
คลังวิวสวยที่ถูกเลือกเป็นสถานที่ถ่ายทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า! 10 จุดเที่ยวคัดสรรบนโชโดชิมะ
ถ้าอยากออกไปเจอทะเลสงบ ๆ และวิวธรรมชาติที่มองแล้วไม่เบื่อง่าย ๆ “โชโดชิมะ” (Shodoshima) คือเกาะที่ชวนให้แวะไปทำความรู้จักสักครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นภาพของหมู่เกาะกลางทะเลหรือหุบเขาอันงดงาม บรรยากาศของที่นี่สวยจนถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และละครอยู่บ่อยครั้ง
อีกหนึ่งจุดที่น่าประทับใจคือ คุณสามารถค่อย ๆ เพลิดเพลินกับทะเลเซโตะในอันสงบงาม ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิทัศน์ธรรมชาติที่สวยที่สุด ระหว่างนั่งเรือเฟอร์รี่มุ่งหน้าไปยัง “โชโดชิมะ”
บทความนี้จะพาไปแนะนำจุดท่องเที่ยวห้ามพลาด อาหารท้องถิ่น และที่พักแนะนำบน “โชโดชิมะ” ที่ให้คุณดื่มด่ำกับความงามของธรรมชาติได้อย่างเต็มที่
“โชโดชิมะ” เกาะที่คุณจะได้เพลิดเพลินกับธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์และอาหารจากวัตถุดิบคุณภาพ
บน “โชโดชิมะ” ที่ตั้งอยู่กลางทะเลเซโตะใน คุณจะได้เจอกับธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งภาพของหมู่เกาะกลางทะเลและหุบเขาอันสวยงาม
ทิวทัศน์งดงามที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นนี้สวยถึงขั้นถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำของภาพยนตร์และละครหลายเรื่อง เช่น
แน่นอนว่าเสน่ห์ของโชโดชิมะไม่ได้มีเพียงเท่านี้
ที่นี่เป็นสถานที่แรกในญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จในการปลูกมะกอก จึงมีอีกชื่อว่า “เกาะแห่งมะกอก” และคุณสามารถลิ้มลองมะกอกได้หลายรูปแบบ ทั้งน้ำมันมะกอกและมะกอกดอง
บนเกาะยังมีของขึ้นชื่อเฉพาะถิ่นอีกมากมาย เช่น โชยุและโซเม็ง ทำให้คุณได้อิ่มอร่อยกับอาหารที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพของเกาะอย่างเต็มที่
หากมาเยือนโชโดชิมะ อย่าพลาดทั้งวิวธรรมชาติอันงดงามที่เกิดจากภูมิประเทศหลากหลาย และอาหารท้องถิ่นแสนอร่อย
การเดินทางไปโชโดชิมะ
เราจะมาแนะนำการเดินทางจากโตเกียวและโอซาก้า ซึ่งเป็นศูนย์กลางการคมนาคมหลัก เพื่อให้คุณใช้เป็นข้อมูลวางแผนทริปได้สะดวก
การเดินทางจากโตเกียว
จากโตเกียวใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง 15 นาที
เริ่มจากสนามบินฮาเนดะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที ไปยังสนามบินทาคามัตสึ
จากนั้นนั่งรถลีมูซีนบัส 45 นาที ไปถึงสถานีทาคามัตสึ
แล้วเดินจากสถานีทาคามัตสึประมาณ 10 นาทีไปยังท่าเรือทาคามัตสึ ก่อนขึ้นเรือเฟอร์รี่ 60 นาที (หรือเรือเร็ว 35 นาที) ก็จะถึง “โชโดชิมะ”
การเดินทางจากโอซาก้า
จากโอซาก้าใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง 40 นาที ถึง 4 ชั่วโมง
