไซน์ก็เป็นอีกจุดเด่น
ช่วงหลังมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งแบบน่ารักจนอยากได้ แบบแฟชั่นที่ถ่ายลงโซเชียลแล้วดูดี ฯลฯ ลวดลายและรูปทรงที่โดดเด่นจึงได้รับความนิยม
ที่นี่จะขอแนะนำโอมาโมริสุดยูนีก 3 แบบ
นอกจากนี้ยังมีดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์และได้รับคำชมอีกมากตามศาลเจ้าและวัดทั่วญี่ปุ่น
ลองสังเกตหน้าตาของโอมาโมริไปด้วย แล้วสนุกกับทริปญี่ปุ่นในอีกมุมหนึ่งก็เป็นไอเดียที่ดี

1. ศาลเจ้าคิฟุเนะ

“ศาลเจ้าคิฟุเนะ (Kifune Jinja)” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำคิฟุเนะ ในเขตซาเคียว เมืองเกียวโต และเป็นศาลเจ้าหลัก (โซฮงกู) ของศาลเจ้าเทพแห่งสายน้ำที่มีอยู่ราว 2,000 แห่งทั่วประเทศ
เทพเจ้าหลักที่ประดิษฐานคือทาคะโอะคามิโนะคามิ (Takaokami no Kami) เทพแห่งน้ำที่เป็นที่รู้จักในฐานะเทพมังกรผู้บันดาลฝนและหยุดฝน
ยังได้รับศรัทธาในฐานะเทพแห่งความสัมพันธ์ และเป็นพาวเวอร์สปอตที่เชื่อว่าได้รับพรหลากหลาย เช่น ความรักสมหวัง ดวงรุ่งเรือง และสมปรารถนา
ทิวทัศน์ธรรมชาติที่งดงามตามฤดูกาลและโคมไฟสีแดงเรียงรายตามทางเดินเป็นเสน่ห์ของที่นี่ โดยเฉพาะใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงและหิมะในฤดูหนาวที่เป็นวิวถ่ายรูปสวยจนได้รับความนิยม
“มิสึมาโมริ (Mizu mamori)” ซึ่งผู้มาสักการะจำนวนมากมักไปรับ คือโอมาโมริที่เชื่อว่ามีพลังของ “น้ำศักดิ์สิทธิ์” ที่ทำขึ้นโดยใช้น้ำใสจากแหล่งน้ำผุดในบริเวณศาลเจ้า
เชื่อกันว่านำความบริสุทธิ์ทางใจและสุขภาพมาให้ผู้ถือ และยังว่ากันว่าช่วยเรื่องคืนดีและธุรกิจรุ่งเรืองได้ด้วย

ศาลเจ้าเก่าแก่ชั้นนำของญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,300 ปี และเป็นศาลเจ้าหลักของเทพแห่งสายน้ำราว 2,000 แห่งทั่วประเทศ
ศาลเจ้าเก่าแก่ชั้นนำของญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,300 ปี และเป็นศาลเจ้าหลักของเทพแห่งสายน้ำราว 2,000 แห่งทั่วประเทศ

2. ศาลเจ้าโตเกียวไดจิงกู

“ศาลเจ้าโตเกียวไดจิงกู (Tokyo Daijingu)” ตั้งอยู่ในเขตจิโยดะ กรุงโตเกียว เป็นศาลเจ้าที่ผู้คนคุ้นเคยในชื่อ “อิเสะของโตเกียว”
เทพเจ้าหลักที่ประดิษฐานคืออามาเทราสึโอมิคามิ (Amaterasu Omikami) และโทโยอุเกะโอโอมิคามิ (Toyouke no Omikami)
เป็นที่รู้จักเรื่องพรด้านความสัมพันธ์และความรัก ความผูกพันที่ดี และความร่มเย็นในครอบครัว จึงเป็น “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ด้านความรัก” ที่มีผู้หญิงจำนวนมากมาอธิษฐานให้รักสมหวัง
ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1880 และยังมีชื่อเสียงในฐานะศาลเจ้าที่จัดพิธีแต่งงานแบบชินโตเป็นแห่งแรกของญี่ปุ่น
ภายในบริเวณมีดอกไม้บานตามฤดูกาล และแม้อยู่กลางเมืองก็ยังให้บรรยากาศเงียบสงบช่วยเยียวยาผู้มาสักการะ
“โคอิไอ เซย์จู ชิอะวาเสะ คางิมาโมริ (Koi-ai seijuu Shiawase kagi mamori)” คือโอมาโมริยอดนิยมเป็นพิเศษของที่นี่ เป็นรูปกุญแจ
ปลายกุญแจเป็นรูปหัวใจน่ารัก และมีชื่อเสียงว่าเมื่อพกไปพร้อมคำอธิษฐาน จะช่วยดึงดูดความสุขและความสัมพันธ์ที่ดีเข้ามา

ได้รับความนิยมในฐานะศาลเจ้าที่ให้พรด้านความสัมพันธ์!
ได้รับความนิยมในฐานะศาลเจ้าที่ให้พรด้านความสัมพันธ์!

