
ไม่ใช่มีดีแค่อาหาร! 14 จุดท่องเที่ยวแนะนำในเซนไดที่ให้คุณสัมผัสเสน่ห์ของเมืองนี้
ถ้าอยากรู้จักเมืองใหญ่ของโทโฮคุในมุมที่มีทั้งความคึกคักและความร่มรื่น เซนไดก็เป็นจุดหมายที่น่าสนใจไม่น้อย
เมืองนี้พัฒนาขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคโทโฮคุนับตั้งแต่สมัยของดาเตะ มาซามุเนะ (Date Masamune)
เมื่อพูดถึงเซนได หลายคนน่าจะนึกถึงอาหารอร่อยอย่างลิ้นวัว ซุนดะ และอาหารทะเล
แต่อีกมุมหนึ่ง ทิวทัศน์ของที่นี่ก็ผสานเมืองใหญ่เข้ากับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน
ครั้งนี้เราได้คัดสรรสถานที่ท่องเที่ยว ย่านช้อปปิ้ง และอีเวนต์แนะนำที่จะทำให้คุณสนุกกับการเที่ยวเซนไดได้อย่างเต็มที่
เซนไดเป็นสถานที่แบบไหน?
ใจกลางจังหวัดมิยางิ มีเมืองใหญ่อย่างเซนไดที่ยังคงให้ความรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติอยู่ไม่น้อย
เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นเมืองปราสาทโดยดาเตะ มาซามุเนะ และเติบโตจากผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์รวมถึงนโยบายของเขา
ปัจจุบันกลายเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ โดยมีประชากร 1.08 ล้านคน
สองฝั่งของแม่น้ำฮิโรเสะที่ไหลผ่านใจกลางเมืองยังคงมีธรรมชาติหลงเหลืออยู่มาก และทิวแถวต้นเคยากิที่งดงามซึ่งเผยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของทั้ง 4 ฤดูกาลก็ช่วยให้ผู้มาเยือนได้รู้สึกผ่อนคลาย
ด้วยความเขียวชอุ่มนี้ เซนไดจึงได้รับฉายาว่า “นครแห่งพงไพร”
บริเวณใกล้เมืองยังมีท่าเรือประมงชั้นนำของญี่ปุ่น ทำให้ลิ้มรสอาหารทะเลสดใหม่ได้อย่างเต็มที่