จากสถานีโอซาก้าไปสถานีฮิเมจิประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที
ต่อรถบัสไปท่าเรือฮิเมจิ 20 นาที แล้วนั่งเรือเฟอร์รี่ 1 ชั่วโมง 40 นาที ก็จะถึง “โชโดชิมะ”
การเดินทางจากต่างประเทศ
สนามบินทาคามัตสึมีเที่ยวบินระหว่างประเทศด้วย จึงเดินทางจากต่างประเทศได้สะดวก โดยจากสนามบินเถาหยวน ไทเป ไต้หวัน มายังสนามบินทาคามัตสึ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที
วิธีเดินทางหลักบนเกาะโชโดชิมะ
หากใช้รถบัสประจำทางที่เชื่อมระหว่างท่าเรือต่าง ๆ และแหล่งท่องเที่ยวบนเกาะ คุณก็สามารถเที่ยวตามจุดหมายได้อย่างสะดวก
ถ้าเลือกใช้แท็กซี่ท่องเที่ยว ก็จะมีคนขับช่วยแนะนำประวัติศาสตร์ ของขึ้นชื่อ และข้อมูลล่าสุดของโชโดชิมะ ทำให้การเที่ยวสนุกยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีบริการเช่าจักรยานครบครัน เหมาะสำหรับปั่นชมสถานที่ท่องเที่ยวพร้อมสัมผัสสายลมทะเล
ดื่มด่ำความงามตามธรรมชาติของทะเลเซโตะใน! 10 จุดเที่ยวคัดสรรบนโชโดชิมะ
ถ้าพูดถึง “โชโดชิมะ” หลายคนก็มักนึกถึงภาพของ “คลังแห่งวิวสวย” ที่เต็มไปด้วยสถานที่น่าเที่ยวหลากหลายแบบ
ไม่ว่าจะเป็นทางเดินทรายที่เปลี่ยนรูปลักษณ์ตามระดับน้ำขึ้นลง สวนที่เต็มไปด้วยต้นมะกอก หรือจุดชมวิวหุบเขาซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสามความงามแห่งหุบเขาของญี่ปุ่น คุณจะได้พบกับทิวทัศน์ที่มีเฉพาะบน “โชโดชิมะ” เท่านั้น
ด้วยภูมิทัศน์ธรรมชาติอันงดงาม ที่นี่จึงถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และละคร และบางแห่งยังคงเก็บฉากถ่ายทำไว้เหมือนเดิม
ลองออกเดินทางเที่ยวโดยจินตนาการว่าตัวเองเป็นตัวละครเอกของหนังหรือละคร ก็น่าจะเป็นประสบการณ์ที่สนุกไม่น้อย
ต่อไปนี้คือจุดท่องเที่ยวเด่น ๆ บน “โชโดชิมะ” ที่เราอยากให้คุณหาโอกาสไปเยือนสักครั้ง
1. หมู่บ้านภาพยนตร์ 24 Eyes
“หมู่บ้านภาพยนตร์ 24 Eyes” (Nijushi no Hitomi Eiga Mura) ตั้งอยู่ริมชายฝั่งที่มองเห็นทะเลเซโตะใน บนพื้นที่กว้างประมาณ 10,000 ตารางเมตร
ที่นี่คือธีมพาร์กภาพยนตร์และวรรณกรรมที่มีกลิ่นอายยุคโชวะ สร้างขึ้นจากการปรับปรุงฉากถ่ายทำกลางแจ้งของภาพยนตร์เรื่อง 24 Eyes
เรื่อง 24 Eyes เป็นผลงานคลาสสิกที่เล่าถึงความผูกพันระหว่างครูสาวโออิชิและลูกศิษย์ 12 คน ในหมู่บ้านชาวประมงอันหนาวเหน็บริมทะเลเซโตะใน พร้อมถ่ายทอดความโหดร้ายของสงครามที่พรากความสัมพันธ์นั้นไป
ภายในสถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงฉากถ่ายทำของภาพยนตร์ 24 Eyes เท่านั้น แต่ยังมีมุมต่าง ๆ ให้สัมผัสอาคารและวัฒนธรรมญี่ปุ่นยุคโชวะ รวมถึงวิวสวยของ “โชโดชิมะ” อีกมากมาย
ยังมีร้านให้นั่งพักสบาย ๆ เช่น “Cafe’ Cinema Club” ที่ดังเรื่องชุดอาหารกลางวันโรงเรียนสไตล์ย้อนยุค และบุ๊กคาเฟ่ “Shoshi Kaifudo” ที่คุณสามารถอ่านหนังสือและดีวีดีเกี่ยวกับภาพยนตร์พร้อมจิบกาแฟหอมกรุ่นได้อย่างเพลิดเพลินตลอดวัน

