ออกเดินทางเพื่อปลุกแรงบันดาลใจ 【13 ย่านในโตเกียวที่ควรไปเยือน】

ออกเดินทางเพื่อปลุกแรงบันดาลใจ 【13 ย่านในโตเกียวที่ควรไปเยือน】

อัปเดต :
เขียนโดย:  GOOD LUCK TRIP

ถ้าลองมองโตเกียวให้ลึกกว่าจุดเช็กอินยอดฮิต คุณจะพบว่ายังมีย่านน่าสนใจอีกมากกระจายอยู่ทั่วเมือง
ในบรรดานั้น “ฮาราจูกุ” และ “ชิบูยะ” มีชื่อเสียงในระดับโลก และได้รับความนิยมในฐานะแหล่งกำเนิดเทรนด์ต่าง ๆ
ขณะเดียวกัน ก็ยังมีคนที่สนใจแหล่งท่องเที่ยวซึ่งไม่ใช่เพียงสถานที่ดังที่ใคร ๆ ก็รู้จัก แต่มีเสน่ห์จากวัฒนธรรมย่อยและทิวทัศน์เมืองแบบย้อนยุค
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักย่านต่าง ๆ ของโตเกียวที่สัมผัสได้ถึงวัฒนธรรมหลากหลาย ทั้งศิลปะ ดนตรี และวรรณกรรม

1. “ชิโมคิตาซาวะ” จุดตัดของวัฒนธรรมหลากหลายแนว

ถ้าอยากเริ่มต้นจากย่านที่เดินเพลินและมีคาแรกเตอร์ชัด “ชิโมคิตาซาวะ” (Shimokitazawa) ก็น่าสนใจไม่น้อย ตั้งอยู่ในเขตเซตากายะ กรุงโตเกียว และเป็นย่านที่รถไฟสายโอดาคิวกับสายเคโออิโนะคาชิระตัดผ่านกัน เดินทางสะดวกจากสถานีชิบูยะโดยรถไฟประมาณ 7 นาที
ย่านนี้เป็นที่รู้จักในชื่อเล่นว่า “ชิโมคิตะ” และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในหมู่วัยรุ่นและครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ในฐานะแหล่งวัฒนธรรมย่อยที่โดดเด่น
บรรยากาศของเมืองที่หล่อเลี้ยงวัฒนธรรมเฉพาะตัวนั้นทั้งอิสระและมีเอกลักษณ์ ตรอกซอกซอยแคบ ๆ เรียงรายไปด้วยร้านเสื้อผ้ามือสอง ร้านแผ่นเสียง และแกลเลอรีศิลปะ
ยังมีจุดแวะเที่ยวแนวลึก ๆ ที่หาไม่ได้จากที่อื่น และการได้พบของวินเทจหรือของชิ้นเดียวในโลกก็เป็นเสน่ห์เฉพาะของ “ชิโมคิตาซาวะ” เช่นกัน
ด้วยความที่มีโรงละครขนาดเล็กจำนวนมาก จึงมีชื่อเสียงในฐานะเมืองแห่งการแสดง และเป็นอีกจุดเด่นที่ทำให้ได้สัมผัสศิลปะบนเวทีอย่างใกล้ชิด
เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนรักแฟชั่น ดนตรี และศิลปะ รวมถึงผู้ที่อยากใช้ความรู้สึกของตัวเองในการสนุกกับการเดินเที่ยวในเมืองนี้

หากลองเดินเล่นในย่านนี้ คุณน่าจะได้พบร้านค้าและร้านอาหารที่โดนใจไม่น้อย
หากลองเดินเล่นในย่านนี้ คุณน่าจะได้พบร้านค้าและร้านอาหารที่โดนใจไม่น้อย

