
9 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในโอสึ เมืองเก่าที่เต็มอิ่มได้ทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม
ถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากเมืองท่องเที่ยวยอดฮิต ลองมองมาที่ “โอสึ (Otsu)” กันดู
เมืองเก่าแก่แห่งนี้มีทั้งมรดกโลกและทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยประเทศญี่ปุ่นจำนวนมาก จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สัมผัสประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของญี่ปุ่นได้อย่างเต็มที่
พอขยับสายตาออกไปอีกหน่อย ก็จะเจอกับ “ทะเลสาบบิวะ” เสน่ห์สำคัญที่สุดของจังหวัดชิงะ ที่ชวนให้สนุกกับกีฬาทางน้ำและชมทิวทัศน์งดงามท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์
เพื่อให้เที่ยว “โอสึ” ได้อย่างคุ้มค่า ซึ่งเดินทางสะดวกจากทั้งเกียวโตและโอซาก้า เราจะพาไปรู้จักสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร และจุดน่าสนใจที่ไม่ควรพลาด
หากใช้บทความนี้เป็นแนวทาง คุณน่าจะได้ดื่มด่ำกับเสน่ห์ของ “โอสึ” อย่างเต็มอิ่มแน่นอน
โอสึเป็นสถานที่แบบไหน?
หากมองหาที่เที่ยวใกล้เกียวโตที่ให้บรรยากาศต่างออกไป “โอสึ” ก็เป็นอีกเมืองที่น่าสนใจไม่น้อย
เมืองนี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดชิงะ และอยู่ติดกับเกียวโต จึงเดินทางได้สะดวกจากทั้งสถานีเกียวโตและสถานีโอซาก้า ทำให้สามารถมาเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับจากเกียวโตหรือโอซาก้าได้สบาย
ในสมัยอาซุจิ–โมโมยามะ ระหว่างปี ค.ศ. 1573–1603 ที่นี่เคยรุ่งเรืองในฐานะประตูสู่เกียวโตซึ่งเป็นเมืองหลวงในขณะนั้น และหลังจากนั้นก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการคมนาคม
หากย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ที่นี่ยังเคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นเป็นเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 667 อีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ โอสึจึงมีศาลเจ้าและวัดจำนวนมาก และมีทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยประเทศญี่ปุ่นมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ
ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของ “วัดเอ็นเรียคุจิบนภูเขาฮิเอ (Hieizan Enryakuji)” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วย
แม้จะไม่เป็นที่รู้จักมากนักเมื่อเทียบกับเกียวโตหรือนารา แต่ “โอสึ” ก็มีเสน่ห์ของเมืองเก่าอย่างเต็มเปี่ยม
นอกจากนี้ ยังมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามจากทำเลริมทะเลสาบบิวะและรายล้อมด้วยภูเขาอย่างฮิระและฮิเอ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญของ “โอสึ”