2. สถานีริมทาง สวนมะกอกโชโดชิมะ
สวนยอดนิยมแห่งนี้โดดเด่นด้วยทิวทัศน์ที่ชวนให้นึกถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน
มีจุดถ่ายรูปมากมายที่ชวนให้หยิบกล้องขึ้นมาทันที ไม่ว่าจะเป็นกังหันลมสีขาวบนเนินเขาที่มองเห็นทะเลเซโตะใน หรือสวนอังกฤษที่เต็มไปด้วยสมุนไพรประมาณ 120 ชนิดและดอกกุหลาบบานสะพรั่ง
โชโดชิมะยังเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องแม่มดน้อยกิกิ
อาคารที่ใช้เป็นฉากถ่ายทำยังคงอยู่และเปิดเป็นร้านขายเครื่องประดับแฮนด์เมดและของจุกจิกน่ารัก
นักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมยืมไม้กวาดฟรีมาถ่ายภาพเหมือนกำลังบินอยู่บนท้องฟ้า ราวกับได้แปลงร่างเป็นแม่มดในภาพยนตร์

3. แองเจิลโรด (ทางเดินของนางฟ้า)
“แองเจิลโรด” (Angel Road) หรือ “ทางเดินของนางฟ้า” ในฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของโชโดชิมะ เป็นทางเดินทรายที่โผล่ขึ้นมาจากทะเลวันละ 2 ครั้งในช่วงน้ำลง และเชื่อม 4 เกาะเข้าด้วยกัน
เมื่อถึงช่วงเวลาที่ทางเดินทรายปรากฏขึ้น ที่นี่ก็จะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีเรื่องเล่าว่าหากเดินจับมือกันไปบนเส้นทางนี้ ทั้งคู่จะมีความสุขในอนาคต และยังถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และละครอยู่บ่อยครั้งด้วย
หากเดินขึ้นเนินเตี้ย ๆ ด้านหน้า “แองเจิลโรด” คุณจะได้ชมวิวสุดประทับใจของทะเลเซโตะในอันสงบและทางเดินทรายจากจุดชมวิว
ที่นี่ยังมีชื่อเสียงในฐานะสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง

4. คังคะเค และกระเช้าลอยฟ้า
“คังคะเค” (Kankakei) เป็นหุบเขาบนเกาะโชโดชิมะ จังหวัดคางาวะ ตั้งอยู่ใจกลางอุทยานแห่งชาติทะเลเซโตะใน
หินต่าง ๆ เช่น แอนดีไซต์และหินกรวดภูเขาไฟที่เกิดจากกิจกรรมภูเขาไฟเมื่อประมาณ 13 ล้านปีก่อน ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกและการกัดเซาะยาวนาน จนกลายเป็นหน้าผาและหินรูปร่างแปลกตาอันน่าตื่นตา
ที่นี่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสามความงามแห่งหุบเขาของญี่ปุ่น หนึ่งในสามทิวทัศน์มหัศจรรย์ของญี่ปุ่น หนึ่งใน 100 ทิวทัศน์ของญี่ปุ่น และหนึ่งใน 100 ธรรมชาติญี่ปุ่นที่อยากส่งต่อสู่ศตวรรษที่ 21
กระเช้าลอยฟ้าที่นี่เป็นแห่งเดียวในญี่ปุ่นที่สามารถชมทั้งท้องฟ้า ทะเล และหุบเขาได้ในคราวเดียว
กระเช้าลอยฟ้าเชื่อมระหว่างสถานีโคอุน (Koun) ที่โคอุนเต กับสถานียอดเขา ออกรอบทุก 12 นาที (ใช้เวลานั่ง 5 นาที)


5. พิพิธภัณฑ์โชยุมารุคิน
มารุคินโชยุผลิตโชยุมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1907 โดยสืบสานวิธีการแบบดั้งเดิมในโรงหมักธรรมชาติมานานกว่า 100 ปี พร้อมพัฒนารสชาติให้เข้ากับยุคสมัย
ในปี 1987 เพื่อฉลองครบรอบ 80 ปี ได้เปิดหนึ่งในโรงงานที่สร้างขึ้นช่วงต้นยุคไทโชเป็นพิพิธภัณฑ์
อาคารทรงกัสโชที่มีขนาดใหญ่ระดับแนวหน้าของประเทศ ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ของชาติ
ภายในจัดแสดงประวัติและกระบวนการทำโชยุอย่างเข้าใจง่าย ผ่านอุปกรณ์จริงและแผงนิทรรศการต่าง ๆ
ที่ร้านขายของฝากมีทั้งสินค้าหลักของแบรนด์และสินค้าลิมิเต็ดที่หาซื้อได้เฉพาะที่นี่
อีกหนึ่งเมนูแนะนำคือ “ซอฟต์ครีมโชยุ” ที่ใช้โชยุสดซึ่งหมักในถังไม้ของโรงหมักธรรมชาติ