ฤดูกาลท่องเที่ยวที่แนะนำของเซนไดคือช่วงไหน?
หากอยากมาเที่ยวเซนไดที่ได้ชื่อว่าเป็นนครแห่งพงไพร ขอแนะนำเดือนพฤษภาคมในช่วงที่ต้นไม้ผลิใบเขียวสด
ในฤดูใบไม้ร่วงยังสามารถเพลิดเพลินกับความงามอันน่าประทับใจของหุบเขาที่แต่งแต้มด้วยใบไม้เปลี่ยนสีสดใส ดังนั้นลองเลือกช่วงเวลาเดินทางตามบรรยากาศที่คุณอยากสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นใบไม้เขียวหรือใบไม้แดง
ตัวอย่างการแต่งกายในแต่ละฤดูกาลของเซนได
- ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม - พฤษภาคม): เหมาะกับแจ็กเก็ตบางและเสื้อสเวตเตอร์เนื้อบาง
- ฤดูร้อน (มิถุนายน - สิงหาคม): เสื้อผ้าบางสบายแบบแขนสั้น
- ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - พฤศจิกายน): แจ็กเก็ตบาง หรือจะใส่โค้ตก็ได้
- ฤดูหนาว (ธันวาคม - กุมภาพันธ์): โค้ต เสื้อสเวตเตอร์หนา หรือแจ็กเก็ตกันหนาว
เดินทางไปเซนไดอย่างไร?
จากโตเกียวสามารถนั่งรถไฟชินคันเซ็นโทโฮคุมาได้ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที
ส่วนสนามบินเซนไดก็มีเที่ยวบินภายในประเทศจากเมืองหลักต่าง ๆ ของญี่ปุ่น จึงเดินทางได้สะดวกมาก
จากสนามบินนาริตะสามารถนั่งรถไฟได้ในเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง และหากต่อเที่ยวบินภายในประเทศจากสนามบินคันไซ จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาทีถึงสนามบินเซนได จึงเดินทางจากต่างประเทศได้สะดวกเช่นกัน
การเดินทางหลักสำหรับเที่ยวในเซนได
หากเที่ยวในตัวเมืองเซนได การใช้รถไฟและรถบัสก็น่าจะเพียงพอสำหรับการเดินทางได้อย่างสบาย
ถ้าใช้รถไฟก็มี JR และรถไฟใต้ดิน ส่วนรถบัสมีของสำนักคมนาคมเซนไดและมิยางิโคสึ ช่วยให้คุณเที่ยวชมธรรมชาติ โบราณสถาน และสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก
ดินแดนที่เกี่ยวข้องกับดาเตะ มาซามุเนะ! 14 จุดท่องเที่ยวคัดสรรในเซนได
เมื่อค่อย ๆ เดินดูเมืองเซนได จะสัมผัสได้ทั้งร่องรอยประวัติศาสตร์และบรรยากาศสีเขียวที่อยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ
เมืองนี้เป็นเมืองปราสาทที่ดาเตะ มาซามุเนะสร้างขึ้น และพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
แม้จะเป็นเมืองใหญ่ แต่ก็ยังเขียวชอุ่มสมกับฉายา “นครแห่งพงไพร”
ที่นี่ยังมีน้ำพุร้อนชื่อดังที่มีประวัติยาวนาน 1,500 ปี และเป็นที่โปรดปรานของตระกูลดาเตะด้วย
ต่อไปนี้คือสถานที่ท่องเที่ยวคัดสรรในเมืองเซนได เมืองน่าหลงใหลที่วัฒนธรรมและความเขียวขจีที่ดาเตะ มาซามุเนะวางรากฐานไว้ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้
1. ศาลเจ้าโอซากิ ฮาจิมังกู
ศาลเจ้าโอซากิ ฮาจิมังกู (Osaki Hachimangu) ถูกย้ายมาตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในช่วงก่อสร้างปราสาทเซนได ตามคำสั่งของดาเตะ มาซามุเนะ
นับแต่นั้นมา ศาลเจ้าแห่งนี้ได้รับการเคารพในฐานะศาลเจ้าผู้คุ้มครองหลักของเซนได โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เกิดปีจอและปีกุน
ไฮไลต์สำคัญคืออาคารศาลเจ้าซึ่งเป็นสมบัติแห่งชาติ และได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมสมัยโมโมยามะ
โถงบูชามีบรรยากาศสงบนิ่งด้วยการเคลือบแล็กเกอร์สีดำทั้งหลัง ขณะที่หลังคาและส่วนค้ำโครงตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยลวดลายสีสันสดใส

2. ซุยโฮเด็น
สุสานวิญญาณของดาเตะ มาซามุเนะ ผู้ก่อตั้งแคว้นเซนได หลังจากมาซามุเนะถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ. 1636 ตามคำสั่งเสียของเขา ดาเตะ ทาดามุเนะ เจ้าแคว้นรุ่นที่ 2 ได้สร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นในปีถัดมา
บริเวณรอบซุยโฮเด็นมีสุสานของตระกูลดาเตะอีกหลายแห่ง เช่น คันเซ็นเด็นซึ่งเป็นสุสานของดาเตะ ทาดามุเนะ และเซ็นโอโด็นซึ่งเป็นสุสานของดาเตะ สึนามุเนะ รวมถึงพิพิธภัณฑ์ประกอบ ทำให้พื้นที่ทั้งหมดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานที่กำหนดโดยเมืองเซนไดในชื่อสุสานตระกูลดาเตะแห่งภูเขาเคียวงามิเนะ