ฤดูกาลท่องเที่ยวที่แนะนำของโอสึคือช่วงไหน?
ถ้าอยากเห็นเสน่ห์ของ “โอสึ” แบบชัด ๆ ฤดูร้อนเป็นช่วงที่อยากแนะนำ
ในช่วงฤดูร้อน คุณสามารถสนุกกับกีฬาทางน้ำและบาร์บีคิวที่ทะเลสาบบิวะได้
ข้อดีที่น่าประทับใจคือทะเลสาบบิวะเป็นน้ำจืด จึงไม่ทำให้ตัวเหนียวเหมือนเล่นน้ำทะเล
ลองมาเพลิดเพลินกับกิจกรรมฤดูร้อนและสัมผัสเสน่ห์ของ “โอสึ” กันดู
ตัวอย่างการแต่งกายในแต่ละฤดูกาลของโอสึ
- ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม - พฤษภาคม): เหมาะกับแจ็กเก็ตบางและเสื้อสเวตเตอร์เนื้อบาง
- ฤดูร้อน (มิถุนายน - สิงหาคม): เสื้อผ้าบางเบาและเสื้อแขนสั้น
- ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - พฤศจิกายน): จะเป็นแจ็กเก็ตบางหรือโค้ตก็ได้
- ฤดูหนาว (ธันวาคม - กุมภาพันธ์): โค้ต เสื้อสเวตเตอร์หนา หรือแจ็กเก็ตกันหนาว
เดินทางไปโอสึอย่างไร?
จากสถานีโอซาก้าไปสถานีโอสึ ใช้รถไฟด่วนเร็ว JR สายโทไคโดซันโย ประมาณ 40 นาที
ส่วนจากสถานีเกียวโต หากใช้รถไฟด่วนเร็ว JR สายโทไคโดซันโยเช่นกัน จะใช้เวลาประมาณ 10 นาที
แม้จังหวัดชิงะจะไม่มีสนามบิน แต่หากใช้สนามบินนานาชาติโอซาก้า (สนามบินอิตามิ) ก็สามารถเดินทางต่อมายัง “โอสึ” ได้โดยใช้เวลาไม่นาน
การเดินทางหลักสำหรับท่องเที่ยวในโอสึ
หากต้องการเที่ยวชมจุดท่องเที่ยวต่าง ๆ ภายในเมืองโอสึ การเดินทางหลักคือรถบัส
เพียงตรวจสอบตารางเวลาให้ดี ก็น่าจะเที่ยวได้อย่างราบรื่นและไม่เครียด
อย่างไรก็ตาม หากอยากเดินทางให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น การเช่ารถก็เป็นตัวเลือกที่แนะนำ
เพราะช่วยให้เดินทางได้คล่องตัวมากขึ้น หากงบประมาณเอื้อ ก็น่าลองพิจารณา
ดื่มด่ำกับวิวสวยและประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของญี่ปุ่น! 9 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในโอสึ
เสน่ห์ของ “โอสึ” ค่อย ๆ เผยออกมาผ่านทั้งวัด ศาลเจ้า และวิวธรรมชาติรอบเมือง
โดยเฉพาะสมบัติประจำชาติและทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญอันล้ำค่า ที่ช่วยให้สัมผัสบรรยากาศทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของญี่ปุ่นได้อย่างเต็มที่
โดยเฉพาะความสง่างามของวัดเอ็นเรียคุจิบนภูเขาฮิเอที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ถือเป็นไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด
ส่วนวิวทิวทัศน์อันงดงามจากทะเลสาบบิวะและแนวภูเขาโดยรอบก็พลาดไม่ได้เช่นกัน
หากอยากสัมผัสเสน่ห์ของ “โอสึ” ให้เต็มที่ ลองวางแผนท่องเที่ยวโดยอิงจากสถานที่ยอดนิยมที่เราจะแนะนำต่อไปนี้
1. วัดเอ็นเรียคุจิบนภูเขาฮิเอ
วัดขนาดใหญ่แห่งนี้มีอาณาบริเวณครอบคลุมทั่วภูเขาฮิเอที่มีความสูง 848 เมตร ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 788 โดยไซโจ ผู้ก่อตั้งนิกายเท็นได
ที่นี่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ภูเขาแม่แห่งพุทธศาสนาญี่ปุ่น” และมีอิทธิพลอย่างมากต่อประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น
ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี ค.ศ. 1994
ภายในแบ่งเป็น 3 พื้นที่ ได้แก่ โทโดะ ไซโตะ และโยกาวะ โดยมีอาคารศาสนสถานกระจายอยู่ประมาณ 100 แห่ง