6. สวนสัตว์ธรรมชาติหุบเขาโชชิเค โอซารุโนะคุนิ
สวนสัตว์ธรรมชาติที่ตั้งอยู่ในหุบเขาโชชิเค แหล่งชมวิวชื่อดังของโชโดชิมะที่ได้รับความนิยมไม่แพ้คังคะเค
ภายในสวนมีลิงญี่ปุ่นป่าที่คุ้นเคยกับการให้อาหารอาศัยอยู่ประมาณ 300 ตัว
คุณจะได้ชมพฤติกรรมแสนน่ารักของเหล่าลิงที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์ธรรมชาติของจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นการนั่งเกาคลายขนให้กันหรือซุกตัวเข้าหากันเพื่อสร้างความอบอุ่นอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังสามารถสนุกกับการให้อาหารได้ด้วย
โดยเฉพาะ “กองลิง” ที่ลิงหลายตัวมารวมตัวกันเป็นก้อนกลมคล้ายดังโงะเพื่อทนความหนาวในฤดูหนาว เป็นภาพที่น่าเอ็นดูมาก

7. พิพิธภัณฑ์โยไค
“พิพิธภัณฑ์โยไค” (Yokai Bijutsukan) ตั้งอยู่ในย่าน “เมืองเขาวงกต” ที่เต็มไปด้วยตรอกซอยแคบคดเคี้ยว ใกล้กับจุดท่องเที่ยวยอดนิยมของโชโดชิมะอย่างแองเจิลโรด เป็นพิพิธภัณฑ์ 4 อาคารที่นำอาคารเก่ามาปรับใช้สำหรับจัดแสดงงานศิลปะโยไค
มีผลงานศิลปะโยไคมากกว่า 900 ชิ้น ให้คุณเดินชมเรื่องเล่าของโยไคที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมฟังออดิโอไกด์ไปด้วย
หากเดินชมงานตอนกลางคืนโดยใช้ไฟฉายส่อง ก็อาจให้ความรู้สึกราวกับหลงเข้าไปในโลกของโยไค
ที่คาเฟ่แอนด์บาร์ภายในชื่อ “บาร์โยไคที่ทำให้มองเห็นสิ่งที่มองไม่เห็น” คุณยังสามารถเพลิดเพลินกับเครื่องดื่มชวนลึกลับที่ได้แรงบันดาลใจจากโยไค เช่น “Mononoke Highball” และ “น้ำผลไม้เซียมซีโยไค”
มีความเชื่อมาตั้งแต่อดีตว่าโยไคมักปรากฏตัวตาม “รอยต่อ”
ที่รอยต่อระหว่าง “ชีวิตประจำวัน” และ “โลกนอกสามัญ” ของพิพิธภัณฑ์โยไค คุณอาจได้พบกับเหล่าโยไคผู้มีพลังลึกลับก็เป็นได้

8. นากายามะเซ็มไมดะ
“นากายามะเซ็มไมดะ” (Nakayama Senmaida) เป็นนาขั้นบันไดที่มีนาราวประมาณ 800 แปลง เรียงตัวเป็นชั้น ๆ บนพื้นที่ลาดชันที่ระดับความสูง 150–250 เมตร
คาดกันว่านาขั้นบันไดเก่าแก่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงยุคราชวงศ์เหนือใต้ถึงสมัยเอโดะ และในแต่ละฤดูก็มีทิวทัศน์ชนบทแสนงดงามให้ชม
ความสวยของที่นี่ยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 นาขั้นบันไดที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นอีกด้วย

9. อูมิโนะเอกิ・มิจิโนะเอกิ โชโดชิมะฟุรุซาโตะมุระ
สถานีริมทางของโชโดชิมะแห่งนี้มีโปรแกรมกิจกรรมให้เลือกหลากหลาย ทั้งซีคายักและ SUP ที่ให้คุณเพลิดเพลินกับทะเลและวิวของเซโตะใน เวิร์กช็อปงานคราฟต์จากไม้ลอยทะเล ซีกราส และกิ่งมะกอก รวมถึงกิจกรรมเก็บสตรอว์เบอร์รี
มุมคาเฟ่มีเมนูที่ใช้วัตถุดิบและของขึ้นชื่อจากเกาะให้ลิ้มลอง
ในบรรดาเมนูยอดนิยมอย่างโซเม็ง “นามะโซเม็ง” แบบจำนวนจำกัดโดดเด่นเรื่องสัมผัสลื่นคอเป็นพิเศษ ส่วนซอฟต์ครีมราดซอสสตรอว์เบอร์รีสูตรต้นตำรับของฟุรุซาโตะมุระและน้ำมันมะกอก รวมถึงซอฟต์ครีมบ๊วยแดงก็ได้รับความนิยมเช่นกัน
ยังมีร้านขายของฝากที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์เด่นของเกาะอย่างน้ำมันมะกอกและโชยุ รวมถึง “พิพิธภัณฑ์เทะโนเบะโซเม็ง” ที่อยู่ติดกันซึ่งสามารถชมกระบวนการผลิตโซเม็งได้อีกด้วย
หากเที่ยวจนเหนื่อย ลองพักชมพระอาทิตย์ตกอันงดงามเหนือทะเลเซโตะใน ซึ่งได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน 100 จุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น