3. ศาลเจ้าคิบิสึฮิโกะ

“ศาลเจ้าคิบิสึฮิโกะ (Kibitsuhiko Jinja)” ตั้งอยู่ในเมืองโอคายามะ จังหวัดโอคายามะ เป็นศาลเจ้าที่ประดิษฐานโอคิบิสึฮิโกะโนะมิโคโตะ (Okibitsuhiko no Mikoto) ผู้เป็นต้นแบบของตำนานโมโมทาโร่
ได้รับความเคารพในฐานะเทพผู้มีพลังปราบอสูร และเชื่อว่ามีพรหลากหลาย เช่น ปัดเป่าเคราะห์ อายุยืน และพืชผลอุดมสมบูรณ์
ภายในบริเวณมีอาคารแบบดั้งเดิมจำนวนมาก รวมถึงศาลหลักและศาลสักการะที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ และมีทิวทัศน์งดงามสง่าเข้ากับความเขียวขจีรอบด้าน
โดยเฉพาะในวันครีษมายัน (Geshi) จะถูกเรียกว่า “ศาลแห่งแสงอาทิตย์ยามเช้า” เพราะแสงอาทิตย์ขึ้นจากด้านหน้าประตูโทริอิส่องไปยังอาคารศาล เกิดเป็นภาพน่าตื่นตา
ยังมีทางเดินมีหลังคาที่ยาวประมาณ 360 เมตร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่สวยงาม
“ไซนันโยเคะ โมโมมาโมริ (Sainan yoke Momo mamori)” คือโอมาโมริรูปทรงลูกพีชที่อ้างอิงจากตำนานที่โอคิบิสึฮิโกะโนะมิโคโตะใช้ลูกพีชปัดเป่าภัยพิบัติ
เชื่อกันว่ามีพลังช่วยหลีกเลี่ยงภัยและเคราะห์ ปกป้องผู้ถือ และยังเป็นที่นิยมในฐานะของขวัญให้ครอบครัวหรือคนสำคัญ

อิจิโนมิยะของแคว้นบิเซ็นที่สืบทอดตำนานโมโมทาโร่
อิจิโนมิยะของแคว้นบิเซ็นที่สืบทอดตำนานโมโมทาโร่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโอมาโมริ

Q

ข้อห้ามในการพกโอมาโมริมีอะไรบ้าง?

A

การปฏิบัติอย่างไม่ให้เกียรติ เช่น ทำแบบลวกๆ วางปะปนกับของอื่นจนสกปรกหรือเกิดรอย เป็นการลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเชื่อว่าจะเกิดผลไม่ดี จึงควรพกอย่างทะนุถนอม

Q

ให้โอมาโมริกับคนอื่นได้ไหม?

A

ให้เป็นของฝากหรือของขวัญได้ ไม่มีปัญหา แต่ควรคำนึงถึงสถานการณ์และความเชื่อของผู้รับ และมอบให้ด้วยความเคารพ

Q

โอมาโมริมีวันหมดอายุไหม?

A

ไม่ได้กำหนดวันหมดอายุที่ชัดเจน โดยทั่วไปมักว่ากันว่าประมาณ 1 ปี หรือเมื่อคำขอเป็นจริง (เช่น สอบผ่าน/สมหวัง) ซึ่งหลายคนจะเปลี่ยนพกโอมาโมริใหม่ในช่วงนั้น

Q

ควรคืนโอมาโมริอย่างไร?

A

ให้นำไปคืนที่จุดรับคืนเครื่องราง/โอฟุดะของศาลเจ้าหรือวัดที่ได้รับมา พร้อมกล่าวขอบคุณ หากทำได้ยาก ก็สามารถส่งไปรษณีย์ หรือคืนที่ศาลเจ้า/วัดแห่งอื่นได้เช่นกัน

บทสรุป

บทความนี้ได้สรุปเรื่องที่ควรรู้ก่อนรับโอมาโมริ หรือก่อนมอบเป็นของฝาก โดยเน้นทั้งประวัติและประเภท รวมถึงวิธีพกและวิธีจัดการเมื่อหมดหน้าที่
โอมาโมริไม่ใช่แค่ของชิ้นหนึ่ง แต่เป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ทำให้รู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วได้แวะศาลเจ้าหรือวัด ลองรับโอมาโมริไว้สำหรับตัวเองหรือคนสำคัญเป็นอีกอย่างดูไหม นอกเหนือจากการเที่ยวชม
พกอย่างทะนุถนอมและไม่ลืมคำขอบคุณ เชื่อว่าในช่วงเวลายากลำบากหรือในจังหวะสำคัญ เทพเจ้าและพระพุทธองค์จะคอยช่วยหนุนคุณ