【คู่มือเที่ยวชิโมคิตาซาวะ】ออกเดินทางสู่ย่านต้นกำเนิดซับคัลเจอร์ที่ช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจ

【คู่มือเที่ยวชิโมคิตาซาวะ】ออกเดินทางสู่ย่านต้นกำเนิดซับคัลเจอร์ที่ช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจ

อัปเดต :
เขียนโดย:  GOOD LUCK TRIP

ถ้าอยากลองเดินเล่นในย่านที่มีทั้งความคึกคัก ความสร้างสรรค์ และบรรยากาศเฉพาะตัว “ชิโมคิตาซาวะ” ก็เป็นชื่อที่น่าสนใจมาก
ที่นี่เป็นย่านที่วัฒนธรรมหลากหลายผสมผสานกันอย่างลงตัว และเคยได้รับเลือกให้ติดอันดับต้น ๆ ของการจัดอันดับ “เมืองที่คูลที่สุดในโลก” จากการสำรวจครั้งใหญ่ของนิตยสารนานาชาติ “Time Out” ถึง 2 ครั้ง คืออันดับ 2 และอันดับ 7 จนกลายเป็นย่านที่ถูกจับตามองจากทั่วโลก
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักเสน่ห์ของชิโมคิตาซาวะ พร้อมแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งช้อปปิ้ง และร้านอาหารยอดนิยมที่แม้มาเป็นครั้งแรกก็สนุกได้
หากอยากเที่ยวชิโมคิตาซาวะให้คุ้มแบบ 120% อย่าลืมอ่านจนจบ แล้วค่อยนำข้อมูลไปวางแผนทริปของคุณกันได้เลย

ชิโมคิตาซาวะเป็นสถานที่แบบไหน?

พอออกมาแถวเขตเซตากายะ กรุงโตเกียว คุณจะเจอกับ “ชิโมคิตาซาวะ” ย่านวัฒนธรรมชื่อดังที่เต็มไปด้วยความเป็นอิสระและเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ผู้คนมักเรียกกันติดปากว่า “ชิโมคิตะ” โดยรอบสถานีเต็มไปด้วยร้านค้าและคอมเพล็กซ์เชิงพาณิชย์ทั้งใหม่และเก่าที่อยู่ร่วมกัน พร้อมหล่อหลอมวัฒนธรรมเฉพาะของย่านนี้
เมื่อเดินไปตามถนน คุณจะพบคาเฟ่ ร้านเสื้อผ้ามือสอง แกลเลอรี และร้านวินเทจที่มีสไตล์โดดเด่นเรียงรายอยู่ตลอดทาง
ที่นี่มีจุดน่าสนใจมากมาย มีทั้งการค้นพบใหม่ ๆ และความประหลาดใจ จึงมีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่ตั้งใจมาเดินเล่นสำรวจย่านนี้โดยเฉพาะ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังมีจุดเช็กอินใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาเมือง ทำให้รูปแบบการท่องเที่ยวหลากหลายยิ่งขึ้น
สำหรับชาวญี่ปุ่น ชิโมคิตาซาวะมีภาพลักษณ์ของ “ย่านวัยรุ่น” และ “แหล่งกำเนิดซับคัลเจอร์” และเป็นที่รู้จักในฐานะย่านสร้างสรรค์ที่ดึงดูดผู้คนมีสไตล์
ตลอดทั้งปีมีทั้งการแสดงสด ละครเวที และเทศกาลหลากหลาย จึงเหมาะสำหรับคนที่อยากสัมผัสแรงบันดาลใจแบบร่วมสมัย
นอกจากนี้ยังมีชื่อเสียงในฐานะ “ย่านแห่งการแข่งขันร้านแกงกะหรี่” ที่รวมร้านดังตั้งแต่เก่าแก่ไปจนถึงหน้าใหม่มาแรง
ยังมีทั้งบิสโทรและร้านขนมหวานให้เลือกมากมาย ใครชอบของอร่อยหรือเดินกินระหว่างเที่ยวก็น่าจะถูกใจไม่น้อย

บรรยากาศเมืองบริเวณรอบสถานีชิโมคิตาซาวะ
บรรยากาศเมืองบริเวณรอบสถานีชิโมคิตาซาวะ

ฤดูกาลท่องเที่ยวที่แนะนำของชิโมคิตาซาวะคือช่วงไหน?

ถ้าอยากเดินเที่ยวชิโมคิตาซาวะแบบสบาย ๆ ช่วงที่แนะนำคือฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง เพราะอากาศกำลังดี เดินในเมืองได้สะดวก และมักมีร้านใหม่เปิดจำนวนมาก
ในฤดูใบไม้ผลิ ย่านนี้จะคึกคักด้วยกิจกรรมท้องถิ่น เช่น ตลาดเสื้อผ้ามือสองและเทศกาลศิลปะไดซาวะ ทำให้คุณสัมผัสเทรนด์ของชิโมคิตาซาวะได้ระหว่างเดินเล่น
ที่นั่งเทอเรซของคาเฟ่ก็สบายเป็นพิเศษ จึงเป็นฤดูกาลที่เหมาะทั้งสำหรับท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง และชิมอาหาร
ส่วนฤดูใบไม้ร่วง แม้บรรยากาศโดยรวมจะดูสงบขึ้น แต่ก็มีอีเวนต์ขนาดใหญ่อย่าง “Curry Festival” และ “Moon Art Night” จัดขึ้น ทำให้ทั้งย่านอบอวลไปด้วยบรรยากาศเทศกาลด้านอาหารและวัฒนธรรม
โดยเฉพาะหากตั้งใจมาเดินชิมของอร่อย ฤดูใบไม้ร่วงน่าจะทำให้คุณใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างการแต่งกายในแต่ละฤดูของชิโมคิตาซาวะ

  • ฤดูใบไม้ผลิ (เดือนมีนาคม - เดือนพฤษภาคม): เหมาะกับแจ็กเก็ตบางและเสื้อสเวตเตอร์เนื้อบาง
  • ฤดูร้อน (เดือนมิถุนายน - เดือนสิงหาคม): เสื้อผ้าบางเบาอย่างเสื้อแขนสั้นกำลังพอดี
  • ฤดูใบไม้ร่วง (เดือนกันยายน - เดือนพฤศจิกายน): แจ็กเก็ตบางหรือเสื้อโค้ตบาง ๆ
  • ฤดูหนาว (เดือนธันวาคม - เดือนกุมภาพันธ์): เสื้อโค้ต สเวตเตอร์หนา หรือแจ็กเก็ต

เดินทางไปชิโมคิตาซาวะอย่างไร?

ถ้าจะมาชิโมคิตาซาวะ สถานีที่ใกล้ที่สุดคือ “สถานีชิโมคิตาซาวะ” ของรถไฟโอดะคิวหรือเคโอ
ทั้ง 2 สายตัดกันแบบต่างระดับ โดยสายโอดะคิวอยู่ที่ชั้นใต้ดิน 1 และ 2 ส่วนสายอิโนะกาชิระอยู่ระดับพื้นดิน
สถานีมีทางออกหลายจุด เช่น ทางออกฝั่งตะวันออก ทางออกกลาง และทางออกตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งความสะดวกในการท่องเที่ยวจะแตกต่างกันไปตามทางออกที่เลือกใช้
ดังนั้นจึงแนะนำให้เช็กจุดหมายและทางออกที่ใกล้ที่สุดล่วงหน้า
วิธีเดินทางและระยะเวลาจากสถานีหลักต่าง ๆ ในโตเกียวมายัง “สถานีชิโมคิตาซาวะ” สรุปไว้ในตารางด้านล่าง

จากสถานีโตเกียว ของ JR
นั่ง JR สายชูโอแบบด่วนพิเศษไปยังสถานีชินจูกุ จากนั้นเปลี่ยนไปขึ้นสายโอดะคิวโอดาวาระแบบด่วน (Express) ลงที่สถานีชิโมคิตาซาวะ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
จากสถานีชินจูกุ ของ JR
เดินไปยังสายโอดะคิว (ประมาณ 5 นาที) แล้วขึ้นสายโอดะคิวโอดาวาระแบบด่วน (Express) ลงที่สถานีชิโมคิตาซาวะ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที
จากสถานีอุเอโนะ ของ JR
นั่ง JR สายยามาโนะเตะ วงนอก ไปยังสถานีคันดะ จากนั้นเปลี่ยนไปขึ้น JR สายชูโอแบบด่วนพิเศษไปยังสถานีชินจูกุ แล้วเปลี่ยนไปขึ้นสายโอดะคิวโอดาวาระแบบด่วน (Express) ลงที่สถานีชิโมคิตาซาวะ ใช้เวลาประมาณ 35 นาที
จากสถานีชินากาวะ ของ JR
นั่ง JR สายยามาโนะเตะ วงนอก ไปยังสถานีชิบูยะ จากนั้นเปลี่ยนไปขึ้นสายเคโออิโนะกาชิระแบบด่วน ปลายทางคิจิโจจิ ลงที่สถานีชิโมคิตาซาวะ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
จากสถานีชิบูยะ ของ JR
เดินไปยังสายเคโออิโนะกาชิระ (ประมาณ 5 นาที) แล้วขึ้นสายเคโออิโนะกาชิระแบบด่วน ปลายทางคิจิโจจิ ลงที่สถานีชิโมคิตาซาวะ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที

วิธีการเดินทางหลักสำหรับเที่ยวชิโมคิตาซาวะ

เวลาเที่ยวในชิโมคิตาซาวะ วิธีหลักที่คนส่วนใหญ่นิยมก็คือการเดินเท้า
บริเวณรอบสถานีเป็นย่านขนาดกะทัดรัดที่อัดแน่นไปด้วยร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้ามือสอง และไลฟ์เฮาส์ โดยสถานที่ส่วนใหญ่อยู่ในระยะเดินจากสถานี
การค่อย ๆ เดินสำรวจตามตรอกซอกซอยถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการแวะหลายร้าน เดินชิมอาหาร ตระเวนโรงละครขนาดเล็ก หรือสำรวจพื้นที่ศิลปะ ก็ล้วนเพลิดเพลินได้พร้อมสัมผัสบรรยากาศของเมือง
สำหรับผู้ที่ไม่ถนัดเดินหรือวางแผนเที่ยวเป็นวงกว้าง จักรยานเช่าก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก
มีจุดจอดจักรยานสาธารณะหลายแห่ง สามารถเช่าและคืนผ่านแอปบนสมาร์ตโฟนหรือที่สถานีได้ ช่วยประหยัดเวลาในการเดินทาง

5 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่สัมผัสวัฒนธรรมของชิโมคิตาซาวะได้อย่างเต็มที่

ถ้ามาเที่ยวชิโมคิตาซาวะ แล้วอยากเริ่มจากจุดที่เห็นบรรยากาศของย่านได้ชัด ๆ ลองดูสถานที่ยอดนิยมต่อไปนี้ได้เลย
สถานที่ที่แนะนำทั้งหมดนี้ล้วนเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชิโมคิตาซาวะ ไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดช้อปปิ้งหรือร้านอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่น่าสนใจที่การแสดงออกและวัฒนธรรมหลากหลายมาบรรจบกัน
หลายแห่งตั้งอยู่รอบสถานีชิโมคิตาซาวะ จึงแวะเที่ยวได้ง่าย ลองจัดทริปให้ได้ไปเยือนหลาย ๆ ที่ตามใจชอบดูนะ

1. ถนนการค้าชิโมคิตาซาวะอิจิบังไก

“ถนนการค้าชิโมคิตาซาวะอิจิบังไก” (Shimokitazawa Ichibangai) อยู่ทางเหนือสุดของบริเวณรอบสถานีชิโมคิตาซาวะ และเป็นย่านการค้ายอดนิยมที่มีประวัติยาวนาน ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1939
แม้จะยังคงมีร้านเก่าแก่ที่ชาวท้องถิ่นรักและผูกพันอยู่ทั่วบริเวณ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็มีคาเฟ่และร้านอาหารที่มีเอกลักษณ์เพิ่มขึ้น ทำให้ที่นี่ผสานทั้งความดั้งเดิมและความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว
บนถนนสายนี้ วัฒนธรรมวัยรุ่นและซับคัลเจอร์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน มีทั้งร้านเสื้อผ้ามือสอง ร้านแผ่นเสียง และร้านของใช้จุกจิกสไตล์เฉพาะตัวเรียงราย ให้ความรู้สึกอิสระและมีศิลปะในแบบชิโมคิตาซาวะอย่างชัดเจน
แม้ในวันธรรมดาก็ยังคึกคักด้วยผู้คนมากกว่า 20,000 คนต่อวัน อีกทั้งยังมีงานท้องถิ่นอย่างการเต้นอาวะโอโดริในฤดูร้อน และเทศกาลเท็งงุชิโมคิตาซาวะในฤดูหนาวจัดขึ้นเป็นประจำ จึงเป็นย่านที่เดินเล่นอย่างเดียวก็สนุกได้

ย่านการค้าที่ก่อตั้งในปี 1939 ซึ่งผสานประเพณีกับเทรนด์สมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน
ย่านการค้าที่ก่อตั้งในปี 1939 ซึ่งผสานประเพณีกับเทรนด์สมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน

2. ถนนการค้าทางออกใต้ชิโมคิตาซาวะ

“ถนนการค้าทางออกใต้ชิโมคิตาซาวะ” (Shimokitazawa South Exit Shopping Street) แผ่ขยายอยู่บนถนนสายหลักของย่านชิโมคิตะ ทางฝั่งใต้ของสถานีชิโมคิตาซาวะ สายเคโออิโนะกาชิระ
จุดเด่นของที่นี่คือความหลากหลายที่ผสมผสานทั้งเก่าและใหม่เข้าด้วยกัน พร้อมบรรยากาศเป็นกันเองที่คึกคักตลอดทั้งปี
เดินไปเรื่อย ๆ จะเจอทั้งร้านของจุกจิกน่ารัก ร้านเสื้อผ้ามือสองที่มีเอกลักษณ์ ร้านอาหารแบบดั้งเดิม และอิซากายะสไตล์ท้องถิ่นที่ชาวย่านนี้คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
กลางวันเหมาะกับการช้อปปิ้งและตระเวนคาเฟ่ ส่วนกลางคืนก็มีเสน่ห์อีกแบบ ทั้งบาร์ฮอปปิงและชมการแสดงสด
เพราะมีร้านค้าหลากหลายประเภทมารวมตัวกัน ที่นี่จึงเหมาะสำหรับคนที่อยากมองหาของหายากหรือไอเทมชิ้นเดียวในโลกด้วย

ย่านการค้าที่โดดเด่นด้วยความหลากหลายและบรรยากาศเป็นกันเอง
ย่านการค้าที่โดดเด่นด้วยความหลากหลายและบรรยากาศเป็นกันเอง

3. ชิโมคิตะเซ็นโรกาอิ อะคิจิ

“อะคิจิ” (Akichi) ในโครงการชิโมคิตะเซ็นโรกาอิ (Shimokita Senrogai) ที่เกิดขึ้นบนพื้นที่เดิมของรางรถไฟสายโอดะคิว เป็นพื้นที่กลางแจ้งแบบเปิดกว้างภายใต้คอนเซ็ปต์ “สนามเล่นอิสระที่ทุกคนช่วยกันสร้าง”
ภายในมีทั้งลานหญ้าเทียมและตู้คอนเทนเนอร์สีเทา ถ่ายทอดบรรยากาศลานว่างแบบดั้งเดิมให้ร่วมสมัยขึ้น จนกลายเป็นสถานที่ที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถมานั่งพักผ่อนกันได้อย่างอิสระ
เสน่ห์ของที่นี่คือมีร้านแบบเคลื่อนที่และร้านเปิดระยะเวลาจำกัดอยู่บ่อยครั้ง ทำให้มาเมื่อไรก็มีอะไรใหม่ ๆ ให้ค้นพบ
นอกจากนี้ยังมีการจัดอีเวนต์ข้ามหลายแนวอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตกลางแจ้ง นิทรรศการศิลปะ เวิร์กช็อป ฟู้ดทรัก และเทศกาลตามฤดูกาล
จึงเป็นพื้นที่ที่ให้ความสนุกแตกต่างกันไปตามโอกาส และยังทำหน้าที่เป็นฐานของชุมชนและพื้นที่สำหรับความท้าทายใหม่ ๆ อีกด้วย

พื้นที่กลางแจ้งที่สนุกกับอีเวนต์หลากหลายได้
พื้นที่กลางแจ้งที่สนุกกับอีเวนต์หลากหลายได้

4. reload(รีโหลด)

“reload” เป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ตั้งอยู่ในโซนหลักของชิโมคิตะเซ็นโรกาอิ และประกอบด้วยอาคารแยกแบบติดถนนทั้งหมด 24 หลัง
ต่างจากศูนย์การค้าแบบอาคารขนาดใหญ่ทั่วไป จุดเด่นที่สุดคือแต่ละโซนดำเนินการในรูปแบบย่านร้านค้าที่มองเห็นตัวตนของเจ้าของร้านได้อย่างชัดเจน
อาคารต่าง ๆ เรียงรายอย่างกลมกลืนไปกับสถานีและเมือง ให้ความรู้สึกคึกคักและสนุกเหมือนได้เดินเล่นตามตรอกซอกซอยในแบบฉบับชิโมคิตาซาวะ
ภายในรวบรวมร้านคัดสรรสินค้าที่พิถีพิถัน คาเฟ่ท้องถิ่น และร้านหลากหลายสไตล์ อีกทั้งยังมีที่นั่งเทอเรซและม้านั่งกระจายอยู่หลายจุดให้นั่งพักได้อย่างอิสระ
นอกจากนี้ยังมีป๊อปอัปสโตร์แบบระยะเวลาจำกัด ทำให้คุณได้สัมผัสทั้งวัฒนธรรมอันหลากหลายและเทรนด์ใหม่ ๆ ของชิโมคิตาซาวะ

พื้นที่เชิงพาณิชย์ที่มีเอกลักษณ์และสวยงามแม้ในยามค่ำคืน
พื้นที่เชิงพาณิชย์ที่มีเอกลักษณ์และสวยงามแม้ในยามค่ำคืน

5. BONUS TRACK

“BONUS TRACK” ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างสถานีชิโมคิตาซาวะและสถานีเซตากายะไดตะ เป็นย่านการค้ารูปแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นจากพื้นที่เดิมของรางรถไฟ
ลักษณะเด่นของการบริหารที่นี่คือการให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงกับชุมชน โดยมีทั้งอาคารพาณิชย์และบ้านพักอาศัยแบบใช้เป็นร้านค้าได้ (SOHO) เรียงรายอยู่ด้วยกัน
ภายในมีร้านประมาณ 14 ร้าน แต่ไม่มีร้านเชนเลย ทุกแห่งเป็นร้านขนาดเล็กที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและมองเห็นตัวตนของเจ้าของร้านได้ชัดเจน
ในพื้นที่เปิดโล่งและลานกลางแจ้งสามารถนั่งพักได้ตามสบาย อีกทั้งยังใช้ “พื้นที่ว่างของเมือง” ที่ตั้งใจเหลือไว้จัดตลาดและนิทรรศการอยู่บ่อยครั้ง
ที่นี่ยังเป็นพื้นที่แห่งความท้าทายใหม่ ๆ และกิจกรรมหลากหลาย จึงเหมาะสำหรับผู้ที่อยากรับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในแบบชิโมคิตาซาวะ

ย่านการค้ารูปแบบใหม่ที่เรียงรายด้วยร้านอิสระมากเอกลักษณ์
ย่านการค้ารูปแบบใหม่ที่เรียงรายด้วยร้านอิสระมากเอกลักษณ์

ปลุกแรงบันดาลใจ! 8 แหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมในชิโมคิตาซาวะ

ถ้าอยากเดินดูร้านเด่น ๆ ของชิโมคิตาซาวะเป็นพิเศษ จุดต่อไปนี้คือแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมที่หลายคนแวะกัน
ส่วนใหญ่เป็นร้านขนาดเล็กที่บริหารโดยเจ้าของเองหรือผูกพันกับชุมชนท้องถิ่น แต่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว และยังครอบคลุมหลายแนว เพียงแค่แวะไปก็น่าจะได้พบทั้งประสบการณ์ใหม่และความสนุกที่คาดไม่ถึง

1. มิกัง ชิโมคิตะ

เดินออกจากสถานีชิโมคิตาซาวะ สายเคโออิโนะกาชิระมาไม่นาน ก็จะเจอกับคอมเพล็กซ์ใต้ทางรถไฟยกระดับ “มิกัง ชิโมคิตะ” ที่แบ่งออกเป็น 5 โซน ได้แก่ A–E
เลย์เอาต์ของที่นี่โดดเด่นราวกับเป็นกลุ่มร้านติดถนนเรียงรายกัน ทำให้คุณเพลิดเพลินกับการเดินเล่นช้อปปิ้ง รับประทานอาหารที่ร้านอาหาร หรือใช้เวลาตามสไตล์ของตัวเองได้อย่างเต็มที่
ภายในมีร้านประมาณ 20 ร้าน ครอบคลุมทั้งเสื้อผ้า อาหาร และไลฟ์สไตล์อย่างหลากหลาย

คอมเพล็กซ์ที่ให้บรรยากาศเหมือนมีร้านติดถนนเรียงราย พร้อมอัปเดตเทรนด์ด้านแฟชั่น อาหาร และไลฟ์สไตล์
คอมเพล็กซ์ที่ให้บรรยากาศเหมือนมีร้านติดถนนเรียงราย พร้อมอัปเดตเทรนด์ด้านแฟชั่น อาหาร และไลฟ์สไตล์

2. ชิโมคิตะเอกิอุเอะ

“ชิโมคิตะเอกิอุเอะ” เป็นศูนย์การค้าที่ตั้งอยู่เหนือสถานีชิโมคิตาซาวะของสายโอดะคิวโดยตรง
ด้วยบรรยากาศสว่างโปร่งจากโถงสูงแบบเปิดโล่ง ทำให้ที่นี่ได้รับความนิยมในฐานะสัญลักษณ์ใหม่ของชิโมคิตาซาวะนับตั้งแต่เปิดเมื่อปี 2019
เสน่ห์ของที่นี่คือคอนเซ็ปต์ “UP! (Shimokita Agaru)” ที่ใช้ประโยชน์จากทำเลเหนือสถานีได้อย่างเต็มที่ ทั้งความสะดวกในการเดินเชื่อมต่อและความคึกคักมีชีวิตชีวา
ภายในมีร้านหลากหลายรวม 16 ร้าน ทั้งคาเฟ่สำหรับมื้อเช้า ร้านอาหารนานาชาติที่แวะได้ทั้งกลางวันและกลางคืน รวมถึงร้านต้นไม้ จึงเหมาะทั้งสำหรับครอบครัวและการมาสังสรรค์กับเพื่อน
อีกจุดเด่นคือมีภาพจิตรกรรมฝาผนังและมุมถ่ายรูปที่เหมาะกับการลงโซเชียล ให้ได้สัมผัสวัฒนธรรมศิลปะในแบบชิโมคิตาซาวะด้วย