10. ต้นชินปาคุแห่งวัดโฮโชอิน
ต้นชินปาคุขนาดใหญ่ภายในบริเวณวัดโฮโชอินได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์ธรรมชาติพิเศษของชาติ
แม้มองดูคล้ายผืนป่า แต่แท้จริงแล้วเป็นต้นไม้เพียงต้นเดียว โดยมีเส้นรอบวงโคนต้นประมาณ 16.9 เมตร และสูงประมาณ 20.9 เมตร ความยิ่งใหญ่ของมันทำให้ที่นี่ได้รับความสนใจในฐานะจุดพลังงานที่ให้ความรู้สึกลึกลับน่าอัศจรรย์
ด้วยอายุประมาณอย่างน้อย 1,600 ปี ลองมาสัมผัสพลังของต้นไม้ยักษ์ที่ธรรมชาติค่อย ๆ หล่อเลี้ยงผ่านกาลเวลาอันยาวนานกัน

สิ่งที่ควรรู้ก่อนมาเยือนโชโดชิมะ “เทศกาลศิลปะนานาชาติเซโตะอุจิ”
สำหรับคนที่สนใจงานศิลปะร่วมสมัย “เทศกาลศิลปะนานาชาติเซโตะอุจิ” เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นบน 17 พื้นที่ ทั้งหมู่เกาะและชายฝั่งรอบทะเลเซโตะใน ซึ่งเป็นทะเลในที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น
ตลอดช่วงการจัดงาน มีการจัดแสดงผลงานศิลปะ 255 ชิ้น พร้อม 7 โครงการและ 25 กิจกรรม
งานนี้จัดขึ้นทุก 3 ปีนับตั้งแต่ปี 2010 โดยในช่วงจัดงาน โชโดชิมะก็เป็นหนึ่งในสถานที่จัดแสดง และจะมีผลงานบางชิ้นที่ชมได้เฉพาะช่วงงานเท่านั้น
เนื่องจากเกาะรอบ ๆ โชโดชิมะก็เป็นพื้นที่จัดงานด้วย คุณจึงสามารถนั่งเรือเฟอร์รี่หรือเรือเร็วเดินทางข้ามเกาะไปมา และเพลิดเพลินกับประสบการณ์คล้ายการท่องเที่ยวทางเรือได้
บนเกาะที่ยังไม่ถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ คุณจะได้เดินชมผลงานศิลปะและพบปะผู้คนในท้องถิ่น พร้อมสัมผัสเรื่องราว ความทรงจำของพื้นที่ และวิถีชีวิตของผู้คนผ่านประสบการณ์นั้น
ผ่านเทศกาลศิลปะนานาชาติเซโตะอุจิ ศิลปะน่าจะเปลี่ยนจากสิ่งที่ “ชม” ไปเป็น “จุดเริ่มต้นที่ทำให้การเดินทางลึกซึ้งยิ่งขึ้น”
หากอยากสัมผัสเสน่ห์ของโชโดชิมะและศิลปะร่วมสมัยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลองใส่เทศกาลนี้ไว้ในแผนท่องเที่ยวของคุณ