2. “โคเอ็นจิ” เสน่ห์ของบรรยากาศท้องถิ่นและวัฒนธรรมที่ชัดเจน

ถ้าอยากสัมผัสย่านที่มีกลิ่นอายโลคอลชัด ๆ “โคเอ็นจิ” (Koenji) ก็เป็นอีกแห่งที่น่าแวะ อยู่ในเขตซุงินามิ กรุงโตเกียว และเดินทางได้สะดวกจากรถไฟ JR สายชูโอ สายโซบุ และโตเกียวเมโทรสายมารุโนะอุจิ
ย่านนี้มีความโดดเด่นจากการผสานกันของความเรโทรและความโมเดิร์น พร้อมวัฒนธรรมเฉพาะตัวที่ชัดเจน
โคเอ็นจิยังถูกเรียกว่าเป็นหนึ่งในเมืองแห่งวัฒนธรรมย่อยชั้นนำของโตเกียว ภายในเมืองเต็มไปด้วยร้านเสื้อผ้ามือสอง ร้านขายของจุกจิก และคาเฟ่สไตล์มีเอกลักษณ์ รวมถึงไลฟ์เฮาส์และโรงละครเล็กอีกจำนวนมาก
แกลเลอรีและสตรีทอาร์ตกลมกลืนอยู่ในชีวิตประจำวัน ทำให้เป็นย่านที่ผู้คนจากหลากหลายพื้นเพมารวมตัวกัน
ขณะเดียวกัน ย่านการค้าทั้ง 17 แห่ง ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ต่างยังคงบรรยากาศชวนคิดถึงของยุคโชวะเอาไว้ ทำให้การเดินช้อปปิ้งมีความอบอุ่นแบบดั้งเดิม
นอกจากนี้ยังมีการจัดอีเวนต์ท้องถิ่นอยู่บ่อยครั้ง เช่น อาวะโอโดริ และเทศกาลโคเอ็นจิ จึงทำให้มาเยือนเมื่อไรก็ไม่น่าเบื่อ
“โคเอ็นจิ” ไม่ได้มีความเป็นแหล่งท่องเที่ยวจ๋าในความหมายทั่วไป จึงเหมาะสำหรับคนที่อยากสัมผัสบรรยากาศแบบโลคอลอย่างแท้จริง

ย่านการค้าของโคเอ็นจิที่เต็มไปด้วยร้านค้ามีเอกลักษณ์
ย่านการค้าของโคเอ็นจิที่เต็มไปด้วยร้านค้ามีเอกลักษณ์

3. “คิจิโจจิ” ย่านสงบที่ซ่อนมุมลึกน่าค้นหาไว้ทั่วเมือง

บรรยากาศสบาย ๆ และเดินเที่ยวได้เรื่อย ๆ คือเสน่ห์ของ “คิจิโจจิ” (Kichijoji) ย่านนี้อยู่ในเมืองมูซาชิโนะ กรุงโตเกียว มีรถไฟ 3 สายให้บริการ ได้แก่ JR สายชูโอ, JR สายโซบุ และสายเคโออิโนะคาชิระ เดินทางจากสถานีชินจูกุโดยรถไฟประมาณ 15 นาที และถือว่าสะดวกมาก
ที่นี่เป็นย่านยอดนิยมซึ่งมักติดอันดับต้น ๆ ของการจัดอันดับเมืองน่าอยู่ บรรยากาศมีเสน่ห์จากความลงตัวระหว่างเมืองและธรรมชาติ
ทั้งตัวเมืองและผู้คนที่เดินผ่านไปมาล้วนมีบรรยากาศสงบ ทำให้สัมผัสได้ทั้งเสน่ห์แบบเก่าและวัฒนธรรมใหม่ไปพร้อมกัน
รอบสถานีเต็มไปด้วยศูนย์การค้าและสถานที่ทางวัฒนธรรม ส่วนเมื่อออกไปไกลอีกนิดก็จะพบสวนสาธารณะที่อุดมด้วยธรรมชาติ
ขณะเดียวกัน เสน่ห์อีกอย่างคือมีตรอกที่เรียงรายไปด้วยร้านอิซากายะใต้โคมแดง รวมถึงโซนที่รวมร้านค้าและร้านอาหารมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเอาไว้
ด้วยบรรยากาศโดยรวมที่ค่อนข้างผ่อนคลาย จึงเหมาะสำหรับคนที่อยากค่อย ๆ เดินเที่ยวหลายจุดอย่างสบาย ๆ

อย่าลืมแวะมุมลึกน่าค้นหาที่กระจายตัวอยู่ในบางส่วนของเมืองอันสวยงามแห่งนี้
อย่าลืมแวะมุมลึกน่าค้นหาที่กระจายตัวอยู่ในบางส่วนของเมืองอันสวยงามแห่งนี้