2. ศาลเจ้าโอมิจิงงู
ศาลเจ้าโอมิจิงงูตั้งอยู่บนพื้นที่เดิมของพระราชวังโอมิโอสึเคียว ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นเป็นเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 667
ศาลเจ้าแห่งนี้ประดิษฐานจักรพรรดิเท็นจิ จักรพรรดิองค์ที่ 38 ผู้มีบทบาทในการปฏิรูปไทกะในฐานะเจ้าชายนากาโนะโอเอะ และเป็นผู้ย้ายเมืองหลวงจากอาสึกะในนาราไปยังโอสึแห่งแคว้นโอมิ
ที่นี่ยังเป็นหนึ่งใน 16 ศาลเจ้าหลวงของประเทศ และในเทศกาลประจำปีทุกวันที่ 20 เมษายน จะมีทูตพระจักรพรรดิเดินทางมาจากราชสำนักเพื่อประกอบพิธี

3. ศาลเจ้าฮิโยชิไทฉะ
ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 2,100 ปีก่อนบริเวณเชิงเขาฮิเอ และเป็นศาลเจ้าหลักของศาลเจ้าฮิโยชิ ฮิเอะ และซันโนทั่วประเทศจำนวน 3,800 แห่ง เนื่องจากตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองหลวงในอดีต จึงได้รับความศรัทธาในฐานะศาลเจ้าที่ช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและป้องกันภัยพิบัติของเมืองหลวง อีกทั้งยังเป็นเทพผู้พิทักษ์วัดเอ็นเรียคุจิบนภูเขาฮิเอที่อยู่ใกล้เคียง
พรที่ผู้คนเชื่อว่าจะได้รับคือการป้องกันภัยจากทิศทางหรือ “โฮเกะโยเกะ” และการปัดเป่าเคราะห์ร้ายในชีวิตล่วงหน้าหรือ “ยาคุโยเกะ”

4. วัดมิอิเดระ (องโจจิ)
วัดแห่งนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “นางาระซัง องโจจิ” ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 686 และเป็นวัดหลักของนิกายเท็นไดจิมอนที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,200 ปี
ภายในมีสมบัติประจำชาติและทรัพย์สินทางวัฒนธรรมมากกว่า 100 รายการ ในบริเวณวัดอันกว้างใหญ่มีอาคารสำคัญจำนวนมากเรียงราย รวมถึงคอนโดะซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติ นอกจากนี้อาคารรับรองโคโจอินและอาคารรับรองคังกาคุอินซึ่งเป็นสมบัติประจำชาติ ก็เปิดให้เข้าชมเป็นพิเศษได้เช่นกัน โดยต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์สำหรับกลุ่มอย่างน้อย 3 คน

5. วัดอิชิยามะเดระ
วัดหลักของนิกายชิงงอนแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเซตะ ซึ่งไหลออกมาจากทะเลสาบบิวะ ทะเลสาบที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น
ตั้งแต่ก้อนหินขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าวิหารหลัก ไปจนถึงจุดต่าง ๆ ภายในวัด จะเห็นโขดหินรูปร่างแปลกตายื่นขึ้นอยู่หลายแห่ง
สำหรับคนที่สนใจลักษณะทางธรรมชาติของที่นี่ หินเหล่านี้คือ “วอลลาสโทไนต์” ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานทางธรรมชาติที่หาได้ยากในระดับโลก และเนื่องจากวัดตั้งอยู่บนภูเขาหิน จึงเป็นที่มาของชื่อ “อิชิยามะเดระ”
วัดแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 747 สมัยนารา ระหว่างปี ค.ศ. 710–794 โดยเชื่อกันว่าสร้างขึ้นตามพระราชโองการของจักรพรรดิโชมุ และดำเนินการโดยพระโรเบ็ง

6. บิวะโกะวัลเลย์
“บิวะโกะวัลเลย์” เป็นเนเชอร์รีสอร์ตที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาฮิระฝั่งตะวันตกของทะเลสาบบิวะ ที่ระดับความสูงประมาณ 1,100 เมตร
เป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมที่มีกิจกรรมหลากหลายให้เพลิดเพลิน รวมถึงลานสกีในฤดูหนาว
ตลอดทั้งปีที่นี่ก็มีความสนุกในแบบต่างกันไป อย่างซิปไลน์แอดเวนเจอร์ ส่วนในช่วงกรีนซีซันก็มีหลากหลายกิจกรรมบนที่ราบสูง เช่น สกายวอล์กเกอร์ รวมถึงลานเล่นเลื่อนหิมะที่ใช้ได้ฟรีซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเด็กเล็ก