3. ซากปราสาทเซนได (ปราสาทอาโอบะ)
ปราสาทเซนไดสร้างขึ้นตามคำสั่งของท่านดาเตะ มาซามุเนะ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ปราสาทอาโอบะ” และเป็นศูนย์กลางการปกครองของแคว้นยาวนาน 270 ปี
อย่างไรก็ตาม หลังยุคเมจิ พื้นที่นี้ถูกใช้เป็นที่ดินของกองทัพ ทำให้อาคารจำนวนมากถูกรื้อถอน และสิ่งปลูกสร้างที่ยังเหลืออยู่ เช่น ประตูโอเทะมง ก็เกือบทั้งหมดถูกเผาทำลายจากการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่เซนได
ปัจจุบันพื้นที่นี้ได้รับการปรับปรุงเป็นสวนสาธารณะ และสามารถชมกำแพงหิน หอคอยข้างประตูโอเทะมงที่สร้างขึ้นใหม่ และกำแพงดินด้านเหนือของประตูโอเทะมงได้

4. พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเซนได อุมิโนะโมริ
พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำขนาดใหญ่ระดับต้น ๆ ของภูมิภาคโทโฮคุ ตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือเซนได
เปิดให้บริการในปี ค.ศ. 2015 ในฐานะ “พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่เป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นฟู”
มีการจัดแสดงสิ่งมีชีวิตอย่างหลากหลาย ตั้งแต่สัตว์ทะเลนอกชายฝั่งซันริคุไปจนถึงสิ่งมีชีวิตจากทั่วโลก
ถัดจากทางเข้าไม่นานจะพบกับโซน “อิโนจิ คิราเมคุ อุมิ” ซึ่งเป็นตู้ปลาขนาดยักษ์กว้าง 14 เมตร สูง 7.5 เมตรต่อเนื่องไปถึงชั้น 2 สร้างขึ้นโดยได้แรงบันดาลใจจากทะเลซันริคุ และมีสิ่งมีชีวิตประมาณ 30,000 ตัว จาก 50 ชนิด แหวกว่ายอย่างงดงาม
การแสดงโลมา สิงโตทะเล และนกที่จัดใน “อุมิโนะโมริสเตเดียม” ซึ่งรองรับผู้ชมได้ประมาณ 1,000 คน ก็ได้รับความนิยมมากเช่นกัน

5. โรงกลั่นนิกกะ วิสกี้ มิยางิเคียว
โรงงานผลิตสุราตั้งต้นของนิกกะ วิสกี้ ควบคู่กับโรงกลั่นโยอิจิในฮอกไกโด
โรงกลั่นแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาใกล้ชายแดนจังหวัดยามากาตะ ล้อมรอบด้วยแม่น้ำนิกกาวะและแม่น้ำฮิโรเสะ
สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1969 โดยทาเค็ตสึรุ มาซาทากะ ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งวิสกี้ญี่ปุ่น ให้เป็นโรงกลั่นแห่งที่ 2 ต่อจากโยอิจิ
ทัวร์พร้อมไกด์ฟรี (ต้องจองผ่านอินเทอร์เน็ตล่วงหน้า) เปิดโอกาสให้ชมอาคารกลั่นและคลังเก็บ รวมถึงชิมวิสกี้ได้ด้วย อีกทั้งยังมีร้านค้าที่จำหน่ายขวดลิมิเต็ดเฉพาะของโรงกลั่นซึ่งไม่ควรพลาด

6. ถนนโจเซ็นจิ
ถนนสายหลักที่เป็นสัญลักษณ์ของเซนได เมืองที่ได้รับฉายาว่า “นครแห่งพงไพร” ควบคู่กับถนนอาโอบะ
มีแนวต้นเคยากิ 4 แถวทอดยาวประมาณ 700 เมตร ให้เพลิดเพลินกับความงามของแต่ละฤดูกาล ทั้งช่วงใบไม้เขียวและใบไม้เปลี่ยนสี
ตรงกลางถนนเป็นทางเดินเล่น จะค่อย ๆ เดินจิบกาแฟไปด้วยก็เพลินไม่น้อย

7. เซนไดไดคันนง
รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมพันมือขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ตั้งอยู่ภายในวัดไดคันมิตสึจิ โดยมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า เซนได เท็นโด ฮะคุอิ ไดคันนง
สร้างเสร็จและทำพิธีเปิดในปี ค.ศ. 1991 โดยนักธุรกิจผู้ผลักดันการพัฒนาเมืองบริเวณโดยรอบ ด้วยงบก่อสร้างสูงถึงประมาณ 4 พันล้านเยน
แม้ความสูงขององค์รูปปั้นจะอยู่ที่ 100 เมตรจากพื้นดิน แต่เลข 100 นี้มีที่มาจากการเฉลิมฉลองที่เมืองเซนไดได้รับการยกระดับเป็นนครที่กำหนดโดยรัฐบาลในปี ค.ศ. 1989 พร้อมกับครบรอบ 100 ปีการจัดตั้งเมือง และยังสื่อถึงความปรารถนาให้ศตวรรษที่ 21 เจริญรุ่งเรือง