4. “คันดะ” เมืองเก่าแสนคลาสสิกที่รวมจุดเช็กอินบรรยากาศย้อนยุค

หากชอบบรรยากาศเมืองเก่าที่ยังมีชีวิตชีวา “คันดะ” (Kanda) เป็นย่านที่น่าลองเดินมาก อยู่ในเขตชิโยดะ กรุงโตเกียว และตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางระหว่างสถานีโตเกียวกับสถานีอากิฮาบาระ
มีประวัติความรุ่งเรืองในฐานะแหล่งวิชาการและวัฒนธรรมมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ค.ศ. 1603–1868
ปัจจุบันแม้ภาพจำจะเป็นย่านธุรกิจ แต่ก็ยังคงรักษาเสน่ห์แบบดั้งเดิมเอาไว้ ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสทั้งความคิดถึงและความสดใหม่ในเวลาเดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็นบริเวณรอบสถานีคันดะที่มีร้านอาหารเรียงราย หรือคันดะโอกาวะมาจิที่รวมร้านอุปกรณ์กีฬาไว้มากมาย ก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของย่านที่หลากหลายตามเส้นทางเดินเล่น และเปิดโอกาสให้เที่ยวได้หลายสไตล์
มีทั้งร้านอาหารเก่าแก่ ศาลเจ้า วัดวาอารามที่มีประวัติยาวนาน และเมื่อเดินต่อไปก็จะเจอคาเฟ่สมัยใหม่กับแกลเลอรีศิลปะที่ช่วยเติมบรรยากาศเฉพาะตัวให้ย่านนี้
เหมาะเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่ชื่นชอบวัฒนธรรมดั้งเดิมและประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น รวมถึงคนที่อยากสัมผัสโตเกียวในมุมทันสมัย

ยังมีศูนย์การค้าใหม่ ๆ ที่กลมกลืนอยู่ในทิวทัศน์เมืองสไตล์ย้อนยุคด้วย
ยังมีศูนย์การค้าใหม่ ๆ ที่กลมกลืนอยู่ในทิวทัศน์เมืองสไตล์ย้อนยุคด้วย

5. “จิมโบโจ” ดื่มด่ำความคลาสสิกกับหนังสือ แกงกะหรี่ และร้านกาแฟสไตล์ดั้งเดิม

สำหรับคนรักหนังสือ แค่ได้เดินใน “จิมโบโจ” (Jimbocho) ก็น่าจะเพลินไม่น้อย ย่านนี้อยู่ในเขตชิโยดะ กรุงโตเกียว โดยมีสถานีจิมโบโจของรถไฟสายโทเอชินจูกุ สายมิตะ และโตเกียวเมโทรสายฮันโซมงเป็นศูนย์กลางของย่าน
ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากคันดะ และมักถูกเรียกรวมกันว่าโซนคันดะ–จิมโบโจ ดังนั้นหากมาเที่ยวก็ควรแวะทั้งสองย่านไปพร้อมกัน
หากจะอธิบาย “จิมโบโจ” สั้น ๆ ก็คงต้องเรียกว่าเป็น “เมืองแห่งหนังสือ” โดย “ย่านร้านหนังสือเก่าคันดะจิมโบโจ” มีร้านหนังสือมือสองมากกว่า 130 ร้านเรียงราย และยังได้รับการกล่าวขานว่าใหญ่ที่สุดในโลก
ร้านแต่ละแห่งไม่ได้เป็นเพียงร้านหนังสือทั่วไป แต่ยังมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ หรือหนังสือต่างประเทศ พร้อมสินค้าที่ครบครัน
แน่นอนว่าร้านหนังสือใหม่ก็มีให้เลือกมาก และยังโดดเด่นในหมวดวัฒนธรรมย่อย เช่น รถไฟและมังงะอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีการจัดอีเวนต์เป็นประจำ เช่น “เทศกาลหนังสือเก่าคันดะ” และ “Jimbocho Book Festival” ทำให้พื้นที่แห่งนี้คึกคักอยู่เสมอด้วยกิจกรรมหลากหลายขนาด
อีกทั้งยังมีร้านกาแฟสไตล์ดั้งเดิมและร้านแกงกะหรี่ชื่อดังจำนวนมาก ให้คุณเพลิดเพลินกับหนังสือและอาหารอร่อยไปพร้อมกันในบรรยากาศสงบที่เหมาะกับการอ่านหนังสือ
เป็นย่านที่อยากแนะนำให้คนรักหนังสือ ชอบเดินร้านหนังสือ รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบร้านกาแฟคลาสสิกและแกงกะหรี่ได้ลองมาเยือน