อิ่มอร่อยไปพร้อมวิวสวย! 3 ร้านอาหารแนะนำบนโชโดชิมะ
บน “โชโดชิมะ” ที่โอบล้อมด้วยทะเลและภูเขา คุณจะได้ลิ้มรสทั้งอาหารทะเลสดใหม่ นามะโซเม็ง และเมนูท้องถิ่นอีกหลากหลาย ท่ามกลางทิวทัศน์แสนสวย
เราคัดมาให้ 3 ร้านที่เหมาะสำหรับการเพลิดเพลินกับอาหารของโชโดชิมะและธรรมชาติของเกาะอย่างเต็มที่
1. นากาบุอัน
โซเม็งโชโดชิมะเป็นของขึ้นชื่อของเกาะที่มีประวัติยาวนานกว่า 400 ปี
ร้านนี้เป็นร้านเฉพาะทางของโซเม็งเส้นยืดมือ ที่สืบทอดวิธีทำแบบดั้งเดิมและเติมกลิ่นอายร่วมสมัยลงไป โดยผลิตด้วยมืออย่างพิถีพิถัน
เมนูขึ้นชื่อคือ “นามะโซเม็ง” ที่มีสัมผัสเด้งหนึบจนอยากบอกว่าเคี้ยวกรุบ พร้อมความลื่นคออันเป็นเอกลักษณ์จากเทคนิคเฉพาะของร้าน
อีกเมนูที่ได้รับความนิยมคือ “โอลีฟนามะโซเม็ง” ซึ่งใช้น้ำมะกอกและเอ็กซ์ตร้าเวอร์จินออยล์จากมะกอกโชโดชิมะ 100% ที่ปลูกในสวนของร้านเองอย่างเต็มที่

2. MINORI GELATO
อาคารสไตล์บ้านญี่ปุ่นเก่าแนวย้อนยุคที่อยู่ใกล้ป้ายรถบัสประจำทาง “คุซากาเบะโกะ” คือเจลาเตอเรียชื่อดัง “MINORI GELATO” ที่โดดเด่นด้วยเจลาโตจากวัตถุดิบของโชโดชิมะ
ภายในร้านที่ดัดแปลงมาจากโกดังเก็บข้าวอย่างมีสไตล์ มีเจลาโตสีสันสดใสเรียงรายเต็มตู้ เป็นร้านยอดนิยมที่ทั้งหน้าตาน่ากินและรสชาติน่าประทับใจ
อยากชวนให้คุณลองชิมเจลาโตยอดฮิตนี้ พร้อมนั่งรับลมทะเลสบาย ๆ และชมวิวทะเลเซโตะในอันงดงาม

3. โคมาเมะโชกุโด
คาเฟ่ร้านอาหารที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ภูเขาของโชโดชิมะ ซึ่งมีทิวทัศน์ชนบทญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมแผ่กว้าง รวมถึงบริเวณ “นากายามะเซ็มไมดะ” ด้วย
เมนูยอดนิยมคือ “ชุดข้าวปั้นแห่งนาขั้นบันได” ที่ใช้ข้าวซึ่งเก็บเกี่ยวจากเซ็มไมดะมาหุงอย่างนุ่มฟูแล้วปั้นอย่างเบามือ เสิร์ฟพร้อมกับข้าวและซุป รวมถึงโซเม็งโชโดชิมะ และเมนูอื่น ๆ ที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติของเกาะอย่างเต็มที่
ตัวร้านดัดแปลงมาจากโรงสีเก่า ให้บรรยากาศอบอุ่นด้วยงานไม้ และยังมีที่นั่งระเบียงที่มองเห็นนาขั้นบันไดได้ด้วย
เหมาะสำหรับนั่งปล่อยใจไปกับจังหวะเวลาสบาย ๆ ของเกาะ พร้อมอิ่มอร่อยกับมื้อกลางวันชั้นเยี่ยม

เต็มอิ่มกับวิวทะเลเซโตะในและออนเซ็น! 3 ที่พักแนะนำบนโชโดชิมะ
ถ้าอยากค่อย ๆ ซึมซับเสน่ห์ของ “โชโดชิมะ” การพักค้างหลายคืนก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะจะได้ดื่มด่ำกับออนเซ็นและความงามของทะเลเซโตะในอย่างเต็มที่
ในบรรดาที่พักบน “โชโดชิมะ” ที่มีออนเซ็นทำเลดี เราขอคัดที่น่าสนใจมาแนะนำเป็นพิเศษ
1. เบย์รีสอร์ทโฮเทล โชโดชิมะ
รีสอร์ทโฮเทลแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากท่าเรือซาคาเตะประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งเป็นจุดขึ้นลงเรือเฟอร์รี่จากโกเบและทาคามัตสึ จึงสะดวกในฐานะฐานเที่ยวโชโดชิมะ
ห้องพักมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งห้องโมเดิร์นทวินสไตล์เอเชียนรีสอร์ท ห้องรอยัลสวีตบนชั้นบนสุด และห้องแบบญี่ปุ่นที่เหมาะสำหรับครอบครัว โดยทุกห้องเป็นวิวทะเล ชั้นบนสุดยังมีห้องอาบน้ำสาธารณะพร้อมจุดชมวิว จุดเด่นคือเพดานกระจกและวิวด้านหน้าที่ให้คุณเพลิดเพลินกับทิวทัศน์เซโตะในและท้องฟ้ายามค่ำคืนได้อย่างเต็มตา
ออนเซ็นธรรมชาติจากแหล่งน้ำของโรงแรมเอง “โชโดชิมะออนเซ็น” ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน เพราะขึ้นชื่อเรื่องช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นและบำรุงผิวพรรณ