7. เรือท่องเที่ยวทะเลสาบบิวะ
เรือท่องเที่ยวทะเลสาบบิวะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินกับการล่องเรือในทะเลสาบบิวะได้อย่างเต็มที่
มีเส้นทางประจำ 3 แบบ ได้แก่ มิชิแกนครูซ ล่องเรือชิกุบุชิมะ และทัวร์รอบเกาะต่าง ๆ ในทะเลสาบบิวะแบบครบรอบ
มิชิแกนครูซเป็นเส้นทางที่ออกจากท่าเรือโอสึ โดยขึ้นเรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่เพื่อล่องชมบริเวณตอนใต้ของทะเลสาบบิวะ
ภายในเรือมีทั้งการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวและการแสดงดนตรีสดเพิ่มสีสันให้การเดินทาง ส่วนห้องอาหารก็สามารถอิ่มอร่อยกับอาหารสไตล์บุฟเฟต์ได้

8. ทะเลสาบบิวะ
ทะเลสาบบิวะตั้งอยู่ใจกลางจังหวัดชิงะ และอยู่ในระบบแม่น้ำโยโดกาวะซึ่งเป็นแม่น้ำชั้นหนึ่งของญี่ปุ่น มีพื้นที่ประมาณ 670 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นประมาณ 1 ใน 6 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด และมีทั้งขนาดพื้นที่และปริมาณกักเก็บน้ำมากที่สุดในญี่ปุ่น โดยมีน้ำจากแม่น้ำสายต่าง ๆ ที่ไหลมาจากภูเขาอิบุกิ เทือกเขาซุซุกะ เทือกเขาฮิระ และภูเขาสูงมากกว่า 1,000 เมตรรอบด้าน รวมปริมาณประมาณ 27.5 พันล้านตัน
ที่นี่ยังมีกิจกรรมพักผ่อนทางน้ำหลากหลาย ทั้งชายหาดสำหรับว่ายน้ำ เช่น หาดว่ายน้ำมิยากาฮามะที่ได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน “88 ชายหาดสำหรับเล่นน้ำของญี่ปุ่น” รวมถึงกิจกรรมอย่างพายเรือแคนูและเล่นเรือยอชต์บนทะเลสาบ

9. น้ำพุบุปผาแห่งทะเลสาบบิวะ
ท่าเรือโอสึเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทะเลสาบบิวะที่คึกคัก มีทั้งท่าเทียบเรือและอาคารเทอร์มินัลสำหรับเรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่และเรือขนาดเล็ก
“น้ำพุบุปผาแห่งทะเลสาบบิวะ” ซึ่งติดตั้งอยู่บนเขื่อนกันคลื่นที่อยู่ห่างออกไปจากฝั่งประมาณ 180 เมตร เป็นจุดท่องเที่ยวที่เข้าชมได้ฟรี
บนเขื่อนกันคลื่นมีหัวน้ำพุเรียงกันทั้งหมด 66 จุด ความยาวรวมประมาณ 440 เมตร จัดว่าใหญ่ระดับโลก และยังพ่นน้ำได้สูงสุดประมาณ 40 เมตร เทียบเท่ากับอาคาร 10 ชั้นเลยทีเดียว