“เมืองแห่งหนังสือ” ที่เรียงรายไปด้วยร้านหนังสือเก่าหลากหลายสไตล์
“เมืองแห่งหนังสือ” ที่เรียงรายไปด้วยร้านหนังสือเก่าหลากหลายสไตล์

6. “นากาเมกุโระ” ย่านที่เต็มไปด้วยร้านลับชวนถูกใจผู้ใหญ่

ถ้าอยากเดินเล่นในย่านที่ดูเนี้ยบแต่ไม่ห่างเหิน “นากาเมกุโระ” (Nakameguro) น่าจะตอบโจทย์ อยู่ในเขตเมกุโระ กรุงโตเกียว โดยมีสถานีนากาเมกุโระของรถไฟสายโทคิวโทโยโกะและโตเกียวเมโทรสายฮิบิยะเป็นศูนย์กลาง
อยู่ใกล้ชิบูยะ ไดคังยามะ และเอบิสึ มีเสน่ห์จากความเป็นเมืองที่ทันสมัยแต่เข้าถึงง่าย
บรรยากาศโดยรวมของย่านนี้ผสมผสานทั้งความเนี้ยบแบบผู้ใหญ่และความสบาย ๆ เข้าไว้ด้วยกัน อีกทั้งธรรมชาติตามฤดูกาลริมแม่น้ำเมกุโระก็เป็นจุดน่าสนใจเช่นกัน
โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิ ที่มีต้นซากุระบานสะพรั่งประมาณ 800 ต้น ผู้คนจำนวนมากนิยมมาชมแนวซากุระที่เปิดไฟสวยงาม
บริเวณหน้าสถานีมีทั้งศูนย์การค้าและร้านอาหารเรียงราย ขณะที่หากเดินออกมาอีกเล็กน้อยก็จะพบกับบาร์ลับและบูติกเก๋ ๆ กระจายอยู่ทั่ว ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ย่านนี้น่าแวะซ้ำเสมอ
ยิ่งพอตกค่ำ ย่านร้านกินดื่มก็เริ่มคึกคัก เผยอีกมุมของแหล่งพบปะสังสรรค์สำหรับผู้ใหญ่ที่ต่างจากช่วงกลางวัน
เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ไวต่อเทรนด์ หรือผู้ที่อยากสัมผัสแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมร่วมสมัย

ลองเดินเล่นเลียบแม่น้ำเมกุโระ พร้อมมองหาร้านลับบรรยากาศดีไปด้วย
ลองเดินเล่นเลียบแม่น้ำเมกุโระ พร้อมมองหาร้านลับบรรยากาศดีไปด้วย

7. “อาโอยามะ” ที่ซึ่งศิลปะ สถาปัตยกรรม และแฟชั่นช่วยจุดประกายความรู้สึก

ถ้าอยากใช้เวลาในย่านที่ทั้งดูดีและมีอะไรให้มองเพลิน “อาโอยามะ” (Aoyama) คืออีกชื่อที่มักถูกพูดถึง เป็นย่านหรูมีสไตล์ที่ครอบคลุมทั้งเขตมินาโตะและเขตชิบูยะในกรุงโตเกียว
สำหรับคนที่สนใจชื่อเรียกพื้นที่ คำว่า “อาโอยามะ” ใช้เรียกรวมพื้นที่คิตะอาโอยามะและมินามิอาโอยามะ โดยหลัก ๆ หมายถึงบริเวณรอบสถานีโอโมเตะซันโดและสถานีไกเอ็นมาเอะ
ด้วยทำเลที่ติดกับชิบูยะ ฮาราจูกุ และรปปงงิ จึงเป็นย่านสำหรับผู้ใหญ่ที่มีบรรยากาศหรูหราและได้รับความนิยมสูง
โดยเฉพาะถนนเรียงต้นเคยะกิที่ทอดยาวประมาณ 900 เมตร ซึ่งมีทั้งแฟลกชิปสโตร์ของแบรนด์ดัง ร้านของเก่า และแกลเลอรีล้ำสมัยตั้งอยู่ตลอดแนว
อีกทั้งยังมีอาคารที่ออกแบบโดยสถาปนิกระดับโลกจำนวนมาก สำหรับคนที่สนใจงานดีไซน์ แค่เดินเล่นก็มีสิ่งให้ชมไม่รู้จบ
นอกจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะและจุดชมงานอาร์ตแล้ว ตามตรอกด้านในยังมีร้านอาหารฝีมือเชฟชั้นนำและร้านขนมหวานชื่อดัง ให้ได้ใช้เวลาสงบ ๆ อย่างมีคุณภาพ
เหมาะสำหรับคนที่มีรสนิยมสูง ชื่นชอบแฟชั่นและศิลปะ รวมถึงผู้ที่อยากใช้เวลาอย่างมีระดับในโตเกียว