ศูนย์การค้าที่เชื่อมตรงกับสถานี เดินทางสะดวกมาก
ศูนย์การค้าที่เชื่อมตรงกับสถานี เดินทางสะดวกมาก

3. โทโยฮยัคคะเต็น อาคารแยก

“โทโยฮยัคคะเต็น อาคารแยก” ตั้งอยู่ภายในคอมเพล็กซ์ “มิกัง ชิโมคิตะ” ใต้ทางรถไฟยกระดับของสถานีชิโมคิตาซาวะ สายเคโออิโนะกาชิระ และทำหน้าที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของเมืองชิโมคิตาซาวะที่ขึ้นชื่อว่าเป็นย่านซับคัลเจอร์
ภายในรวมร้านไว้ 6 ร้าน สินค้ามีให้เลือกหลากหลายทั้งเสื้อผ้ามือสอง ของใช้จุกจิก และเครื่องประดับ โดยเสน่ห์สำคัญคือแต่ละร้านมีคาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน ร้าน “3 Biki no Koneko” จำหน่ายเสื้อผ้ามือสองผู้หญิงตามเทรนด์ในราคาย่อมเยา ส่วน “SMOG” มีเสื้อผ้ามือสองจากช่วงปี 1980–2000 โดยเน้นเสื้อฟุตบอลเป็นพิเศษ ขณะที่ร้านคัดสรร “A gem” นำเสนอเสื้อผ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากลายญี่ปุ่นและอนิเมะ

ร้านรวมที่เดินดูได้ทั้งเสื้อผ้ามือสองและของจุกจิกในที่เดียว เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบชิโมคิตาซาวะ
ร้านรวมที่เดินดูได้ทั้งเสื้อผ้ามือสองและของจุกจิกในที่เดียว เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบชิโมคิตาซาวะ

4. NEW YORK JOE EXCHANGE สาขาชิโมคิตาซาวะ

“NEW YORK JOE EXCHANGE” เป็นร้านเสื้อผ้ามือสองยอดนิยมเป็นพิเศษในย่านชิโมคิตะ
ตัวร้านรีโนเวตมาจากอาคารโรงอาบน้ำสาธารณะในอดีต ภายในจึงอบอวลด้วยบรรยากาศย้อนยุคจากแสงนีออนและกระเบื้อง ให้การช้อปปิ้งมีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร
สินค้ามีให้เลือกหลากหลายโดยไม่จำกัดเฉพาะยุคหรือแบรนด์ ตั้งแต่สไตล์ลำลองไปจนถึงไอเทมวินเทจ
โดยทั่วไปสินค้าส่วนใหญ่ราคาไม่เกิน 10,000 เยน และมีราคาเฉลี่ยประมาณ 2,000–3,000 เยน จึงหาซื้อเสื้อผ้ามือสองเก๋ ๆ ได้ง่ายในราคาสบายกระเป๋า
อีกทั้งยังเป็นร้านที่ปล่อยให้ลูกค้าเดินดูและลองเสื้อผ้าได้อย่างอิสระโดยไม่มีการบริการที่มากเกินไป จึงค่อย ๆ เลือกของในจังหวะของตัวเองได้สบาย

ร้านที่ให้คุณสนุกกับการเลือกเสื้อผ้ามือสองท่ามกลางบรรยากาศย้อนยุค (ภาพใช้เพื่อประกอบการอธิบาย)
ร้านที่ให้คุณสนุกกับการเลือกเสื้อผ้ามือสองท่ามกลางบรรยากาศย้อนยุค (ภาพใช้เพื่อประกอบการอธิบาย)

5. ฟลามิงโก สาขาชิโมคิตาซาวะ

“ฟลามิงโก” เป็นร้านเสื้อผ้ามือสองภายใต้คอนเซ็ปต์ “ร้านวินเทจที่เข้าถึงได้ง่าย” โดยเน้นสินค้าที่คัดซื้อมาจากอเมริกาและยุโรปในช่วงปี 1960–1990
ในย่านนี้ยังมีสาขาอื่นอีกหลายแห่ง เช่น 2nd และ 3rd ทำให้เดินเลือกดูสินค้าหลากหลายได้ต่อเนื่อง ตั้งแต่เสื้อคลุม เสื้อเชิ้ต เดนิม ไปจนถึงเครื่องประดับ
ภายในร้านมีเสื้อผ้ามือสองสภาพดีให้เลือกทั้งผู้ชายและผู้หญิง และด้วยการหมุนเวียนสินค้าที่รวดเร็ว ทุกครั้งที่มาเยือนจึงมีความตื่นเต้นที่จะได้เจอไอเทมใหม่หรือของดีซ่อนอยู่เสมอ
นอกจากนี้ร้านยังตกแต่งอย่างมีสไตล์ด้วยเฟอร์นิเจอร์แอนทีคและของตกแต่งแนวย้อนยุค ทำให้แค่แวะเข้ามาก็เพลิดเพลินได้แล้ว

ร้านวินเทจที่สังเกตได้จากป้ายไฟนีออนรูปฟลามิงโก (ภาพใช้เพื่อประกอบการอธิบาย)
ร้านวินเทจที่สังเกตได้จากป้ายไฟนีออนรูปฟลามิงโก (ภาพใช้เพื่อประกอบการอธิบาย)

6. BIG TIME ชิโมคิตาซาวะ

“BIG TIME” เป็นร้านที่มีหลายสาขาทั่วญี่ปุ่น โดยเน้นพื้นที่คันโตเป็นหลัก สาขาชิโมคิตาซาวะตั้งอยู่ในตรอกที่แยกเข้าไปจากถนนคามาคุระ และเป็นหนึ่งในร้านยอดนิยมมากเป็นพิเศษในย่านรอบสถานีที่มีร้านเสื้อผ้ามือสองอยู่มากมาย
ภายในร้าน 2 ชั้นอัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้ามือสองและไอเทมวินเทจคุณภาพดีจากช่วงปี 1950–1990 ที่ผู้ซื้อของร้านคัดมาจากอเมริกาและยุโรป
โดยเฉพาะสินค้าจากช่วงปี 1950–1970 ได้รับคำชมว่าทั้งสภาพดีและมีให้เลือกหลากหลาย

ร้านเสื้อผ้ามือสองยอดนิยมในชิโมคิตาซาวะที่รวมแฟชั่นนำเข้าคุณภาพสูงจากช่วงปี 1950–1990
ร้านเสื้อผ้ามือสองยอดนิยมในชิโมคิตาซาวะที่รวมแฟชั่นนำเข้าคุณภาพสูงจากช่วงปี 1950–1990

7. Tokyo Retro a.m.a.store

ร้านคัดสรรอินทีเรียร์สไตล์เรโทรที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ แม้อยู่ในชิโมคิตาซาวะซึ่งเต็มไปด้วยร้านแอนทีคและร้านเสื้อผ้ามือสองมากมาย
แม้จะมีของเก่าตั้งแต่ยุคเมจิและไทโช แต่หัวใจหลักของร้านคือสินค้าที่ผลิตในยุคโชวะซึ่งมีสีสันสดใสและดีไซน์ป๊อป ภายในร้านตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และของจุกจิกวางอยู่ทั่วทุกมุม ให้บรรยากาศเหมือนกล่องของเล่น
เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ เช่น โซฟา ไซด์บอร์ด และตู้เก็บจาน ล้วนมีพลังดึงดูดมากพอจะเปลี่ยนบรรยากาศของห้องได้ในทันที

ร้านคัดสรรเฟอร์นิเจอร์และของใช้แนวโชวะเรโทรที่ทั้งชวนคิดถึงและดูใหม่ในเวลาเดียวกัน
ร้านคัดสรรเฟอร์นิเจอร์และของใช้แนวโชวะเรโทรที่ทั้งชวนคิดถึงและดูใหม่ในเวลาเดียวกัน

8. NANSEI PLUS

“NANSEI PLUS” เป็นคอมเพล็กซ์ที่ตั้งอยู่ใกล้ทางออกตะวันตกเฉียงใต้ของสถานีชิโมคิตาซาวะ
มีจุดเด่นคือการออกแบบภายใต้ธีม “เลานจ์ของเมือง” โดยมีอาคาร “(tefu) lounge” สูง 5 ชั้นเป็นแกนหลัก
ภายในมีทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตแนวธรรมชาติ คาเฟ่ มินิเธียเตอร์ และแชร์ออฟฟิศ จึงเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ที่รองรับทั้งการพบปะ ธุรกิจ และวัฒนธรรม
ด้านนอกยังมีลานสีเขียว “โนะโนะฮาระ” ร้านทำสวน “ชิโมคิตะเอ็นเกบุ โนะโนะโกะยะ” และแกลเลอรีศิลปะ “SRR Projects” ให้ใช้เวลาได้อย่างเพลิดเพลินตลอดวัน

คอมเพล็กซ์ที่ให้คุณใช้เวลาพักผ่อนได้สบาย ๆ ในบรรยากาศท้องถิ่นอันอบอุ่น
คอมเพล็กซ์ที่ให้คุณใช้เวลาพักผ่อนได้สบาย ๆ ในบรรยากาศท้องถิ่นอันอบอุ่น

ทั้งบรรยากาศและรสชาติชวนหลงใหล! 5 ร้านอาหารยอดนิยมในชิโมคิตาซาวะ

ถ้าเดินเที่ยวจนเริ่มหิว รอบสถานีชิโมคิตาซาวะก็มีร้านอาหารน่าสนใจให้แวะอยู่หลายแห่ง และต่อไปนี้คือร้านยอดนิยมที่คัดมาแนะนำแบบเน้น ๆ
ทุกร้านล้วนก้าวข้ามกรอบของแนวอาหารแบบเดิม ๆ และนำเสนอเมนูสร้างสรรค์ที่เต็มไปด้วยไอเดียและความพิถีพิถันของเชฟหรือเจ้าของร้าน
อาหารแต่ละจานเริ่มจากการคัดสรรวัตถุดิบอย่างใส่ใจ แล้วค่อยพาไปต่อด้วยบรรยากาศร้านที่ออกแบบได้อย่างมีเอกลักษณ์ในสไตล์ชิโมคิตาซาวะ ทำให้การมารับประทานอาหารเป็นเหมือนการได้สัมผัสวัฒนธรรมไปพร้อมกัน
หากมีร้านไหนถูกใจ ลองแวะไปสัมผัสด้วยตัวเองดูนะ

1. lumielune

“lumielune” (ลูมิเอลเนอ) เป็นเฟรนช์บิสโทรที่ตั้งอยู่ระหว่างชิโมคิตาซาวะกับฮิงาชิคิตาซาวะ
ด้วยการตกแต่งภายในที่ใช้ไม้และอิฐให้บรรยากาศอบอุ่น จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับเดตของผู้ใหญ่ที่อยากใช้ค่ำคืนแบบพิเศษขึ้นอีกนิด
เสน่ห์ของร้านคืออาหารบิสโทรสไตล์แท้ ๆ จากเชฟฝีมือดีที่สั่งสมประสบการณ์จากร้านชื่อดัง
ร้านนี้ได้รับคำชมเป็นพิเศษเรื่องเมนูผักออร์แกนิกและการใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล โดยสามารถลิ้มรสอาหารที่ละเอียดอ่อนและดีต่อสุขภาพได้ทั้งในรูปแบบคอร์สและอะลาคาร์ตที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน
นอกจากนี้ยังมีไวน์มากกว่า 500 ชนิด โดยเน้นไวน์ธรรมชาติ (Vin Nature) และพนักงานก็พร้อมแนะนำไวน์ที่เข้ากับฤดูกาลและอาหารอย่างใส่ใจอีกด้วย

เพลิดเพลินกับเมนูอะลาคาร์ตหลากหลายและไวน์ธรรมชาติ (ภาพใช้เพื่อประกอบการอธิบาย)
เพลิดเพลินกับเมนูอะลาคาร์ตหลากหลายและไวน์ธรรมชาติ (ภาพใช้เพื่อประกอบการอธิบาย)

2. Curry Spice Gelateria KALPASI

“Curry Spice Gelateria KALPASI” (คัลปาชิ) เป็นร้านเฉพาะทางด้านแกงกะหรี่และเจลาโตเครื่องเทศที่เปิดในชิโมคิตาซาวะในฐานะร้านสาขาในเครือของร้านหลัก “Kalpasi” ที่ย่านจิโตเสะฟุนาบาชิ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นร้านจองยาก
เมนูจะเปลี่ยนรายวันและรายสัปดาห์ โดยลูกค้าสามารถเลือกจัดชุดได้อย่างอิสระตั้งแต่ 2–4 ชนิด เสิร์ฟมาเป็นจานพร้อมข้าวหอมมะลิและเครื่องเคียง
นอกจากเมนูยอดนิยมประจำอย่าง “Lemon Chicken” และ “Sri Lanka Pork” แล้ว ยังมีแกงกะหรี่เครื่องเทศจากหลายประเทศ และจะมีอย่างน้อย 1 รายการที่เป็นมังสวิรัติอยู่เสมอ
อีกทั้งเจลาโตเครื่องเทศก็มีให้เลือกหลายรสชาติ และได้รับคำชมว่าเป็นของหวานที่ช่วยเสริมรสชาติหลังทานแกงกะหรี่ได้อย่างยอดเยี่ยมจนหารสแบบนี้จากร้านอื่นได้ยาก

ร้านเฉพาะทางที่ได้ลิ้มลองทั้งแกงกะหรี่เครื่องเทศและเจลาโต (ภาพใช้เพื่อประกอบการอธิบาย)
ร้านเฉพาะทางที่ได้ลิ้มลองทั้งแกงกะหรี่เครื่องเทศและเจลาโต (ภาพใช้เพื่อประกอบการอธิบาย)

3. โออิชิอิ คาเร

ร้านแกงกะหรี่เครื่องเทศบรรยากาศลับ ๆ ที่อยู่ห่างจากสถานีชิโมคิตาซาวะเพียงไม่กี่นาทีเดิน สังเกตได้จากผนังสังกะสีสีน้ำเงินและป้ายขนาดเล็ก
ร้านนี้ไม่มีชื่อทางการและเป็นที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า “โออิชิอิ คาเร” (Oishii Curry) จากภายนอกอาจมองหาได้ยาก จึงควรสังเกตให้ดีเมื่อแวะมา
ที่นี่นำแกงกะหรี่อินเดียมาเป็นฐาน แล้วผสมผสานองค์ประกอบของอาหารฝรั่งเศสและอาหารญี่ปุ่นได้อย่างชาญฉลาด จนเกิดเป็นแกงกะหรี่ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เมนูยอดนิยมคือ “ชุด 4 ชนิด” และ “ชุด 3 ชนิด” ที่ช่วยให้ได้ลองหลายรสชาติเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยนิยมทานคู่กับเครื่องเคียงและข้าวหอมมะลิ
ในบรรดาเมนูทั้งหมด “Chicken Curry” ที่ใช้รสน้ำสต็อกไก่ และ “Coconut Veg Curry” ที่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่เป็นพิเศษ ได้รับความนิยมมากเพราะทานง่ายแต่มีรสลึกซึ้งชวนติดใจ

ลิ้มลองแกงกะหรี่อร่อย ๆ ที่ร้านแกงกะหรี่เครื่องเทศบรรยากาศลับเฉพาะตัว (ภาพใช้เพื่อประกอบการอธิบาย)
ลิ้มลองแกงกะหรี่อร่อย ๆ ที่ร้านแกงกะหรี่เครื่องเทศบรรยากาศลับเฉพาะตัว (ภาพใช้เพื่อประกอบการอธิบาย)

4. abill

“abill” ที่ซ่อนตัวอยู่ในตรอกของชิโมคิตาซาวะ เป็นบิสโทรและไวน์บาร์ที่ชวนให้นึกถึงเมืองชนบทในยุโรป
บรรยากาศอบอุ่นแบบโฮมมีที่ดูแลโดยคู่สามีภรรยาให้ความสบายแบบไม่ต้องเกร็ง ทั้งการตกแต่ง ดนตรีพื้นหลัง และการบริการที่เป็นกันเอง ล้วนทำให้ลูกค้าประทับใจ
อาหารของที่นี่ไม่ยึดติดกับกรอบหรือรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง มีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ทาปาสสไตล์ฝรั่งเศสและสเปน ไปจนถึงเมนูจริงจังแบบบิสโทร
ทุกจานทำอย่างพิถีพิถันจากวัตถุดิบตามฤดูกาลที่คัดมาจากทั่วญี่ปุ่น โดยเมนูยอดนิยมคือ “ไก่กงฟี” และ “คร็อกมาดาม”
นอกจากนี้ไวน์ธรรมชาติที่เชฟคัดสรรมาอย่างดีให้เข้ากับอาหารก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญของร้าน ทำให้ที่นี่เหมาะมากสำหรับผู้ที่อยากดื่มด่ำกับการจับคู่ไวน์และอาหาร

บิสโทรบาร์ในชิโมคิตาซาวะที่คุณจะได้ลิ้มลองอาหารจริงจังจากเชฟชาวสเปนพร้อมไวน์ธรรมชาติ
บิสโทรบาร์ในชิโมคิตาซาวะที่คุณจะได้ลิ้มลองอาหารจริงจังจากเชฟชาวสเปนพร้อมไวน์ธรรมชาติ

5. แซลมอนแอนด์เทราต์

“แซลมอนแอนด์เทราต์” (Salmon and Trout) ร้านอาหารคัปโปะขนาดกะทัดรัด 12 ที่นั่งริมถนนชาซาวะ สังเกตได้จากประตูเหล็กสีแดง อยู่ห่างจากชิโมคิตาซาวะประมาณ 10 นาทีโดยการเดิน
จุดเด่นของร้านคือเมนูสร้างสรรค์ที่ผสมผสานภูมิอากาศ วัฒนธรรมการหมัก และสมุนไพรจากหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก พร้อมเครื่องดื่มแพริ่งที่ออกแบบมาให้เข้ากันอย่างลงตัว
เมนูมีเพียง “โอมากาเสะคอร์ส” แบบเปลี่ยนทุกเดือนเท่านั้น โดยสิ่งที่จะได้ทานในวันนั้นเป็นความลุ้นสนุกหน้างาน ※ เปิดให้บริการเฉพาะมื้อเย็นและต้องจองล่วงหน้า
วัตถุดิบมีตั้งแต่ผัก อาหารทะเล ไปจนถึงเนื้อสัตว์ป่า เช่น กวางและหมูป่า อีกทั้งการปรุงรสและวิธีทำยังผสานกลิ่นอายของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าไปด้วย ทำให้ทุกจานเต็มไปด้วยความเซอร์ไพรส์และลูกเล่นน่าสนุก
อาหารที่ฉีกกรอบเดิม ๆ และสะท้อนพลังสร้างสรรค์ของเชฟได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก

ร้านอาหารคัปโปะที่ให้คุณดื่มด่ำกับคอร์สอาหารอันประณีต (ภาพใช้เพื่อประกอบการอธิบาย)
ร้านอาหารคัปโปะที่ให้คุณดื่มด่ำกับคอร์สอาหารอันประณีต (ภาพใช้เพื่อประกอบการอธิบาย)

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเที่ยวชิโมคิตาซาวะ

Q

ถ้ามีเวลาน้อย แต่อยากเที่ยวชิโมคิตาซาวะให้คุ้ม ควรไปที่ไหนดี?

A

แนะนำย่านอย่าง “ถนนการค้าชิโมคิตาซาวะอิจิบังไก” และ “ถนนการค้าทางออกใต้ชิโมคิตาซาวะ” ซึ่งรวมทั้งร้านเสื้อผ้ามือสอง โรงละครขนาดเล็ก คาเฟ่ และร้านค้าต่าง ๆ ไว้ในพื้นที่เดียว ทำให้สัมผัสบรรยากาศของชิโมคิตาซาวะได้ง่ายและครบถ้วน

Q

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ชิโมคิตาซาวะได้รับความนิยม?

A

เพราะเป็นแหล่งกำเนิดซับคัลเจอร์ที่รวมเสน่ห์หลากหลายไว้ในที่เดียว ทั้งการตระเวนร้านเสื้อผ้ามือสอง การเดินชิมของอร่อย และการชมการแสดงสด อีกทั้งยังมีบรรยากาศเมืองที่อิสระ เปิดกว้าง และทุกคนเข้าถึงได้ง่าย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ย่านนี้ได้รับความนิยม

บทสรุป

ชิโมคิตาซาวะเป็นย่านที่เดินแล้วมักได้เจออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คาดไม่ถึงอยู่เสมอ และบทความนี้ก็ได้พาไปรู้จักเสน่ห์ของที่นี่ในฐานะแหล่งกำเนิดซับคัลเจอร์ พร้อมแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งช้อปปิ้ง และร้านอาหารยอดนิยมเป็นหลัก
ตัวย่านมีขนาดกะทัดรัด เดินออกจากสถานีแล้วแค่เลี้ยวเข้าตรอกไปเล็กน้อย ก็จะพบร้านค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเรียงรายต่อเนื่องกันไป
เสน่ห์ของที่นี่คือความหลากหลายของแนวร้าน และบรรยากาศเฉพาะที่ผสานร้านใหม่กับร้านเก่าแก่ได้อย่างลงตัว
ไม่ว่าคุณจะเลือกเดินเที่ยวแบบไหน ประสบการณ์ที่ได้ย่อมแตกต่างกันไป แต่เชื่อว่าคุณจะได้เติมแรงบันดาลใจให้ตัวเองผ่านแฟชั่น ดนตรี และศิลปะอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ หากอยากหาข้อมูลแบบครบถ้วนเกี่ยวกับจุดท่องเที่ยวยอดฮิต ร้านอาหารดัง และที่พักยอดนิยมในโตเกียว บทความนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ลองกดเข้าไปดูกันได้เลย