2. โรงแรมนานาชาติโชโดชิมะ
รีสอร์ทโฮเทลทำเลเยี่ยมที่ตั้งอยู่ห่างจากแองเจิลโรด แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของโชโดชิมะ โดยเดินเพียง 3 นาที
จากห้องพักทุกห้องสามารถมองเห็นความงามอ่อนช้อยของหมู่เกาะในทะเลเซโตะใน รวมถึงทิวทัศน์อันยิ่งใหญ่ของยาชิมะแห่งชิโกกุได้อย่างเต็มตา ราวกับภาพวาดชิ้นเอกในกรอบรูป
มีห้องพักหลากหลายถึง 100 ห้อง ทั้งห้องพร้อมอ่างอาบน้ำกลางแจ้ง ห้องสวีต และห้องสไตล์ญี่ปุ่น-ตะวันตก ให้เลือกตามจุดประสงค์การเดินทางและสมาชิกผู้ร่วมทริป
ห้อง “เอ็กเซ็กคิวทีฟรูมพร้อมอ่างอาบน้ำกลางแจ้ง” ที่มองเห็นแองเจิลโรด และ “ห้องสวีตชั้นบนสุด” ที่มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกระดับไฮเกรด จะช่วยให้คุณได้ใช้เวลาสุดหรูที่น่าจดจำไปอีกนาน

3. ชิมายาโดะ มาริ
ที่พักที่ตั้งอยู่ในย่านโชยุโนะซาโตะ ซึ่งเรียงรายไปด้วยโกดังหมักโชยุและมีทิวทัศน์อันน่าประทับใจ
ไม่ว่าจะเป็นห้องอาหารในบ้านโบราณที่ขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ หรือห้องพักที่ดัดแปลงจากโกดัง พื้นที่ทั้งหมดให้บรรยากาศโมเดิร์นแต่ก็อบอวลด้วยความอบอุ่นและความสงบแบบชวนคิดถึงอย่างมีเสน่ห์
มีห้องพักทั้งหมด 8 ห้อง และทุกห้องมีออนเซ็นน้ำไหลจากต้นทางโดยตรง ส่วนความน่าสนใจอีกอย่างคือแต่ละห้องมีเอกลักษณ์ต่างกัน เช่น “เดโนะมะ” ที่สามารถมองเห็นสวนจากระเบียงกว้างได้

รวมเสน่ห์ของโชโดชิมะแบบครบในทริปเดียว! ตัวอย่างแพลนเที่ยว 1 วัน
ถ้ามีเวลาไม่มาก แต่อยากเก็บเสน่ห์ของ “โชโดชิมะ” ให้ได้ครบพอสมควร แพลนเที่ยว 1 วันนี้น่าจะช่วยวางภาพการเดินทางได้ง่ายขึ้น
ออกเที่ยวด้วยรถบัสประจำทางรอบเกาะ เพื่อสัมผัสทั้งวิวสวยลึกลับน่าค้นหาและธรรมชาติอันสงบของทะเลเซโตะในกันเถอะ
09:30 เริ่มต้นจากท่าเรือโทโนะโช!
จุดเริ่มต้นของแพลนนี้คือ “ท่าเรือโทโนะโช” ที่มีซิมโบลอาร์ต “ของขวัญจากดวงอาทิตย์” ตั้งอยู่
แวะที่ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวท่าเรือโทโนะโช ซึ่งมีทั้งข้อมูลและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นสำหรับการเที่ยว “โชโดชิมะ” ก่อนมุ่งหน้าไปยังจุดหมายถัดไปอย่างแองเจิลโรด

10:30 ดื่มด่ำกับวิวลึกลับแสนงาม! แองเจิลโรด
จากท่าเรือโทโนะโช นั่งรถบัสประมาณ 11 นาที
ในบรรดาสถานที่ท่องเที่ยวมากมายของโชโดชิมะ “แองเจิลโรด” เป็นจุดยอดนิยมอย่างมากในฐานะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคู่รัก
ทางเดินทรายที่ปรากฏตามจังหวะน้ำขึ้นน้ำลง มีความเชื่อว่าหากเดินข้ามพร้อมจับมือกับคนสำคัญ คำอธิษฐานจะเป็นจริง
ลองเช็กเวลาที่ “แองเจิลโรด” ปรากฏ แล้วชวนคนสำคัญมาเดินด้วยกันดู

13:00 ชมวิวสวยราวเมดิเตอร์เรเนียน! สวนมะกอกโชโดชิมะ
จาก “แองเจิลโรด” นั่งรถบัส 24 นาที
วิวทะเลเซโตะในอันงดงามที่มองเห็นได้จากเนินเขา ผสานกับสวนมะกอก สวนสมุนไพร และกังหันลมสไตล์กรีก เป็นภาพที่สวยจนให้ความรู้สึกราวกับได้มาเยือนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
แวะพักรับประทานมื้อกลางวันเร็วสักหน่อยที่คาเฟ่ พร้อมชมทะเลเซโตะในอันสงบและเพลิดเพลินกับน้ำมันมะกอกและของขึ้นชื่อของเกาะกัน

15:00 ชมวิวมหัศจรรย์จากยอดเขา! คังคะเค
ลงรถที่ “โคอุนเต” ซึ่งใช้เวลาโดยรถบัส 17 นาที
“คังคะเค” เป็นจุดชมวิวที่งดงามจนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสามความงามแห่งหุบเขาของญี่ปุ่น
วิวของหุบเขาหินรูปร่างแปลกตาและธรรมชาติทั้งสี่ฤดูที่ร้อยเรียงกันนั้นสวยสะดุดตาอย่างแท้จริง
ลองขึ้น “กระเช้าลอยฟ้าคังคะเค” ที่สามารถชม “ท้องฟ้า ทะเล และหุบเขา” ได้พร้อมกัน แล้วเพลิดเพลินกับการนั่งชมวิวบนอากาศเป็นเวลา 5 นาที

18:00 สำรวจโลกโยไคด้วยแสงไฟฉาย! พิพิธภัณฑ์โยไค
จาก “คังคะเค” เดินประมาณ 53 นาที แล้วขึ้นรถบัสจาก “คุซาคาเบะฮมมาจิ” อีก 30 นาที ก็จะถึง
พิพิธภัณฑ์ที่ประกอบด้วย 4 อาคารและใช้ประโยชน์จากอาคารเก่าในการจัดแสดงงานศิลปะโยไค มีบางชั้นที่สามารถถือไฟฉายเดินชมได้ ให้ประสบการณ์ราวกับหลงเข้าไปในโลกของโยไค
เมื่อชมครบแล้ว ลองแวะไปที่ “บาร์โยไคที่ทำให้มองเห็นสิ่งที่มองไม่เห็น” ซึ่งว่ากันว่าเป็นที่รวมตัวของโยไค
พักจิบเครื่องดื่มอย่าง “น้ำผลไม้เซียมซี” ที่มาพร้อมคำทำนาย หรือค็อกเทลที่มีเครื่องรางติดมาด้วยกันสักแก้ว
ขากลับรถบัสหมดรอบให้บริการแล้ว จึงควรใช้แท็กซี่เดินทางไปยังที่พัก
ปิดท้ายวันด้วยการแช่ออนเซ็นสบาย ๆ เพื่อผ่อนคลายร่างกายที่อ่อนล้าจากการท่องเที่ยวก็น่าจะดีไม่น้อย

บทสรุป
ไม่ว่าจะมาเยือนในฤดูไหน “โชโดชิมะ” ก็มีทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงามให้ค่อย ๆ เพลิดเพลินได้เสมอ
เราได้แนะนำทั้งจุดท่องเที่ยวที่มีวิวสวยน่าประทับใจ สถานที่ที่ยังคงเหลือฉากถ่ายทำจากภาพยนตร์และละคร อาหารท้องถิ่นเฉพาะของโชโดชิมะ และที่พักที่ให้คุณเพลิดเพลินกับวิวสวยและออนเซ็นไปพร้อมกัน
หากมีเวลาเที่ยวไม่มาก ลองใช้ตัวอย่างแพลนเที่ยว 1 วันที่พาคุณตระเวนจุดห้ามพลาดให้ครบเป็นแนวทาง แล้วออกไปสัมผัสเสน่ห์ของเกาะด้วยตัวเองกัน