ลองเดินเที่ยวโดยมีโอโมเตะซันโด ศูนย์รวมแบรนด์ดัง เป็นจุดหลักของทริป
ลองเดินเที่ยวโดยมีโอโมเตะซันโด ศูนย์รวมแบรนด์ดัง เป็นจุดหลักของทริป

8. “คิโยสึมิชิรากาวะ” ย่านที่กลิ่นอายเมืองเก่าและวัฒนธรรมคาเฟ่อยู่ร่วมกันอย่างมีชีวิตชีวา

บรรยากาศเงียบ ๆ แต่มีรายละเอียดให้ค้นหา คือเสน่ห์ของ “คิโยสึมิชิรากาวะ” (Kiyosumi-Shirakawa) ย่านนี้อยู่ในเขตโคโต กรุงโตเกียว โดยมีสถานีคิโยสึมิชิรากาวะของโตเกียวเมโทรสายฮันโซมงและรถไฟสายโทเอโอเอโดะเป็นศูนย์กลางของย่าน
ตั้งแต่สมัยเอโดะ ที่นี่รุ่งเรืองในฐานะย่านโกดังริมแม่น้ำ และต่อมาในยุคสมัยใหม่ก็มีทั้งโรงงานขนาดเล็กและลานไม้ จึงยังคงมีกลิ่นอายแบบดั้งเดิมอยู่มาก
ให้เข้ากับทิวทัศน์เมืองเก่าที่หลงเหลืออยู่ ร้านค้าหลายแห่งจึงมีหน้าร้านแบบย้อนยุคและมีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านขายของจุกจิก หรือแกลเลอรี ต่างก็เรียงรายอยู่ทั่วพื้นที่
ในอีกด้านหนึ่ง ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การพัฒนาพื้นที่ใหม่ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดลับที่น่าจับตามอง ด้วยความรู้สึกทันสมัยที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้น
โดยเฉพาะในฐานะหนึ่งในสมรภูมิคาเฟ่ที่ดุเดือดที่สุดของโตเกียว ที่นี่มีร้านกาแฟหลากหลายสไตล์ตั้งแต่สาขาแรกในญี่ปุ่นของ Blue Bottle Coffee ไปจนถึงโรงคั่วกาแฟสไตล์คลาสสิก
เหมาะสำหรับคนที่อยากจิบกาแฟและใช้เวลาอย่างช้า ๆ ในบรรยากาศเงียบสงบและรายล้อมด้วยพื้นที่สีเขียว

ถือกาแฟสักแก้วแล้วออกเดินเล่นในย่านศูนย์กลางกระแสกาแฟกัน
ถือกาแฟสักแก้วแล้วออกเดินเล่นในย่านศูนย์กลางกระแสกาแฟกัน

9. “คางุระซากะ” พบโตเกียวแบบดั้งเดิมพร้อมลิ้มรสอาหารชั้นเยี่ยม

ถ้าอยากเดินในย่านที่มีบรรยากาศสงบลึกและชวนให้นึกถึงโตเกียวแบบเก่า “คางุระซากะ” (Kagurazaka) เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ อยู่ในเขตชินจูกุ กรุงโตเกียว และแผ่ขยายรอบถนนวาเซดะโดริ
ที่นี่เคยรุ่งเรืองในฐานะย่านฮานะมาจิ ซึ่งเป็นย่านสถานบันเทิงแบบดั้งเดิมในช่วงตั้งแต่สมัยเอโดะถึงสมัยไทโช ค.ศ. 1912–1926 และจนถึงปัจจุบันก็ยังคงมีตรอกปูหินและร้านอาหารแบบเรียวกังหรูหลงเหลืออยู่ สร้างเสน่ห์ที่ลึกซึ้งให้กับเมืองนี้
หากลองเดินเข้าไปตามตรอกด้านใน คุณจะสัมผัสบรรยากาศของอดีตได้อย่างชัดเจน ราวกับได้ย้อนเวลากลับไป
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ ถนนวาเซดะโดริเป็นถนนเดินรถทางเดียวแบบกลับทิศตามช่วงเวลา ซึ่งพบได้ไม่บ่อยในญี่ปุ่น หากลองเปลี่ยนเวลาไปดูถนนสายนี้ก็จะเห็นความแตกต่างที่น่าสนุก
แม้จะมีกลิ่นอายญี่ปุ่นดั้งเดิม แต่ที่นี่ก็ยังถูกเรียกว่า “ปารีสน้อยแห่งโตเกียว” และมีทั้งร้านอาหารฝรั่งเศสแท้ ๆ กับร้านไวน์เฉพาะทางเรียงรายอยู่มากมาย
ความอยู่สบายจากการอยู่ร่วมกันของความเก่าและใหม่ รวมถึงความเป็นญี่ปุ่นและตะวันตก คือเอกลักษณ์เฉพาะของ “คางุระซากะ”
เหมาะสำหรับคนที่อยากเดินเล่นแบบผู้ใหญ่ พร้อมสัมผัสประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไปด้วย