อิ่มอร่อยกับของขึ้นชื่อท้องถิ่นและวัตถุดิบตามฤดูกาล! 3 ร้านอาหารยอดนิยมในโอสึ
อีกมุมหนึ่งที่ทำให้ “โอสึ” น่าแวะคือเรื่องอาหารการกิน
ร้านอาหารยอดนิยมที่จะแนะนำต่อไปนี้ ให้คุณได้ลิ้มลองเมนูที่ใช้ของขึ้นชื่อของ “โอสึ” และจังหวัดชิงะ รวมถึงวัตถุดิบตามฤดูกาลอย่างเต็มที่
นับเป็นโอกาสดีที่จะได้สัมผัสเอกลักษณ์ของ “โอสึ” ผ่านรสชาติอาหาร พร้อมเพลิดเพลินกับอาหารญี่ปุ่นไปด้วย
หากมาเที่ยว “โอสึ” อย่าลืมแวะร้านเหล่านี้เพื่อเติมเต็มทริปให้อร่อยยิ่งขึ้น
1. จิโดริยะ ออนซะ
“จิโดริยะ ออนซะ” เป็นร้านอาหารเฉพาะทางด้านไก่พื้นเมือง ที่เสิร์ฟเฉพาะไก่ที่เลี้ยงเองอย่างพิถีพิถัน ไม่ว่าจะเป็นโอมิชาโมะ โอตันจิโดริ นาโกย่าโคชิน และโตเกียวชาโมะ
ไก่พื้นเมืองที่เลี้ยงแบบปล่อยอิสระและลดความเครียด มีจุดเด่นที่ไขมันอร่อยและเนื้อสัมผัสเด้งแน่นเป็นเอกลักษณ์
เมื่อรวมกับความพิถีพิถันในวัตถุดิบอื่น ๆ ตั้งแต่ข้าวไปจนถึงเครื่องปรุง ก็ยิ่งทำให้ร้านได้รับความนิยมอย่างมาก

2. มิอิเดระ จิคาระโมจิ สาขาใหญ่
ร้านขนมญี่ปุ่นเก่าแก่ที่เปิดกิจการมาประมาณ 150 ปี ตั้งอยู่ห่างจากสถานีเคฮังบิวะโกะฮามะโอสึเพียงเดินไม่ไกล
เมนูขึ้นชื่อคือ “มิอิเดระจิคาระโมจิ” ขนมดังประจำโอสึ
เป็นโมจิคำเล็ก ๆ ราดด้วยน้ำเชื่อมขาวสูตรโฮมเมด แล้วโรยผงคินาโกะจากถั่วเหลืองเขียวอย่างจุใจ
กรรมวิธีการทำสืบทอดต่อกันมาหลายรุ่น จึงยังคงรักษารสชาติแบบดั้งเดิมไว้ได้ไม่เปลี่ยนแปลง

3. ฮิระซันโซ
ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1959 ในฐานะที่พักสำหรับนักปีนเขาหน้าประตูวัดเมียวโออินและศาลเจ้าจินุชิ ซึ่งอยู่บริเวณตอนในของภูเขาฮิเอ
ที่นี่ให้คุณดื่มด่ำกับอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากจังหวัดชิงะ ซึ่งเก็บเกี่ยวจากแถบเทือกเขาฮิระและทะเลสาบบิวะ ภายในพื้นที่คุณภาพสูงที่สะท้อนความงามของสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น
เมนูจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล โดยฤดูใบไม้ผลิเน้นผักป่าและผักตามฤดูกาล ฤดูร้อนมีปลาอายุ ส่วนฤดูใบไม้ร่วงมีเห็ดมัตสึทาเกะ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในวัตถุดิบตามฤดูกาลอย่างแท้จริง

3 ที่พักในโอสึที่มองเห็นวิวสวยได้แบบพาโนรามา
ถ้าอยากใช้เวลาใน “โอสึ” ให้เต็มอิ่มขึ้นอีกหน่อย เรื่องที่พักก็สำคัญไม่น้อย
ท่ามกลางที่พักมากมายใน “โอสึ” เราได้คัดเลือกที่พักในทำเลที่สามารถมองเห็นทะเลสาบบิวะและแนวภูเขาโดยรอบได้อย่างเต็มตา
หากตั้งใจมาพักที่ “โอสึ” ทั้งที ลองเลือกที่พักที่ให้คุณดื่มด่ำกับวิวสวยเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่
1. บิวะโกะ โอสึ ปรินซ์ โฮเทล
โรงแรมสูง 38 ชั้นที่ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง เค็นโซ ทันเกะ และยังมีคอนเวนชันฮอลล์ขนาดใหญ่ระดับแนวหน้าของประเทศ รองรับการใช้งานหลากหลาย ทั้งอีเวนต์ นิทรรศการ และการประชุมนานาชาติ
ห้องพักแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่ EIZAN Floor, Sky Floor และ Lake Floor โดยไม่ว่าจะพักห้องไหน ก็สามารถผ่อนคลายพร้อมชมวิวทะเลสาบบิวะและแนวภูเขาอย่างฮิระได้