8. อากิอุออนเซ็น
ย่านน้ำพุร้อนที่ตั้งอยู่ริมลำธารหุบเขาของแม่น้ำนาโทริทางตะวันตกของเมืองเซนได มีทั้งเรียวกังหรูและที่พักราคาย่อมเยาสำหรับนอนค้างแบบไม่รวมอาหารเรียงรายอยู่มากมาย
เดินทางจากใจกลางเซนไดโดยรถยนต์ประมาณ 30 นาที สะดวกมาก และบริเวณใกล้เคียงยังมีกิจกรรมกลางแจ้งหลากหลาย
ที่หุบเขาฟุตาคุจิเคียวโคะบริเวณต้นน้ำของแม่น้ำนาโทริ สามารถสนุกกับการปีนเขา แคนยอนนิง และแคมป์ปิ้งได้

9. หอดูดาวเมืองเซนได
“หอดูดาวเมืองเซนได” มาในคอนเซปต์ “ให้จักรวาลใกล้ตัวมากขึ้น” เป็นพิพิธภัณฑ์ดาราศาสตร์ครบวงจรที่มีทั้งท้องฟ้าจำลองซึ่งฉายภาพทรงพลังพร้อมท้องฟ้ายามค่ำคืนอันงดงาม ห้องนิทรรศการที่ให้เรียนรู้เรื่องอวกาศอย่างสนุกผ่านโมเดลและภาพ และยังมี “กล้องโทรทรรศน์ฮิโตมิ” ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.3 เมตร ซึ่งนับว่าใหญ่เป็นแนวหน้าของญี่ปุ่น

10. เซนไดมีเดียเทค
บนถนนโจเซ็นจิโดริ สัญลักษณ์แห่งเซนไดนครแห่งพงไพรที่มีแนวต้นเคยากิทอดยาวประมาณ 700 เมตร อาคารนี้โดดเด่นสะดุดตาด้วยภายนอกที่เป็นกระจกทั้งหลัง
อาคารสูง 7 ชั้นเหนือดิน และ 2 ชั้นใต้ดินแห่งนี้เป็นศูนย์วัฒนธรรมแบบครบวงจร ภายในมีทั้งห้องสมุดประชาชนเมืองเซนได พื้นที่จัดอีเวนต์ แกลเลอรี สตูดิโอ คาเฟ่ และอื่น ๆ
ที่นี่จัดกิจกรรมและเวิร์กช็อปหลากหลาย โดยทำหน้าที่เป็นฐานสำหรับการรวบรวม จัดเก็บ และเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อต่าง ๆ รวมถึงเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมด้านศิลปะและวัฒนธรรมภาพ

11. สวนสัตว์ยางิยามะ ฟูจิซากิ โนะ โมริ (สวนสัตว์ยางิยามะ เมืองเซนได)
“สวนสัตว์ยางิยามะ ฟูจิซากิ โนะ โมริ” เป็นสวนสัตว์ขนาดใหญ่ระดับต้น ๆ ของโทโฮคุ เลี้ยงสัตว์ประมาณ 600 ตัว จาก 115 ชนิด รวมถึงสัตว์ใกล้สูญพันธุ์
ตั้งอยู่ในย่านใกล้ภูเขาอาโอบะซึ่งเป็นที่ตั้งของซากปราสาทเซนได และเดินทางสะดวกมากจากสถานีเซนไดเพียง 12 นาทีด้วยรถไฟใต้ดิน ลงที่สถานียางิยามะโดบุตสึโคเอ็นแล้วถึงทันที ด้วยความสะดวกและความหลากหลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก และสัตว์เลื้อยคลาน จึงเป็นสถานที่ยอดนิยมทั้งในหมู่คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว

12. โรงงานคิรินเบียร์ เซนได
โรงงานเบียร์ที่มีประวัติยาวนานที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ เริ่มดำเนินงานในปี ค.ศ. 1923 มีทัวร์ชมโรงงานที่สามารถเรียนรู้กระบวนการผลิตสินค้าเรือธงอย่าง “คิริน อิจิบังชิโบริ นามะเบียร์” และปิดท้ายด้วยการชิมเบียร์ได้

13. มัตสึชิมะ
จุดชมวิวชื่อดังระดับประเทศซึ่งได้รับการยกให้เป็นหนึ่งในสามทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดของญี่ปุ่น ร่วมกับอามาโนะฮาชิดาเตะในเกียวโต และมิยาจิมะในฮิโรชิมา
ทิวทัศน์ที่ประกอบด้วยเส้นขอบฟ้าอันยิ่งใหญ่แบบมหาสมุทรแปซิฟิก และเกาะเขียวชอุ่มมากกว่า 260 เกาะทั้งเล็กใหญ่ ได้ดึงดูดผู้คนมาตั้งแต่สมัยเฮอัน
จุดชมวิวหลักมี 4 แห่ง เรียกรวมกันว่า “มัตสึชิมะชิไดคัง” ได้แก่ “โซคัง” จากโอตากะโมริทางฝั่งตะวันออกของอ่าวมัตสึชิมะ “เรคัง” จากยอดเขาโทมิยามะ “อิคัง” จากทามงซังที่ปลายเหนือของเมืองชิจิงาฮามะ และ “ยูคัง” จากโอวงิดานิด้านหลังโซคังซัง โดยแต่ละจุดมีตัวอักษรคันจิที่สื่อถึงความประทับใจของทิวทัศน์นั้น ๆ

14. สปริงวัลเลย์ เซนได อิซุมิ สกีรีสอร์ต
สถานที่พักผ่อนที่ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติของภูเขาอิซุมิงาตาเกะ ฤดูหนาวเป็นลานสกี ส่วนช่วงกรีนซีซันเป็นจุดท่องเที่ยวที่สนุกกับเครื่องเล่น บาร์บีคิว และงานอิโมนิไค จึงคึกคักด้วยนักท่องเที่ยวตลอดทั้ง 4 ฤดูกาล
เครื่องเล่นยอดนิยมอันดับ 1 คือ “ซิปไลน์แอดเวนเจอร์” กิจกรรมโหนสลิงที่พุ่งลงมาตามลวดสลิงที่ขึงไว้ระหว่างต้นไม้ มีทั้งเมาน์เทนทัวร์ที่ได้เล่นครบทั้ง 7 คอร์ส (1 คน 3,800 เยน) และไลต์คอร์สที่เล่นได้ 4 คอร์ส (1 คน 2,600 เยน) ※รายละเอียดแตกต่างกันตามช่วงที่จัด

3 ร้านอาหารยอดนิยมในเซนได
ถ้ามาเซนได เรื่องกินก็มักเป็นอีกอย่างที่หลายคนนึกถึงก่อนเสมอ โดยเฉพาะลิ้นวัวและซุนดะ
ระหว่างเที่ยวเมือง อยากให้คุณได้ลองอิ่มอร่อยกับอาหารท้องถิ่นของที่นี่ไปด้วย
ต่อไปนี้คือร้านอาหารยอดนิยมในเซนไดที่คุณจะได้เพลิดเพลินกับอาหารท้องถิ่นชั้นเยี่ยม
1. อุมามิ ทาสึเกะ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นาน คุณซาโนะ เคชิโร เจ้าของร้านทาสึเกะรุ่นแรก ได้เปิดร้านเฉพาะทางลิ้นวัวย่างในเมืองเซนไดด้วยวิธีปรุง “ปรุงรสเกลือ วางบนตะแกรง แล้วย่างด้วยถ่าน” ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นกำเนิดของลิ้นวัวย่างเซนได ทำให้ “อุมามิ ทาสึเกะ” ถูกยกให้เป็นร้านต้นตำรับอย่างแท้จริง ร้านนี้เปิดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 และปัจจุบันกลายเป็นร้านดังที่มีแฟน ๆ มากมายทั่วประเทศ

2. ร้านโมจิเอ็นโด
“ร้านโมจิเอ็นโด” ร้านเก่าแก่ที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1948 ตั้งอยู่ในย่านมิยะมาจิของเซนได
เป็นร้านขนมญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงจากเมนูขึ้นชื่อของเซนไดอย่าง “ซุนดะโมจิ”
ร้านยึดมั่นในแนวทางทำมือและไม่ใช้วัตถุเจือปน โดยเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพดีจากจังหวัดมิยางิ และยังได้รับรางวัลมากมายจากงานมหกรรมขนมแห่งชาติ รวมถึงรางวัลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง
คุณภาพอันโดดเด่นของร้านได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในและนอกจังหวัด

3. อาโกะ
“อาโกะ” ร้านอาหารคัปโปในจังหวัดมิยางิ เป็นร้านดังที่นักชิมให้ความสนใจ และยังเคยได้รับการตีพิมพ์ในมิชลินไกด์
ภายในร้านมีเฉพาะที่นั่งเคาน์เตอร์ ให้เสน่ห์แบบไลฟ์สดจากการชมการปรุงอาหารตรงหน้า
เจ้าของร้านผู้มีสายตาคัดสรรวัตถุดิบอย่างพิถีพิถัน จะย่างอาหารทะเลสดใหม่ด้วยถ่านเพื่อดึงรสชาติของวัตถุดิบออกมาให้มากที่สุด
เมนูแนะนำคือ “ซาซะคามาโบโกะ” ของขึ้นชื่อแห่งเซนได ซึ่งทำเองจากเนื้อปลาซูริมิของปลาอลาสกาพอลล็อก เมื่อนำมาย่างจะยิ่งหอมและให้สัมผัสนุ่มฟูเต็มปากเต็มคำ

มีครบตั้งแต่ของจุกจิก อาหาร ไปจนถึงวัตถุดิบ! 3 แหล่งช้อปปิ้งคัดสรรในเซนได
สำหรับเมืองใหญ่ที่สุดของภูมิภาคโทโฮคุอย่างเซนได เรื่องช้อปปิ้งก็มีตัวเลือกให้แวะไม่น้อย
ในบรรดาแหล่งช้อปปิ้งทั้งหมด เราได้คัดสรรสถานที่ที่อยากให้คุณแวะไปเป็นพิเศษมาแนะนำ
1. S-PAL เซนได
ศูนย์การค้าที่เชื่อมตรงกับสถานีเซนได ซึ่งเป็นสถานีปลายทางขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ มีทั้งชินคันเซ็นโทโฮคุ รถไฟ JR สายปกติ รถไฟใต้ดินเซนได และรถบัสด่วน จึงมีผู้ใช้งานจำนวนมากทั้งนักเรียน คนทำงาน และนักท่องเที่ยว
อาคารหลักที่อยู่ติดทางตะวันตกเฉียงใต้ของสถานีเซนไดเปิดให้บริการในปี ค.ศ. 1978 มีร้านค้ามากกว่า 200 ร้าน รวมทั้งแฟชั่น ของใช้ และอาหาร กระจายอยู่ใน 4 ชั้น ตั้งแต่ชั้นใต้ดิน 1 ถึงชั้น 3

2. ตลาดเช้าเซนได
“ตลาดเช้าเซนได” เดินจากสถานีเซนไดเพียง 5 นาที เดินทางสะดวกมาก ที่นี่เน้นจำหน่ายอาหารสดท้องถิ่นจากมิยางิ และยังมีร้านอาหารให้บริการ ทำให้เพลิดเพลินกับอาหารของมิยางิได้ครบทั้งการซื้อของและการรับประทาน
มีรากฐานมาจาก “ตลาดกลางแจ้ง” ที่เกิดขึ้นหน้าสถานีเซนไดในปี ค.ศ. 1945 ปัจจุบันเติบโตเป็นย่านการค้าขนาดใหญ่ที่มีร้านค้าประมาณ 60 ร้านเรียงรายกันอยู่
วัตถุดิบที่จำหน่ายมีอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ ปลาและอาหารทะเล เนื้อสัตว์ อาหารปรุงสำเร็จ ของดอง และธัญพืช

3. มิตซุย เอาต์เล็ต พาร์ค เซนไดพอร์ต
เอาต์เล็ตมอลล์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ รวมร้านค้าหลากหลายประมาณ 120 ร้าน ทั้งแบรนด์ดัง ผู้ผลิตชื่อดังจากในและต่างประเทศ และเซเล็กต์ช็อปต่าง ๆ ระหว่างเดินเลือกซื้อก็มีทั้งฟู้ดคอร์ต คาเฟ่ และร้านอาหารให้แวะได้ครบครัน

3 ที่พักแนะนำในเซนได
ไม่ว่าคุณจะอยากพักแบบแช่ออนเซ็นท่ามกลางภูเขาและลำธาร หรือเลือกโรงแรมบรรยากาศหรูหราทันสมัย เซนไดก็มีตัวเลือกค่อนข้างหลากหลาย
ครั้งนี้เราได้คัดเลือกที่พักที่แนะนำเป็นพิเศษมาให้คุณลองพิจารณา
1. ออนเซ็นธรรมชาติ โมริโตะโนะยุ โอยาโดะ โนนะ เซนได
โรงแรมที่โดดเด่นด้วยบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติขนาดใหญ่และบรรยากาศแบบญี่ปุ่นที่โอบล้อมทั่วทั้งพื้นที่
ไม่เพียงแต่ห้องพักเท่านั้น แต่ทั้งอาคารตั้งแต่ล็อบบี้ไปจนถึงทางเดินก็ปูด้วยเสื่อทาทามิ
ถอดรองเท้าตั้งแต่ทางเข้าแล้วพักผ่อนได้สบาย ๆ ในบรรยากาศคล้ายเรียวกัง
บ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติขนาดใหญ่อยู่บนชั้น 14 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด
คุณสามารถเพลิดเพลินกับน้ำพุร้อนธรรมชาติที่ขนมาจากโรงแรมในเครือที่เซนไดซึ่งมีแหล่งน้ำพุของตัวเองได้ ทั้งในบ่อในอาคารดีไซน์โมเดิร์นที่มีอนุสาวรีย์จำลองหมวกเกราะของดาเตะ มาซามุเนะสะดุดตา และบ่อกลางแจ้งที่ทำจากหิน

2. โรงแรมเมโทรโพลิแทน เซนได อีสต์
โรงแรมที่เชื่อมตรงกับสถานี JR เซนได ประตูสู่ภูมิภาคโทโฮคุ เดินทางสะดวกทั้งเพื่อท่องเที่ยวและทำธุรกิจ
ภายใต้คอนเซปต์ “สัมผัสทั้งหกแห่งโทโฮคุ” โรงแรมต้อนรับผู้เข้าพักด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่ถ่ายทอดความรู้สึกหลากหลาย เช่น ความคาดหวัง ความรู้สึกถึงภูมิประเทศ ความจริงใจ ความพิเศษเหนือชีวิตประจำวัน ความอุ่นใจ และลางบอกเหตุแห่งการเดินทาง
มีห้องพัก 282 ห้อง ตั้งแต่ห้องซิงเกิล ดับเบิล ทวิน ไปจนถึงสวีต รวมทั้งหมด 9 ประเภท
ทุกห้องแยกห้องอาบน้ำและห้องสุขาออกจากกัน ช่วยให้พักผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทางได้อย่างเต็มที่

3. เซนได ซาคุนามิออนเซ็น ยุซึกุชิ Salon อิจิโนโบ
ที่พักออนเซ็นเงียบสงบสำหรับผู้ใหญ่ ตั้งอยู่ที่ซาคุนามิออนเซ็น ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะเรือนรับรองชั้นในของเซนได จังหวัดมิยางิ
เพลิดเพลินกับน้ำพุร้อนไหลตรงจากแหล่งธรรมชาติได้ในทั้งบ่อกลางแจ้งและบ่อในอาคารที่มีบรรยากาศแตกต่างกัน
โดยเฉพาะบ่อกลางแจ้งที่มองเห็นต้นน้ำของแม่น้ำฮิโรเสะ คุณจะได้ฟังเสียงสายน้ำใกล้ชิดและผ่อนคลายทั้งกายและใจอย่างเต็มที่

3 อีเวนต์ยอดนิยมประจำเซนได
อีกเสน่ห์ของเซนไดคือเป็นเมืองที่มีทั้งความเจริญและธรรมชาติอยู่ด้วยกัน จึงมีทั้งเทศกาลขนาดใหญ่และงานประดับไฟให้เพลิดเพลิน
มีอีเวนต์ใหญ่ประจำฤดูในเดือนพฤษภาคม สิงหาคม และธันวาคม หากจังหวะทริปของคุณตรงกับช่วงจัดงาน ก็อยากแนะนำให้ลองเข้าร่วมดู
1. เทศกาลทานาบาตะเซนได
“เทศกาลทานาบาตะเซนได” เป็นงานที่ย่านการค้าในใจกลางเมืองเซนไดและพื้นที่โดยรอบประดับประดาอย่างสดใสด้วยของตกแต่งทานาบาตะหลากสีสัน ชาวท้องถิ่นเรียกกันอย่างคุ้นเคยว่า “ทานาบาตะซัง” และจัดขึ้น 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 6 ถึง 8 สิงหาคม ซึ่งตรงกับช่วงวันที่ 7 เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติเดิม
ปัจจุบันเป็นงานประเพณีที่สืบต่อมายาวนานกว่า 400 ปี และมีผู้มาเยือนจากทั้งในและต่างประเทศประมาณ 2 ล้านคนในทุกปี

2. เทศกาลเซนได อาโอบะ
“เทศกาลเซนได อาโอบะ” เริ่มจัดขึ้นในปี ค.ศ. 1985 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 350 ปีหลังการถึงแก่อสัญกรรมของท่านดาเตะ มาซามุเนะ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อฟื้นฟูประเพณีเทศกาลอันยิ่งใหญ่และงดงามของเซนได ปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในสามเทศกาลสำคัญของเซนได และเป็นภาพแทนของฤดูร้อนที่ดึงดูดผู้คนจากทั้งในและต่างประเทศ
เทศกาลนี้จัดขึ้นทุกเดือนพฤษภาคม และเป็นงานที่แข่งขันกันอวด “ความมีรสนิยมแบบดาเตะ” ตลอด 2 วัน ได้แก่ “โยอิมัตสึริ” ที่มีการแสดงระบำเซนไดซุซุเมะอันคึกคัก และ “ฮนมัตสึริ” ที่เต็มไปด้วยขบวนภาพย้อนยุค เช่น ขบวนแห่มิโกชิของศาลเจ้าอาโอบะซึ่งประดิษฐานท่านดาเตะ มาซามุเนะ และขบวนรถประดับเซนไดยามะโฮโกะ 11 คัน

3. SENDAI Hikari no Pageant
“SENDAI Hikari no Pageant” ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1986 จากสองความตั้งใจคือ “อยากทำให้ฤดูหนาวของเซนไดสว่างไสวขึ้น” และ “อยากเปลี่ยนนครแห่งพงไพรให้เป็นนครแห่งแสง” เป็นงานประดับไฟแนวต้นเคยากิบนถนนโจเซ็นจิ ซึ่งเป็นถนนสายหลักสัญลักษณ์ของเมือง
ในฐานะภาพแทนของฤดูหนาวเซนไดที่สร้างโลกอันแสนมหัศจรรย์ งานนี้จึงเป็นที่รักของทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยว

บทสรุป
เซนไดเป็นเมืองที่มีเสน่ห์หลายด้าน ทั้งทิวทัศน์เมืองใหญ่ที่กลมกลืนกับธรรมชาติ และวัฒนธรรมเมืองปราสาทที่ยังคงหลงเหลืออยู่ชัดเจน
ครั้งนี้เราได้แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ย่านช้อปปิ้ง และอีเวนต์ต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณเพลิดเพลินกับเซนไดได้เต็มที่
หากมีเวลาเหลือในแผนการเดินทาง ลองแวะไปจังหวัดอิวาเตะที่มีแหล่งมรดกโลกถึง 3 แห่งก็น่าสนใจไม่น้อย
หากใช้ชินคันเซ็น จะเดินทางจากเซนไดได้ในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้ามีโอกาสก็ลองขยายทริปออกไปอีกสักหน่อย