ลองเดินเล่นในคางุระซากะยามค่ำคืนที่ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้กับบรรยากาศ
ลองเดินเล่นในคางุระซากะยามค่ำคืนที่ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้กับบรรยากาศ

10. “นิปโปริ” ย่านที่เต็มไปด้วยทิวทัศน์เมืองชวนให้นึกถึงวันวาน

ถ้าชอบโตเกียวในบรรยากาศชิตะมาจิที่ชวนคิดถึง “นิปโปริ” (Nippori) น่าแวะเป็นพิเศษ ย่านนี้อยู่ในเขตอาราคาวะ กรุงโตเกียว และเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่มีรถไฟถึง 6 สายให้บริการ ได้แก่ JR สายยามาโนะเตะ, สายเคฮินโทโฮคุ, สายโจบัง, สายเคเซหลัก, นิปโปริ–โทเนริไลเนอร์ และสกายไลเนอร์
เดินทางตรงจากสนามบินนาริตะได้สะดวก อีกทั้งยังไปสนามบินฮาเนดะและย่านอุเอโนะได้ง่าย จึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับนักเดินทางทั้งในและต่างประเทศ
ทิวทัศน์ของเมืองยังคงมีกลิ่นอายดาวน์ทาวน์แบบชิตะมาจิที่ชวนให้นึกถึงวันเก่า ๆ อย่างชัดเจน และอบอวลไปด้วยบรรยากาศชวนคิดถึง
ที่นี่ยังเป็นประตูสู่ “ย่านยาเนะเซ็น” ซึ่งต่อเนื่องไปถึงยานากะ เนซุ และเซ็นดางิ โดยมีจุดเด่นคือทิวทัศน์ที่หลากหลายจนเดินเที่ยวได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ
หนึ่งในจุดที่มีชื่อเสียงเป็นพิเศษคือ “ถนนช้อปปิ้งยานากะกินซะ” ซึ่งมีร้านค้าหลายแห่งที่ยังคงบรรยากาศยุคโชวะเอาไว้ ทำให้สนุกกับทั้งการชิมอาหารและการช้อปปิ้ง
นอกจากนี้ยังมีตรอกแคบ ๆ มากมายที่ชวนให้อยากออกผจญภัย และการได้พบเจอสิ่งใหม่แบบไม่คาดคิดในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยก็เป็นอีกเสน่ห์หนึ่งของที่นี่
อีกทั้งยังมีอีกหน้าหนึ่งในฐานะย่านสิ่งทอที่รวมผ้าและอุปกรณ์งานฝีมือไว้อย่างครบครัน จึงเหมาะกับคนที่ชอบงานแฮนด์เมดและการประดิษฐ์ต่าง ๆ ด้วย

ลองตระเวนหาร้านสไตล์ย้อนยุคที่กระจายอยู่ทั่วทิวทัศน์เมืองอันชวนคิดถึง
ลองตระเวนหาร้านสไตล์ย้อนยุคที่กระจายอยู่ทั่วทิวทัศน์เมืองอันชวนคิดถึง