2. บิวะโกะ โฮเทล
รีสอร์ตโฮเทลริมทะเลสาบบิวะที่ตั้งอยู่ในทำเลดี เดินจากสถานีเคฮังบิวะโกะฮามะโอสึเพียงไม่นาน แต่ยังให้บรรยากาศสงบริมทะเลสาบ พร้อมวิวเลควิวสวย ๆ จากภายในอาคาร
มีห้องพักให้เลือก 5 ประเภท และทุกห้องสามารถมองเห็นทะเลสาบบิวะได้แบบเต็มตา
อีกฝั่งของทะเลสาบคือแนวภูเขาฮิเอและฮิระที่ทอดยาว สีฟ้าของน้ำและสีเขียวของภูเขาตัดกันอย่างงดงาม เป็นวิวที่น่าประทับใจ และช่วยให้คุณผ่อนคลายในบรรยากาศพิเศษที่ต่างจากชีวิตประจำวัน

3. ยูโมโตะคัง
“ยูโมโตะคัง” คือเรียวกังออนเซ็นเก่าแก่แห่งออนเซ็นโอโกโตะ ซึ่งมีประวัติยาวนาน 1,200 ปี และรุ่งเรืองในฐานะแหล่งน้ำพุร้อนบริเวณเชิงเขาฮิเอ
ออนเซ็นขึ้นชื่อของที่นี่ประกอบด้วยบ่อกลางแจ้ง 2 แห่ง ได้แก่ “เก็ชชินโนะยุ” บ่อชมวิวชั้นบนสุดที่แช่น้ำพร้อมมองเห็นทะเลสาบบิวะได้ และ “โทเง็นโชโย” ที่ให้บรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีห้องอาบน้ำภายในอีก 2 แห่ง ได้แก่ “โคโบโนะยุ” ที่มองเห็นทะเลสาบบิวะผ่านหน้าต่างบานใหญ่ และ “ซัมโบโนะยุ” ที่แช่น้ำพร้อมชมความงามของภูเขาฮิเอได้ โดยสลับวันใช้งานระหว่างชายและหญิง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการท่องเที่ยวโอสึ
Q
อาหารขึ้นชื่อของโอสึคืออะไร?
เนื้อโอมิ ไก่โอมิชาโมะ และขนมขึ้นชื่ออย่างจิคาระโมจิ เป็นของดังที่มีชื่อเสียง
Q
เดินทางจากสนามบินนานาชาติคันไซไปโอสึอย่างไร?
สามารถนั่งรถไฟไปยังสถานีโอซาก้าหรือสถานีเกียวโตก่อน แล้วจึงเปลี่ยนขบวนเพื่อเดินทางต่อไปยังสถานีโอสึได้
บทสรุป
ตลอดบทความนี้ เราได้พาไปรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของ “โอสึ” รวมถึงฤดูกาลท่องเที่ยวที่แนะนำไว้แล้ว
หากเที่ยวตามข้อมูลในบทความนี้ คุณก็น่าจะได้สัมผัสเสน่ห์ของ “โอสึ” ทั้งธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของญี่ปุ่นได้อย่างครบถ้วน
หากอยากรู้จักเสน่ห์ของจังหวัดชิงะให้มากขึ้น ลองอ่านบทความด้านล่างนี้เพิ่มเติมได้เลย