11. “ซันเก็นจายะ” จุดบรรจบของความเรโทรและความทันสมัย

สำหรับคนที่อยากลองเดินย่านใกล้ชิบูยะแต่ได้บรรยากาศอีกแบบ “ซันเก็นจายะ” (Sangenjaya) ก็น่าสนใจ อยู่ในเขตเซตากายะ กรุงโตเกียว เป็นย่านที่รถไฟสายโทคิวเด็นเอ็นโทชิและสายเซตากายะตัดผ่านกัน พร้อมบรรยากาศหรูมีระดับ
ย่านนี้มีชื่อเล่นว่า “ซันจะ” และได้รับความนิยมอย่างมาก โดยมีจุดเด่นคืออยู่ใกล้ชิบูยะ เดินทางโดยรถไฟประมาณ 5 นาที พร้อมความลงตัวระหว่างความสะดวกแบบเมืองใหญ่กับธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์
เนื่องจากมีคนดังและบุคคลมีชื่อเสียงอาศัยอยู่มาก ภาพลักษณ์ของความเป็นย่านเก๋มีสไตล์จึงชัดเจนมากเช่นกัน
บริเวณรอบสถานีเต็มไปด้วยคาเฟ่และร้านอาหารน่าสนใจที่มักถูกสื่อหยิบยกมาพูดถึง ทำให้สัมผัสเทรนด์ของยุคสมัยได้อย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกันก็ยังมีแหล่งกินดื่มที่เป็นกันเอง ย่านการค้า และโรงอาบน้ำสาธารณะจำนวนมาก จึงยังคงมีอีกด้านในฐานะชุมชนท้องถิ่นที่หยั่งรากลึก
เสน่ห์เฉพาะของ “ซันเก็นจายะ” คือการที่บรรยากาศเปลี่ยนไปในแต่ละโซน ทำให้ได้เพลิดเพลินกับภาพลักษณ์หลากหลายทั้งเก่าและใหม่ เหมาะสำหรับคนที่อยากลองเดินเที่ยวเมืองในแบบที่ต่างจากเดิม

ย่านที่ร้านกินดื่มสไตล์ย้อนยุคอยู่ร่วมกับร้านค้าที่ให้ความรู้สึกทันกระแส
ย่านที่ร้านกินดื่มสไตล์ย้อนยุคอยู่ร่วมกับร้านค้าที่ให้ความรู้สึกทันกระแส

12. “คุรามาเอะ” ย่านแห่งงานคราฟต์และแรงบันดาลใจ

ถ้าชอบย่านที่ค่อย ๆ เดินแล้วเจอรายละเอียดงานดีไซน์กับงานฝีมือ “คุรามาเอะ” (Kuramae) น่าจะถูกใจ อยู่ในเขตไทโต กรุงโตเกียว เป็นย่านริมแม่น้ำสุมิดะที่อยู่ไม่ไกลจากอาซากุสะ
ในอดีตเคยรุ่งเรืองในฐานะเมืองของช่างฝีมือและพ่อค้าส่ง และจนถึงทุกวันนี้ทิวทัศน์ของเมืองก็ยังคงมีกลิ่นอายของวันวานอยู่
อีกด้านหนึ่ง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่นี่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “บรู๊กลินแห่งโตเกียว” และกลายเป็นย่านที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
เหตุผลหนึ่งก็คือการพัฒนาปรับปรุงอาคารเก่าโดยคงคุณค่าทางประวัติศาสตร์เอาไว้ ทำให้มีคาเฟ่ ร้านของจุกจิก และสตูดิโอเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บรรยากาศของการฟื้นฟูเมืองและความคิดสร้างสรรค์มีความคล้ายกับกระแสของบรู๊กลิน นิวยอร์ก จึงได้รับความนิยมเป็นพิเศษในหมู่ครีเอเตอร์และดีไซเนอร์รุ่นใหม่
นอกจากนี้ “คุรามาเอะ” ยังหยั่งรากด้วย “วัฒนธรรมการทำของ” ที่ใส่ใจฝีมือช่างและงานแฮนด์เมด ทำให้มีร้านค้าที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์และน่าแวะชมอยู่มากมาย
แม้จะดูมีสไตล์ แต่ก็ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป จึงเหมาะสำหรับคนที่อยากค่อย ๆ ซึมซับทั้งโตเกียวในอดีตและปัจจุบันอย่างสบาย ๆ

ย่านที่รวมร้านเก๋ ๆ ไว้ท่ามกลางกลิ่นอายเมืองเก่าแบบชิตะมาจิ
ย่านที่รวมร้านเก๋ ๆ ไว้ท่ามกลางกลิ่นอายเมืองเก่าแบบชิตะมาจิ

13. “โอคุชิบุยะ” ย่านกระตุ้นความรู้สึกที่ชวนให้ผู้ใหญ่อยากออกมาเดินเล่น

ถ้าอยากหลบจากความคึกคักของชิบูยะไปเจอมุมที่สงบขึ้นอีกหน่อย “โอคุชิบุยะ” (Oku-Shibuya) คือชื่อเรียกพื้นที่ฝั่งตะวันตกรอบสถานีชิบูยะ ซึ่งครอบคลุมย่านคามิยามะโจ โทมิกายะ และอุดางาวะโจ
เป็นย่านที่ค่อนข้างใหม่ โดยชื่อเรียกนี้เริ่มเป็นที่แพร่หลายในช่วงประมาณปี 2010 และค่อย ๆ ก่อรูปวัฒนธรรมเฉพาะตัวขึ้นมา
เมื่อเดินออกจากใจกลางชิบูยะที่คึกคักมาประมาณ 10 นาที ก็จะพบพื้นที่ที่ให้บรรยากาศราวกับร้านลับซ่อนตัวอยู่ลึกเข้าไปในย่านที่พักอาศัยอันเงียบสงบ
หากปล่อยใจเดินไปเรื่อย ๆ คุณจะได้พบร้านน่าสนใจมากมายที่ทำให้อยากหยุดมอง ไม่ว่าจะเป็นบุ๊กคาเฟ่ในตรอกเล็ก ๆ หรือร้านอินทีเรียร์ที่คัดสรรอย่างมีรสนิยม
เพราะไม่ได้ถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ร้านค้าส่วนมากจึงมีขนาดกะทัดรัด และแต่ละแห่งก็มีทั้งเอกลักษณ์และความอบอุ่นในแบบของตัวเอง
เหมาะสำหรับคนที่อยากเพลิดเพลินกับการเดินเล่นในเมือง พร้อมออกตามหาสถานที่โปรดในแบบของตัวเอง

ท่ามกลางเมืองที่เงียบสงบ ยังมีร้านค้าที่ให้สัมผัสถึงวัฒนธรรมซ่อนตัวอยู่
ท่ามกลางเมืองที่เงียบสงบ ยังมีร้านค้าที่ให้สัมผัสถึงวัฒนธรรมซ่อนตัวอยู่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับย่านที่สัมผัสวัฒนธรรมของโตเกียวได้

Q

ถ้าออกจากสถานีโตเกียว มีย่านไหนที่เดินทางสะดวกและสนุกกับวัฒนธรรมย่อยได้บ้าง?

A

ขอแนะนำ “คันดะ” ที่ยังคงกลิ่นอายแบบดั้งเดิม และ “โคเอ็นจิ” ที่เหมาะกับการสัมผัสบรรยากาศแบบโลคอล

Q

ถ้าออกจากสถานีชินจูกุ มีย่านไหนที่เดินทางสะดวกและสนุกกับวัฒนธรรมย่อยได้บ้าง?

A

ขอแนะนำ “คิจิโจจิ” ที่ผสานเสน่ห์แบบเก่ากับวัฒนธรรมใหม่ไว้อย่างลงตัว และ “ชิโมคิตาซาวะ” แหล่งกำเนิดวัฒนธรรมย่อยที่โดดเด่น

Q

ถ้าออกจากสถานีชิบูยะ มีย่านไหนที่เดินทางสะดวกและสนุกกับวัฒนธรรมย่อยได้บ้าง?

A

ขอแนะนำ “นากาเมกุโระ” ที่ให้บรรยากาศมีสไตล์และสัมผัสได้ถึงรสนิยมเฉพาะตัว รวมถึง “ซันเก็นจายะ” ที่แต่ละโซนมอบบรรยากาศแตกต่างกันไป

บทสรุป

ทั้ง 13 ย่านในโตเกียวที่แนะนำมาในบทความนี้ ต่างก็โดดเด่นในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแหล่งวัฒนธรรมย่อยหรือพื้นที่ที่ยังคงกลิ่นอายดั้งเดิมเอาไว้
แม้จะไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมกระแสหลัก แต่ทุกย่านต่างมีเสน่ห์หลากหลาย และบรรยากาศเฉพาะตัวของแต่ละที่ก็น่าจะช่วยปลุกแรงบันดาลใจให้คุณได้ไม่น้อย
ถ้ามีย่านไหนที่รู้สึกถูกใจ ลองหาโอกาสไปเดินสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง