
【คู่มือท่องเที่ยวญี่ปุ่น】สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม จุดเช็กอินคลาสสิก และอาหารที่ไม่ควรพลาดสำหรับทริปแรก
ถ้ากำลังมองหาจุดหมายที่เที่ยวได้หลากหลาย ญี่ปุ่นก็มักเป็นชื่อแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง ทั้งจุดชมวิวสวยงามที่เปลี่ยนบรรยากาศไปตามฤดูกาล อาหารรสเลิศ รวมถึงสถานที่ที่ให้สัมผัสวัฒนธรรมดั้งเดิมและประวัติศาสตร์
บทความนี้จะพาไปรู้จักเสน่ห์ของญี่ปุ่น พร้อมแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม จุดชมวิวสวย ๆ และข้อมูลสำคัญที่ควรรู้เพื่อให้เที่ยวญี่ปุ่นได้อย่างเต็มอิ่ม
สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยไปญี่ปุ่น บทความนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำความรู้จักประเทศนี้
ส่วนใครที่เคยไปญี่ปุ่นมาแล้ว การอ่านบทความนี้อาจช่วยให้คุณได้พบเสน่ห์และสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยรู้จักมาก่อน
ญี่ปุ่น ดินแดนที่เต็มไปด้วยเสน่ห์หลากหลายทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอาหาร
หากมองภาพรวม ญี่ปุ่นคือจุดหมายที่มีเสน่ห์หลายด้านในประเทศเดียว ประกอบด้วยเกาะฮอกไกโด ฮอนชู ชิโกกุ คิวชู โอกินาวะ และเกาะเล็กเกาะน้อยโดยรอบ จึงเป็นประเทศหมู่เกาะอย่างแท้จริง
ญี่ปุ่นมี 4 ฤดูกาลในรอบ 1 ปี ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว
ลักษณะเด่นคือการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลค่อนข้างชัดเจนทุก ๆ 3 เดือน ทำให้ทิวทัศน์ธรรมชาติและอาหารตามฤดูกาลที่ได้พบในแต่ละช่วงแตกต่างกันออกไป
แม้จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเดียวกัน แต่ก็ให้เสน่ห์ต่างกันไปตามฤดูกาล
ญี่ปุ่นไม่ได้มีเพียงทะเลล้อมรอบเท่านั้น แต่ยังมีภูเขามากมาย จึงมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่หลากหลายให้เพลิดเพลิน
ส่วนเมืองเก่า สิ่งปลูกสร้างทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเฉพาะตัวของญี่ปุ่น เช่น ซับคัลเจอร์ ก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญ
อีกสิ่งที่พลาดไม่ได้เมื่อมาเที่ยวญี่ปุ่นก็คืออาหารญี่ปุ่น
อย่าลืมลองสัมผัสวัฒนธรรมอาหารและเมนูท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคด้วย
ญี่ปุ่นยังเป็นที่รู้จักทั่วโลกว่าเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง จึงเที่ยวได้อย่างสบายใจ
แม้ระยะเวลาเดินทางจะแตกต่างกันไปตามสนามบินที่ใช้ แต่จากไต้หวันสามารถเดินทางไปโตเกียวได้ในเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
หากคุณยังไม่เคยไปญี่ปุ่น ลองใช้บทความนี้เป็นแนวทางวางแผนทริป เพื่อออกไปสัมผัสประเทศที่ทั้งเดินทางสะดวก ปลอดภัย และเต็มไปด้วยเสน่ห์หลากหลายแห่งนี้

ทำความรู้จัก 8 ภูมิภาคและ 47 จังหวัดของญี่ปุ่นที่ควรรู้ก่อนเดินทาง
ก่อนวางแผนเที่ยว ลองทำความรู้จักภาพรวมของญี่ปุ่นกันสักนิด ประเทศนี้แบ่งออกเป็น 8 ภูมิภาค และ 47 จังหวัดที่ประกอบกันเป็นแต่ละภูมิภาค
หากทำความเข้าใจลักษณะเด่นของแต่ละภูมิภาค รวมถึงฮอกไกโดและโอกินาวะจากตารางด้านล่าง ก็จะช่วยให้คุณเลือกจุดหมายที่ถูกใจและวางแผนทริปได้ง่ายขึ้น
- ฮอกไกโด
- ฮอกไกโดตั้งอยู่ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น เป็นเกาะที่มีพื้นที่คิดเป็นประมาณ 20% ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ อุดมไปด้วยธรรมชาติ และขึ้นชื่อเรื่องอาหารอร่อยมากมาย ทั้งอาหารทะเลสดจากทะเลรอบเกาะ รวมถึงผลิตภัณฑ์นมอย่างนมและเนยจากการทำปศุสัตว์
- ภูมิภาคโทโฮคุ
- ภูมิภาคโทโฮคุตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะฮอนชู ประกอบด้วยจังหวัดอาโอโมริ อาคิตะ อิวาเตะ มิยางิ ยามากาตะ และฟุกุชิมะ มีทั้งปราสาทฮิโรซากิซึ่งเป็นจุดชมซากุระชื่อดัง และโออุจิจูกุ เมืองเก่าสมัยเอโดะที่ยังคงบรรยากาศดั้งเดิมไว้ได้อย่างน่าประทับใจ
- ภูมิภาคคันโต
- ภูมิภาคคันโตตั้งอยู่ทางตะวันออกของเกาะฮอนชู ประกอบด้วยจังหวัดอิบารากิ โทจิงิ กุนมะ ไซตามะ ชิบะ โตเกียว และคานางาวะ โตเกียวซึ่งเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นมีประชากรมากและเป็นศูนย์กลางของกระแสนิยม นอกจากนี้ยังมีสถานที่ทางประวัติศาสตร์มากมาย เช่น โรงงานปั่นไหมโทมิโอกะและศาลเจ้านิกโก้โทโชกู ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
- ภูมิภาคชูบุ
- ภูมิภาคชูบุตั้งอยู่ตอนกลางของเกาะฮอนชู ประกอบด้วยจังหวัดยามานาชิ นากาโนะ กิฟุ ชิซูโอกะ และไอจิ โดยมีนครนาโกย่าเป็นเมืองใหญ่ที่สุด และยังเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมของญี่ปุ่น และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม
- ภูมิภาคโฮคุริคุ
- ภูมิภาคโฮคุริคุตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของเกาะฮอนชู หันหน้าออกสู่ทะเลญี่ปุ่น ประกอบด้วยจังหวัดนีงาตะ โทยามะ อิชิกาวะ และฟุกุอิ ที่นี่มีทั้งเส้นทางท่องเที่ยวภูเขาขนาดใหญ่ระดับโลกอย่างเส้นทางอัลไพน์ทาเทยามะคุโรเบะ และหมู่บ้านกัสโชสึคุริที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ให้คุณได้ชมทิวทัศน์งดงามในแบบญี่ปุ่น
- ภูมิภาคคันไซ
- ภูมิภาคคันไซตั้งอยู่ทางตอนกลางค่อนไปทางตะวันตกของเกาะฮอนชู ประกอบด้วยโอซาก้า เกียวโต เฮียวโงะ ชิงะ นารา วากายามะ และมิเอะ เดิมเคยเป็นศูนย์กลางการเมืองและเศรษฐกิจ จึงมีอาคารประวัติศาสตร์กระจายอยู่มากมาย อีกทั้งยังมีอาหารอร่อยจำนวนมาก โดยเฉพาะโอซาก้าที่ได้รับฉายาว่าเป็น “เมืองแห่งการกิน”
- ภูมิภาคชูโกกุ
- ภูมิภาคชูโกกุตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะฮอนชู ประกอบด้วยจังหวัดทตโตริ ชิมาเนะ โอกายามะ ฮิโรชิมะ และยามากุจิ มีสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม เช่น เนินทรายทตโตริซึ่งเป็นเนินทรายที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และศาลเจ้าอิซุโมะไทฉะที่มีชื่อเสียงด้านการขอพรเรื่องความรัก พื้นที่ด้านใต้ติดกับทะเลเซโตะใน จึงมีทั้งวิวสวยและอาหารทะเลรสเยี่ยม
- ภูมิภาคชิโกกุ
- ภูมิภาคชิโกกุเป็นเกาะทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ประกอบด้วยจังหวัดโทคุชิมะ คางาวะ เอฮิเมะ และโคจิ มีแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังมากมาย เช่น โดโกะออนเซ็นที่มีประวัติยาวนาน และหุบเขาอิยะในจังหวัดโทคุชิมะซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 ดินแดนลึกลับของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีอาหารอร่อยอย่างอาหารทะเลจากทะเลเซโตะใน และซานุกิอุด้งของจังหวัดคางาวะที่ขึ้นชื่อเรื่องเส้นเหนียวนุ่ม
- ภูมิภาคคิวชู
- ภูมิภาคคิวชูเป็นเกาะทางตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่เกาะญี่ปุ่น ประกอบด้วยจังหวัดฟุกุโอกะ ซางะ นางาซากิ โออิตะ คุมาโมโตะ มิยาซากิ และคาโงชิมะ ส่วนใหญ่มีภูมิอากาศกึ่งร้อนชื้น และมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติมากมาย ทั้งภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น น้ำพุร้อนธรรมชาติ และชายหาด โดยยากุชิมะซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ถือเป็นจุดหมายเด่นสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสธรรมชาติอันยิ่งใหญ่
- ภูมิภาคโอกินาวะ
- จังหวัดโอกินาวะตั้งอยู่ใต้สุดของญี่ปุ่น ประกอบด้วยเกาะหลักและเกาะห่างไกลอีก 160 เกาะ ทะเลสีฟ้ามรกตและชายหาดที่สวยจนแทบลืมหายใจคือเสน่ห์สำคัญ บนเกาะรอบ ๆ ยังมีชายหาดน้ำใสระดับวิวสุดอลังการกระจายอยู่มากมาย ส่วนเกาะหลักนอกจากจุดชมวิวธรรมชาติอันยิ่งใหญ่แล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ให้สัมผัสซากประวัติศาสตร์และงานหัตถกรรมดั้งเดิมของอาณาจักรริวกิว (ค.ศ. 1429–1879) รวมถึงร้านอาหารท้องถิ่นที่สะท้อนวัฒนธรรมเฉพาะตัวของโอกินาวะอีกด้วย
10 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ
ต่อจากนี้ เราจะพาไปรู้จักเสน่ห์ของสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในบรรดา 47 จังหวัดของญี่ปุ่นที่ได้รับความสนใจในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับการเดินทาง
หากมีที่ไหนที่คุณสนใจ ลองค้นข้อมูลเพิ่มเติมดูได้เลย
เชื่อว่าต้องมีสักแห่งที่ทำให้คุณอยากไปเยือนแน่นอน
1. “เกียวโต” เมืองที่ให้สัมผัสประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และบรรยากาศแบบญี่ปุ่นอย่างเต็มเปี่ยม
เกียวโต (Kyoto) ตั้งอยู่ในภูมิภาคคันไซ ทางด้านตะวันตกเล็กน้อยจากตอนกลางของเกาะฮอนชู
ด้วยประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น จึงมีสิ่งปลูกสร้างทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก หลายแห่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญของชาติ
อีกหนึ่งเสน่ห์คือทิวทัศน์ที่ผสานความงดงามของธรรมชาติซึ่งเปลี่ยนไปตาม 4 ฤดูกาล เข้ากับบรรยากาศเมืองที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายและอารมณ์แบบญี่ปุ่น
“อาหารเกียวโต” ที่ถือกำเนิดขึ้นจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของเมืองนี้ เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ปรุงรสโดยใช้ดาชิเป็นพื้นฐานและเลือกวัตถุดิบตามฤดูกาล จึงเป็นอีกหนึ่งความเพลิดเพลินของการเที่ยวเกียวโต
ถ้ามาเยือนแล้ว อยากให้ลองเปิดประสบการณ์กับอาหารเกียวโตที่ทำให้คุณได้ลิ้มรสความอร่อยแบบญี่ปุ่นอย่างเต็มที่
หากคุณสนใจเกียวโต บทความด้านล่างที่รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมก็น่าจะช่วยวางแผนได้มากขึ้น


2. “โตเกียว” เมืองหลวงที่ให้คุณสัมผัสทั้งความทันสมัยและอดีตของญี่ปุ่นในเวลาเดียวกัน
โตเกียว (Tokyo) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของภูมิภาคคันโต และอยู่ไม่ไกลจากตอนกลางของเกาะฮอนชู
เป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น มีประชากรประมาณ 14 ล้านคน เป็นศูนย์กลางของประเทศที่รวบรวมบริษัท หน่วยงานต่าง ๆ และสิ่งอำนวยความสะดวกเชิงพาณิชย์มากมาย
เพราะมีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกัน จึงเกิดวัฒนธรรมที่หลากหลาย และยังเป็นแหล่งกำเนิดกระแสนิยมล้ำสมัยของญี่ปุ่นอีกด้วย
ที่นี่มีทั้งย่านคึกคักซึ่งเป็นศูนย์กลางแฟชั่นและเทรนด์ ทำให้เพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งและอาหารได้เต็มที่
ขณะเดียวกันก็ยังมีย่านชิตามาจิที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นเอาไว้ จึงเป็นเสน่ห์ของโตเกียวที่ทำให้สัมผัสทั้งปัจจุบันและอดีตได้พร้อมกัน
บทความด้านล่างได้คัดเลือกสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวโตเกียวไว้แล้ว
ถ้าคุณสนใจโตเกียว อย่าลืมอ่านต่อควบคู่กันไปด้วย


3. “โอซาก้า” เมืองแห่งอาหารรสเลิศจากวัฒนธรรมการกินอันเป็นเอกลักษณ์
โอซาก้า (Osaka) ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะฮอนชู ในภูมิภาคคันไซ
โอซาก้าเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของภูมิภาคคันไซ และเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่นรองจากโตเกียว
เมืองนี้มีชื่อเสียงในฐานะเมืองแห่งอาหาร ที่คุณจะได้ลิ้มลองเมนูน่ากินจากวัฒนธรรมอาหารเฉพาะตัวของโอซาก้า เช่น ทาโกะยากิ โอโคโนมิยากิ และคุชิคัตสึ
โอซาก้ายังมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายให้แวะได้ตลอดทริป ตั้งแต่ธีมพาร์กอย่างยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ไปจนถึงสถานที่ที่ให้สัมผัสประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เช่น ปราสาทโอซาก้า
บทความด้านล่างรวบรวมสถานที่ที่ควรไปเมื่อมาเที่ยวโอซาก้าไว้แล้ว ลองใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนได้เลย


4. “ยามานาชิ” จุดหมายชมวิวภูเขาไฟฟูจิ สัญลักษณ์ของญี่ปุ่น
ยามานาชิ (Yamanashi) อยู่ติดกับโตเกียว และตั้งอยู่ทางตอนใต้ของภูมิภาคชูบุ
เสน่ห์สำคัญคือทิวทัศน์ธรรมชาติ ทั้งภูเขาที่ล้อมรอบ ภูเขาไฟฟูจิซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น และทะเลสาบยามานากะ
โดยเฉพาะวิวทั้ง 4 ฤดูกาลที่สวยงาม เช่น ใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งอยากให้ลองมาชมคู่กับภูเขาไฟฟูจิ
ด้วยภูมิอากาศแบบแอ่งกระทะ ยามานาชิจึงเหมาะกับการเพาะปลูกผลไม้ ทำให้สามารถลิ้มรสผลไม้ตามฤดูกาลแสนอร่อยได้ตลอดทั้งปี
องุ่นก็เป็นหนึ่งในสินค้าขึ้นชื่อ และไวน์โคชูที่ผลิตในยามานาชิก็ได้รับความนิยมทั่วประเทศ
หากอยากรู้จักเสน่ห์ของยามานาชิมากขึ้น ลองอ่านบทความด้านล่างที่คัดเลือกสถานที่ท่องเที่ยวเด่น ๆ ไว้ให้แล้ว


5. “นาโกย่า” เมืองที่มีเสน่ห์ทั้งแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายและวัฒนธรรมอาหารเฉพาะตัว
นาโกย่า (Nagoya) เป็นเมืองในจังหวัดไอจิ ภูมิภาคชูบุ ซึ่งตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางของเกาะฮอนชู
ที่นี่มีทั้งสถานที่พักผ่อนอย่างสวนสนุก พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่ให้สัมผัสประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เช่น ปราสาทนาโกย่า วัด และศาลเจ้าต่าง ๆ อย่างครบครัน
อาหารขึ้นชื่อได้แก่ มิโซะคัตสึ ฮิสึมาบุชิ และปีกไก่ ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารเฉพาะตัวของนาโกย่า
อาหารเหล่านี้เรียกรวมกันว่า “นาโกย่าเมชิ” และได้รับความนิยมอย่างมากทั่วญี่ปุ่น
สำหรับคนที่อยากเที่ยวไปด้วยกินไปด้วย บทความด้านล่างได้คัดทั้งสถานที่ท่องเที่ยวและของอร่อยไว้ให้แล้ว ถ้าอยากรู้จักนาโกย่าให้มากขึ้น ลองอ่านควบคู่กันได้เลย


6. “นารา” เมืองเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานยิ่งกว่าเกียวโต
นารา (Nara) อยู่ทางตอนใต้ของภูมิภาคคันไซ และหากมองทั้งเกาะฮอนชูจะอยู่ทางฝั่งตะวันตก
มีมรดกโลก สมบัติประจำชาติ และทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญจำนวนมาก เช่น วัดโทไดจิ อีกทั้งยังมีพระพุทธรูปหลงเหลืออยู่มากมาย ไม่ใช่เพียงสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น
เมืองนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าเกียวโต และครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น
เป็นสถานที่น่าหลงใหลที่ให้สัมผัสกลิ่นอายและวัฒนธรรมประวัติศาสตร์แบบญี่ปุ่น อีกทั้งยังเดินทางสะดวก จึงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกเที่ยวควบคู่กับเกียวโต
บทความด้านล่างได้รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้คุณสัมผัสเสน่ห์ของเมืองเก่านาราไว้อย่างครบถ้วน อยากชวนให้ลองอ่านดู


7. “ฟุกุโอกะ” เมืองที่รวมเสน่ห์แบบเมืองใหญ่และธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ไว้ด้วยกัน
ฟุกุโอกะ (Fukuoka) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของภูมิภาคคิวชู
มีสนามบินฟุกุโอกะซึ่งเป็นประตูสู่คิวชู ทำให้เดินทางด้วยเครื่องบินได้สะดวกมาก
สนามบินแห่งนี้มีเที่ยวบินระหว่างประเทศด้วย จึงมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศรวมถึงไต้หวันมาใช้บริการจำนวนมาก
ฟุกุโอกะโดดเด่นเรื่องอาหาร เช่น ราเมง โมตสึนาเบะ และเมนไทโกะ
ที่เที่ยวก็มีให้เลือกหลายแบบ ทั้งฟุกุโอกะทาวเวอร์ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และศาลเจ้าและวัดอย่างดาไซฟุเท็มมังกูที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์
ด้วยความที่มีทั้งทะเลและภูเขา จึงสามารถเพลิดเพลินกับธรรมชาติได้เต็มที่
ฟุกุโอกะเป็นเมืองที่รวมเสน่ห์หลากหลายไว้ในขนาดกะทัดรัด
ถ้าคุณสนใจ ลองอ่านบทความด้านล่างที่คัดเลือกสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อให้เที่ยวฟุกุโอกะได้อย่างคุ้มค่าที่สุดกันต่อได้เลย


8. “โอกินาวะ” จุดหมายที่มีเสน่ห์จากทะเลสวยตระการตาและประวัติศาสตร์ยุคเคยเป็นอาณาจักรอิสระ
โอกินาวะ (Okinawa) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะฮอนชู ประกอบด้วยเกาะราว 150 เกาะ และเป็นรีสอร์ตที่มีเสน่ห์จากทะเลใสสะอาด
ด้วยอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี ที่นี่จึงอบอวลด้วยบรรยากาศแบบเมืองร้อน
ทะเลสีฟ้าสวยงามซึ่งเป็นเสน่ห์ที่สุดของโอกินาวะ ทำให้คุณสนุกกับกีฬาทางน้ำได้หลากหลาย
โอกินาวะเคยมีประวัติเป็นอาณาจักรริวกิวที่เป็นรัฐอิสระแยกจากญี่ปุ่น
ที่นี่ไม่ได้มีเพียงปราสาทชูริซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโอกินาวะเท่านั้น แต่ยังมีสถานที่มากมายที่ให้เห็นภาพประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเฉพาะตัวของโอกินาวะด้วย
บทความด้านล่างได้แนะนำเสน่ห์และสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของโอกินาวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยม
ถ้ามีโอกาส อย่าลืมอ่านควบคู่กันไปด้วย


9. “คานางาวะ” จังหวัดที่แต่ละพื้นที่มีเสน่ห์แตกต่างกันไป
คานางาวะ (Kanagawa) ตั้งอยู่ทางใต้ของโตเกียว และอยู่ทางตอนใต้ของภูมิภาคคันโต
แหล่งท่องเที่ยวในคานางาวะแบ่งออกเป็นหลายพื้นที่ เช่น จุดที่เล่นกีฬาทางน้ำพร้อมสัมผัสธรรมชาติ พื้นที่พักผ่อนอย่างฮาโกเนะออนเซ็นซึ่งเป็นแหล่งออนเซ็นชื่อดัง และย่านโยโกฮามะ–คาวาซากิที่ให้บรรยากาศทันสมัยและตามกระแส
แม้จังหวัดคานางาวะจะไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ให้คุณสัมผัสวิธีเที่ยวและวัฒนธรรมได้หลากหลาย
บทความด้านล่างได้คัดเลือกสถานที่ท่องเที่ยวเด่น ๆ ในจังหวัดคานางาวะที่รวมเสน่ห์ไว้แน่น ๆ มาให้แล้ว
ลองอ่านควบคู่กับบทความนี้ได้เลย


10. “ฮอกไกโด” ดินแดนแห่งธรรมชาติยิ่งใหญ่และอาหารรสเลิศ
ฮอกไกโด (Hokkaido) ตั้งอยู่เหนือสุดของหมู่เกาะญี่ปุ่น และมีพื้นที่กว้างใหญ่
ทุ่งดอกไม้ขนาดมหึมา ธารน้ำแข็งลอยทะเล และทะเลหมอก คือทิวทัศน์ธรรมชาติที่สัมผัสได้ที่ฮอกไกโดเท่านั้น
แม้จะมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ทั้งสวนสัตว์ วัด ศาลเจ้า และสวนธรรมชาติ แต่เสน่ห์ที่สุดของฮอกไกโดอาจหนีไม่พ้นเรื่องอาหาร
อาหารขึ้นชื่ออย่างอาหารทะเลสด อิชิคารินาเบะ และจิงกิสข่าน ต่างก็อร่อยจนยากจะลืม
ถ้าได้ไปฮอกไกโด อย่าลืมเผื่อเวลาไว้ทั้งเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ และดื่มด่ำกับอาหารอร่อยไปด้วย
บทความด้านล่างได้คัดเลือกสถานที่ท่องเที่ยวเด่นของฮอกไกโดไว้แล้ว
ถ้าคุณเริ่มสนใจฮอกไกโด ลองเข้าไปดูต่อได้เลย


3 จุดชมวิวสวยของญี่ปุ่นที่ควรไปสักครั้งในชีวิต
ถ้าพูดถึงญี่ปุ่น หลายคนก็คงนึกถึงวิวสวย ๆ ที่มีให้เห็นหลากหลายแบบ ทั้งจากธรรมชาติอันงดงามและทิวทัศน์ที่ผสานกับสิ่งปลูกสร้างทางประวัติศาสตร์
ต่อไปนี้คือจุดชมวิวที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษ
ถ้าคุณอยากเห็นวิวสวยของญี่ปุ่นด้วยตาตัวเอง ลองปักหมุดสถานที่เหล่านี้ไว้ได้เลย
1. 【จังหวัดยามานาชิ・ชิซูโอกะ】ภูเขาไฟฟูจิ
ภูเขาไฟฟูจิ (Mount Fuji) ซึ่งคร่อมอยู่ระหว่างจังหวัดยามานาชิและชิซูโอกะ เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น ด้วยความสูง 3,776 เมตร
ถือเป็นภูเขาชื่อดังที่ถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 2013 ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในฐานะ “วัตถุแห่งความศรัทธาและบ่อเกิดแห่งศิลปะ”
องค์ประกอบของแหล่งมรดกครอบคลุม 25 แห่ง รวมถึงศาลเจ้า เส้นทางปีนเขา โพรงลาวา และทะเลสาบโดยรอบ
รูปทรงกรวยที่สวยงามของภูเขาแห่งนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับงานจิตรกรรมและวรรณกรรมมากมาย

2. 【จังหวัดเกียวโต】อามาโนะฮาชิดาเตะ
อามาโนะฮาชิดาเตะ (Amanohashidate) ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “สามวิวที่งดงามที่สุดของญี่ปุ่น” ร่วมกับมัตสึชิมะแห่งริคุเซ็นในจังหวัดมิยางิ และมิยาจิมะแห่งอากิในจังหวัดฮิโรชิมะ เป็นสันทรายยาวประมาณ 3.6 กิโลเมตร กว้างประมาณ 20–170 เมตร และมีต้นสนขึ้นหนาแน่นราว 5,000 ต้น รูปลักษณ์อันน่าพิศวงที่ธรรมชาติใช้เวลาสร้างมาหลายพันปีแห่งนี้ ได้รับเลือกให้ติดอันดับแหล่งธรรมชาติสวยงามหลายรายการของญี่ปุ่น เช่น 100 สนชื่อดังของญี่ปุ่น 100 หาดทรายขาว–สนเขียวของญี่ปุ่น 100 ชายฝั่งของญี่ปุ่น และ 100 ภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ที่งดงามของญี่ปุ่น

3. 【จังหวัดยามากุจิ】สะพานสึโนะชิมะโอฮาชิ
สะพานสึโนะชิมะโอฮาชิ (Tsunoshima Ohashi) เปิดใช้งานในปี ค.ศ. 2000 เป็นสะพานที่เชื่อมฝั่งแผ่นดินใหญ่ของเมืองชิโมโนเซกิ จังหวัดยามากุจิ กับเกาะสึโนะชิมะ โดยมีความยาวทั้งหมด 1,780 เมตร และถือเป็นหนึ่งในสะพานเชื่อมเกาะที่ข้ามได้ฟรีซึ่งยาวที่สุดในญี่ปุ่น
สะพานแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติคิตะนางาโตะไคกัน โดยออกแบบให้เสาสะพานสูงเพียง 18 เมตรเพื่อคำนึงถึงทัศนียภาพโดยรอบ
ระยะห่างจากผิวน้ำทะเลถึงถนนค่อนข้างใกล้ ทำให้สามารถขับรถพร้อมสัมผัสทะเลได้อย่างใกล้ชิด
อีกทั้งยังไม่ได้พาดตรงเชื่อมแผ่นดินใหญ่กับเกาะสึโนะชิมะแบบเส้นตรง แต่โค้งอ้อมเกาะฮาโตะจิมะซึ่งอยู่ตรงกลางอย่างนุ่มนวล จนเกิดเป็นรูปทรงที่สวยงามมาก

สถานที่และอีเวนต์ที่ให้คุณสัมผัสเสน่ห์ของทั้ง 4 ฤดูกาล
เสน่ห์สำคัญของญี่ปุ่นอย่างหนึ่งก็คือธรรมชาติที่เปลี่ยนบรรยากาศไปชัดเจนในแต่ละฤดูกาล
ต่อไปนี้เราจะพาไปดูทั้งสถานที่ที่ให้คุณดื่มด่ำกับความงามของธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ และอีเวนต์ที่มีบรรยากาศเฉพาะของฤดูร้อน
หากกำลังวางแผนเที่ยวญี่ปุ่น อย่าลืมเพิ่มสถานที่ที่ทำให้สัมผัสเสน่ห์ของทั้ง 4 ฤดูกาลลงในทริปด้วย
วิวฤดูใบไม้ผลิที่งดงามเป็นพิเศษ! 3 จุดชมซากุระชั้นนำของญี่ปุ่น
เมื่อพูดถึงฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น ภาพที่หลายคนนึกถึงคือทิวทัศน์อันงดงามของดอกซากุระที่บานสะพรั่ง ซึ่งเป็นเสน่ห์ตามธรรมชาติในแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ
ต่อจากนี้ เราจะพาไปรู้จัก 3 สถานที่ที่ได้รับเลือกให้เป็นจุดชมซากุระชั้นนำของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดที่มีทิวทัศน์สวยโดดเด่นเป็นพิเศษในบรรดาสถานที่ชมซากุระทั้งหมด
1. 【จังหวัดอาโอโมริ】สวนฮิโรซากิ
สวนฮิโรซากิ (Hirosaki Park) เป็นสวนขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่รวมประมาณ 492,000 ตารางเมตร
ไฮไลต์สำคัญที่สุดคือปราสาทฮิโรซากิที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในสวน และต้นซากุระจำนวนมาก
หอคอย ป้อม สะพาน และคูน้ำยังคงสภาพเดิมไว้ตั้งแต่อดีต และปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญของชาติ
รอบคูน้ำมีการปลูกต้นซากุระไว้มากมาย และทิวทัศน์อันงดงามนี้ก็ดึงดูดใจผู้คนไม่เสื่อมคลาย
ที่นี่ยังมีชื่อเสียงจากการมีโซเมโยชิโนะที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น และโซเมโยชิโนะที่มีเส้นรอบวงลำต้นใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น อีกทั้งในฤดูใบไม้ผลิยังมีการจัดเทศกาลซากุระด้วย

2. 【จังหวัดนากาโนะ】สวนซากปราสาททาคาโตะ
ภายในสวนซากปราสาททาคาโตะ (Takato Castle Site Park) ซึ่งเป็นที่ตั้งเดิมของปราสาททาคาโตะ มีสิ่งปลูกสร้างทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงร่องรอยของอดีตไว้ และปลูกต้นทาคาโตะโคฮิกังซากุระประมาณ 1,500 ต้น ซึ่งเป็นพันธุ์ที่เห็นได้เฉพาะที่นี่
เมื่อถึงช่วงซากุระบาน ทิวทัศน์รอบด้านจะถูกแต่งแต้มเป็นสีชมพูอย่างสวยงาม
ภาพของอาคารประวัติศาสตร์ที่ให้บรรยากาศแบบญี่ปุ่น รายล้อมด้วยซากุระจำนวนมากนั้นงดงามเป็นพิเศษ
เมื่อพระอาทิตย์ตก จะมีการประดับไฟ เพิ่มบรรยากาศลึกลับให้กับทิวทัศน์อันงดงาม และทำให้สามารถชมซากุระยามค่ำคืนได้อย่างน่าประทับใจ

3. 【จังหวัดนารา】ภูเขาโยชิโนะ
ภูเขาโยชิโนะ (Yoshinoyama) เป็นที่รู้จักในฐานะจุดชมซากุระอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น
มีการปลูกซากุระไว้มากถึงประมาณ 30,000 ต้น โดยดอกจะเริ่มบานไล่จาก “ชิโมะเซ็มบง” ไป “นะกะเซ็มบง” ต่อด้วย “คามิเซ็มบง” และ “โอคุเซ็มบง” จนสุดท้ายทั้งภูเขาโยชิโนะก็จะย้อมเป็นสีชมพูอย่างงดงาม
เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ซากุระจะถูกประดับไฟ และทั้งพื้นที่จะอบอวลด้วยบรรยากาศชวนฝันและสวยงามน่าประทับใจ

“3 เทศกาลดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” กับภาพฤดูร้อนในแบบญี่ปุ่น
เมื่อพูดถึงทิวทัศน์ธรรมชาติของฤดูร้อน หลายคนอาจนึกถึงความเขียวสดของต้นไม้หรือทะเลที่สวยงาม
แต่สำหรับชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก ภาพของดอกไม้ไฟบนท้องฟ้ายามค่ำคืนและร้านแผงลอยในงานเทศกาลดอกไม้ไฟก็เป็นภาพแทนฤดูร้อนเช่นกัน
นั่นเป็นเพราะเทศกาลดอกไม้ไฟที่จัดขึ้นทุกปีในฤดูร้อนได้กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำฤดูกาลไปแล้ว
ถ้าคุณไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดูร้อน อยากชวนให้ลองไปร่วมเทศกาลดอกไม้ไฟสักครั้ง
ต่อจากนี้ เราจะพาไปรู้จัก 3 เทศกาลดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่และได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น
1. 【จังหวัดอาคิตะ】เทศกาลดอกไม้ไฟโอมาการิ
เทศกาลดอกไม้ไฟนี้ถือกำเนิดขึ้นจากการแสดงประกอบงานเทศกาลของศาลเจ้าสุวะในเมืองโอมาการิ ซึ่งเริ่มจัดขึ้นในปีเมจิที่ 43 (ค.ศ. 1910) และกลายเป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อนในอาคิตะ
ช่างทำดอกไม้ไฟที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศจะมารวมตัวกันเพื่อแข่งขันชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นด้วยผลงานชิ้นเอกของตน
ระหว่างช่วงการแข่งขัน ยังมีการแสดง “ดอกไม้ไฟจากผู้จัดงาน” ซึ่งเป็นไวด์สตาร์ไมน์ขนาดยักษ์ที่ใช้เวลาสร้างถึง 1 ปี โดยจุดดอกไม้ไฟเรียงเป็นแนวยาวพร้อมดนตรีอย่างพร้อมเพรียง เป็นโปรแกรมที่ยิ่งใหญ่มาก
โดยเฉพาะ “ดอกไม้ไฟจากผู้จัดงาน” ที่อลังการจนมีผู้ชมจำนวนมากตั้งใจมาดูเป็นพิเศษ
ทุกปีมีผู้ชมมาร่วมงานทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ รวมแล้วประมาณ 700,000 คน และหลังจบงานยังมีการจราจรติดขัดทั่วเมืองไปจนดึกดื่น แสดงให้เห็นถึงความนิยมอย่างแท้จริง

2. 【จังหวัดอิบารากิ】การประกวดดอกไม้ไฟแห่งชาติสึจิอุระ
งานนี้มีจุดเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1925 เมื่อเจ้าอาวาสในเมืองสึจิอุระ จังหวัดอิบารากิ จัดเทศกาลดอกไม้ไฟริมทะเลสาบคาสุมิกาอุระ เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตจากหน่วยการบิน และกระตุ้นเศรษฐกิจของสึจิอุระที่กำลังซบเซา
งานนี้ได้รับการยกให้เป็นหนึ่งใน “สามเทศกาลดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น” และในแต่ละปีมีผู้ชมมาเยือนถึงประมาณ 650,000 คน
ข้อควรระวังคือ ในบรรดา “สามเทศกาลดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น” งานนี้เป็นงานเดียวที่ไม่ได้จัดในฤดูร้อน แต่จัดในเดือนพฤศจิกายน
“การประกวดดอกไม้ไฟแห่งชาติสึจิอุระ” เป็นงานแข่งขันที่ช่างทำดอกไม้ไฟจากทั่วประเทศมาประชันฝีมือกัน และยังถูกเรียกว่าเป็นเวทีตัดสิน “สตาร์ไมน์อันดับหนึ่งของญี่ปุ่น” อีกด้วย
สำหรับคนที่สนใจดอกไม้ไฟ “สตาร์ไมน์” คือดอกไม้ไฟชนิดหนึ่งที่ยิงลูกดอกจำนวนหลายสิบถึงหลายร้อยลูกขึ้นพร้อมกันอย่างทรงพลัง จึงมักถูกใช้ในช่วงฟินาเล่ของงานดอกไม้ไฟ
ถ้าอยากเห็นดอกไม้ไฟที่ทรงพลังที่สุดของญี่ปุ่น ลองไปชมงานนี้สักครั้งก็น่าสนใจไม่น้อย

3. 【จังหวัดนีงาตะ】เทศกาลดอกไม้ไฟใหญ่แห่งงานนางาโอกะ
เทศกาลนี้เป็นหนึ่งในสามเทศกาลดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นสัญลักษณ์ประจำฤดูร้อนของนีงาตะ จุดกำเนิดมาจากการจัด “เทศกาลฟื้นฟูนางาโอกะ” ตั้งแต่ปีถัดจากเหตุการณ์โจมตีทางอากาศที่นางาโอกะเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตจำนวนมากและอธิษฐานให้เมืองฟื้นคืนกลับมา
ต่อมาในปีโชวะที่ 22 (ค.ศ. 1947) งานดอกไม้ไฟก็กลับมาจัดอีกครั้ง ตามธรรมเนียม ทุกปีในเวลา 22:30 ของวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งเป็นเวลาที่การโจมตีเริ่มขึ้น จะมีการจุดดอกไม้ไฟชะคุดามะสีขาว 3 ลูก พร้อมตีระฆังอุทิศส่วนกุศล ดังนั้นงานดอกไม้ไฟจึงจัดในวันที่ 2 และ 3 สิงหาคมของทุกปีแบบตายตัว
ไฮไลต์คือ “ดอกไม้ไฟโชซันชาคุดามะ (เบอร์ 30)” ที่บานใหญ่บนท้องฟ้าด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 650 เมตร และดอกไม้ไฟชุดอลังการอย่าง “ไนแอการาซูเปอร์สตาร์ไมน์ขนาดใหญ่” ที่ถูกยิงต่อเนื่องแบบใหญ่จนแทบมองไม่ทั่ว สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมาก

“3 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีชั้นนำของญี่ปุ่น” ที่ให้คุณเพลิดเพลินกับวิวฤดูใบไม้ร่วงอันเต็มไปด้วยสีสัน
เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ต้นไม้ตามภูเขา ศาลเจ้า และวัดต่าง ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีแดงและสีเหลือง
สีสันของใบไม้เปลี่ยนสีเหล่านี้จะทำให้คุณสัมผัสกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน
ถ้าอยากดื่มด่ำกับฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่น การชมใบไม้เปลี่ยนสีถือเป็นสิ่งที่ห้ามพลาด
ดังนั้น เราจึงขอแนะนำ 3 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีชั้นนำของญี่ปุ่น ซึ่งได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษและมีทิวทัศน์สวยงามน่าประทับใจ
1. 【จังหวัดเกียวโต】อาราชิยามะ
อาราชิยามะ (Arashiyama) ของเกียวโต เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่คุณจะได้เพลิดเพลินกับทิวทัศน์ซึ่งผสานอาคารประวัติศาสตร์เข้ากับสีสันของฤดูใบไม้ร่วงอย่างลงตัว
ที่นี่มีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีมากมายที่ให้บรรยากาศแบบญี่ปุ่น เช่น สวนญี่ปุ่นกับภูเขาสีสันงดงาม หรือสวนหินที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบคู่กับใบไม้เปลี่ยนสี
โดยเฉพาะวัดเท็นริวจิและวัดเรียวอันจิที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของยูเนสโก รวมถึงสะพานโทเก็ตสึเคียวซึ่งเป็นจุดชมวิวตัวแทนของอาราชิยามะ ต่างก็เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยม

2. 【จังหวัดโทจิงิ】นิกโก้
ในเมืองนิกโก้ (Nikko) ซึ่งมีพื้นที่คิดเป็น 1 ใน 4 ของทั้งจังหวัดโทจิงิ มีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยมมากมาย เช่น ถนนอิโรฮาซากะที่ขับรถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ ทะเลสาบชูเซ็นจิซึ่งถือเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคคันโต และน้ำตกริวซุที่ให้ชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีคู่กับสายน้ำตก
ที่นี่ยังมีแหล่งออนเซ็นด้วย จึงสามารถแช่น้ำพุร้อนพร้อมชมใบไม้เปลี่ยนสีได้
เพราะมีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่เหมาะกับการขับรถเที่ยวหลายแห่ง หากอยากเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีในนิกโก้ให้เต็มที่ แนะนำให้ใช้รถเช่า

3. 【จังหวัดโออิตะ】ยาบะเค
ยาบะเค (Yabakei) ในเมืองนากัตสึ จังหวัดโออิตะ ได้รับเลือกให้เป็น “สามวิวใหม่ของญี่ปุ่น” “มรดกญี่ปุ่น” และ “สามทิวทัศน์มหัศจรรย์ของญี่ปุ่น” เป็นสถานที่ที่คุณจะได้ชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีอันสดใสตัดกับกลุ่มยอดผาหินอย่างน่าประทับใจ
ภายในพื้นที่กว้างใหญ่ซึ่งมีระยะเหนือ–ใต้ 32 กิโลเมตร และตะวันออก–ตะวันตก 36 กิโลเมตร มีทิวทัศน์ที่ไม่เหมือนที่ใดจากหน้าผา ถ้ำ ลำธาร และหินรูปร่างแปลกตา
ในบรรดาจุดชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีสวย ๆ มากมาย จุดที่มีชื่อเสียงเป็นพิเศษคือจุดชมวิวฮิโตเมะฮักเคอิซึ่งอยู่ใจกลางชินยาบะเค
ทิวทัศน์แปลกตาที่มองเห็นจากจุดชมวิวฮิโตเมะฮักเคอิ เป็นภาพที่หาชมได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น

3 จุดชมวิวหิมะฤดูหนาวของญี่ปุ่นที่สวยงามในแบบเฉพาะตัว
เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว บางพื้นที่ของญี่ปุ่นจะมีหิมะตก
สถานที่ท่องเที่ยว ภูเขา และทะเลสาบที่ปกคลุมด้วยหิมะนั้นมีเสน่ห์ต่างจากฤดูกาลอื่นอย่างสิ้นเชิง
ที่นี่เราขอแนะนำจุดชมวิวหิมะที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษในบรรดาสถานที่มากมายที่สามารถชมทิวทัศน์หิมะได้
1. 【ฮอกไกโด】บ่อน้ำสีฟ้าชิโรกาเนะ
บ่อน้ำสีฟ้าชิโรกาเนะ (Shirogane Blue Pond) มีสีฟ้าสดใสสะดุดตา และมีชื่อเสียงในฐานะแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของบิเอะ
เป็นบึงที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญจากน้ำที่กักเก็บอยู่ที่เขื่อนบล็อกซึ่งสร้างบนแม่น้ำบิเอะ เพื่อป้องกันภัยพิบัติจากโคลนภูเขาไฟของภูเขาโทคาจิดาเกะ
ผืนน้ำสีฟ้างดงามอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อผสานกับธรรมชาติโดยรอบและต้นลาร์ชที่ยืนต้นตายอยู่ ก็ทำให้เกิดบรรยากาศเหมือนโลกในนิทาน
พอถึงฤดูหนาว ผิวน้ำที่จับตัวเป็นน้ำแข็งจะถูกปกคลุมด้วยหิมะ และพื้นที่โดยรอบจะกลายเป็นโลกสีขาวเงิน
ตั้งแต่ประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน จะมีการเปิดไฟประดับด้วย
ภาพของน้ำแข็งและหิมะที่ลอยเด่นขึ้นมาใต้แสงไฟนั้นงดงามน่าประทับใจมาก

2. 【จังหวัดกิฟุ】ชิราคาวาโกะ
ชิราคาวาโกะ (Shirakawago) เป็นพื้นที่งดงามที่ยังคงรักษาภาพชนบทดั้งเดิมของญี่ปุ่นเอาไว้จนถึงปัจจุบัน
เป็นพื้นที่ที่มีบ้านสไตล์กัสโชสึคุริหลงเหลืออยู่มากที่สุด โดยปัจจุบันมีมากกว่า 100 หลังเมื่อรวมทั้งขนาดใหญ่และเล็ก
นับเป็นหมู่บ้านกัสโชที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ได้รับการคัดเลือกเป็นเขตอนุรักษ์กลุ่มอาคารดั้งเดิมสำคัญของชาติ และขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมด้วย
ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ หิมะจะตกสะสมในชิราคาวาโกะ
เนื่องจากเป็นพื้นที่หิมะตกหนัก บางปีในเดือนกุมภาพันธ์อาจมีหิมะสะสมมากกว่า 170 เซนติเมตร
ภาพของหมู่บ้านกัสโชสึคุริท่ามกลางภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะหนานั้นให้ความงามแบบญี่ปุ่นอย่างชัดเจน
ในอีเวนต์ที่จัดเพียง 6 ครั้งในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ หมู่บ้านกัสโชสึคุริและภูเขารอบ ๆ ที่ประดับไฟยามค่ำคืนงดงามจนเรียกได้ว่าเป็นวิวสุดอลังการ

3. 【จังหวัดทตโตริ】เนินทรายทตโตริ
เนินทรายขนาดใหญ่ระดับแนวหน้าของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ฝั่งทะเลญี่ปุ่นในเมืองทตโตริ จังหวัดทตโตริ กว้างจากตะวันออกถึงตะวันตก 16 กิโลเมตร และจากเหนือถึงใต้ 2.4 กิโลเมตร
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวตัวแทนของจังหวัดทตโตริ และได้รับการกำหนดให้เป็นเขตคุ้มครองพิเศษรวมถึงอนุสรณ์สถานทางธรรมชาติของชาติ
เสน่ห์ของเนินทรายทตโตริอยู่ที่ทิวทัศน์ซึ่งเปลี่ยนไปตามเวลา และความงามของรูปทรงที่ธรรมชาติสร้างขึ้นบนเนินทราย
หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเนินทรายทตโตริก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่สามารถชมวิวฤดูหนาวอันงดงามได้เช่นกัน
โลกสีขาวเงินที่หิมะปกคลุมอยู่บนเนินทรายนั้นสวยงามจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นภาพในโลกจริง
อยากชวนให้ลองไปเห็นวิวที่มีเพียงหิมะและทะเลสักครั้ง
ในจังหวัดทตโตริ หิมะมักตกตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม และช่วงที่มีโอกาสเกิดหิมะสะสมสูงคือเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์

3 เมนูอร่อยที่ควรกินเมื่อมาเที่ยวญี่ปุ่น
การเที่ยวญี่ปุ่นให้เต็มอิ่ม มักขาดเรื่องอาหารไปไม่ได้
ต่อไปนี้คือเมนูที่ทั้งมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมสูงเป็นพิเศษในบรรดาอาหารญี่ปุ่นมากมาย
แต่ละอย่างล้วนเป็นเมนูเด็ดที่สะท้อนความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างดี
1. ราเมง
ราเมงเป็นเมนูเส้นชนิดหนึ่งที่มีพื้นฐานจากเส้นบะหมี่จีนและน้ำซุป พร้อมเครื่องอย่างชาชู เมนมะ ไข่ปรุงรส และสาหร่าย
ราเมงมีหลายประเภท โดยมักแบ่งคร่าว ๆ ตามรสชาติของน้ำซุป
ส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 4 แบบ ได้แก่ โชยุ เกลือ มิโซะ และทงคตสึ
เสน่ห์ของราเมงไม่ได้อยู่แค่น้ำซุปที่ให้รสชาติแตกต่างกัน แต่ความหนาของเส้นและเครื่องก็ทำให้รสชาติเปลี่ยนไปได้อย่างสิ้นเชิง
แม้จะเป็นราเมงประเภทเดียวกัน รสชาติของแต่ละร้านก็มักแตกต่างกันมาก
ในทุกภูมิภาคของญี่ปุ่นต่างก็มีราเมงท้องถิ่นของตัวเอง และปัจจุบันก็มีคนจำนวนมากขึ้นที่ออกเดินทางเพื่อตามชิมราเมงโดยเฉพาะ

2. เทมปุระ
แม้เทมปุระจะกลายเป็นเมนูคลาสสิกของอาหารญี่ปุ่นไปแล้ว แต่เดิมเชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากอาหารที่ถ่ายทอดมาจากโปรตุเกส
เป็นเมนูที่นำอาหารทะเลอย่างกุ้งหรือผักไปชุบแป้งเทมปุระแล้วทอดในน้ำมัน
เสน่ห์อยู่ที่รสชาติของวัตถุดิบที่เข้มข้นขึ้นและสัมผัสกรอบอร่อย
อีกจุดเด่นคือสามารถรับรสแท้ของวัตถุดิบได้ชัดเจน แม้ขั้นตอนจะดูเรียบง่าย แต่เทคนิคอย่างการควบคุมไฟนั้นลึกซึ้งไม่น้อย
ปัจจุบันเทมปุระแพร่หลายไปทั่วญี่ปุ่นแล้ว แต่ที่มีชื่อเสียงเป็นพิเศษคือนางาซากิและโตเกียว
หากมีโอกาสไปเยือนนางาซากิหรือโตเกียว อยากให้ลองชิมดูสักครั้ง

3. ซูชิ
ซูชิเป็นอาหารญี่ปุ่นที่นำข้าวปรุงน้ำส้มสายชูซึ่งเรียกว่า “ชาริ” มาจับคู่กับหน้าต่าง ๆ เช่น อาหารทะเล
ส่วนเครื่องหน้าจะเรียกว่า “เนตะ” และนอกจากอาหารทะเลแล้ว บางครั้งก็ใช้เนื้อหรือผักด้วย
ซูชิคำเล็กที่รู้จักกันมากที่สุดเรียกว่า “นิกิริซูชิ” และยังมีแบบอื่น ๆ เช่น มากิซูชิและชิราชิซูชิ
เสน่ห์ของซูชิคือรสชาติที่แตกต่างไปตามชนิดและความสดของหน้า อีกทั้งยังสะท้อนฝีมือของผู้ทำได้อย่างชัดเจน
ความอร่อยจากหน้าประเภทอาหารทะเลที่ผสานกับข้าวปรุงน้ำส้มสายชูในปากนั้นยอดเยี่ยมมาก
หลายครั้งนิยมใช้ปลาดิบเป็นหน้า จึงเป็นเมนูที่ทำให้รู้สึกถึงวัฒนธรรมความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างเด่นชัดในบรรดาอาหารญี่ปุ่นทั้งหมด

“สามสุดยอดออนเซ็นของญี่ปุ่น” ที่ให้คุณเพลิดเพลินกับน้ำพุร้อนและย่านออนเซ็นบรรยากาศดี
สำหรับหลายคน เสน่ห์ของญี่ปุ่นยังรวมถึงการแช่ออนเซ็นด้วย เพราะประเทศนี้มีน้ำพุร้อนผุดขึ้นทั่วประเทศ
จึงไม่น่าแปลกที่ชาวญี่ปุ่นจะรักการแช่ออนเซ็นมาตั้งแต่สมัยโบราณ และหลายคนก็เดินทางท่องเที่ยวโดยมีออนเซ็นเป็นจุดหมายหลัก
ย่านออนเซ็นที่เรียงรายไปด้วยที่พัก ร้านอาหาร และร้านขายของฝากก็มีเสน่ห์ชวนเดินเล่นแม้เพียงแค่เดินชมบรรยากาศ
ต่อจากนี้ เราจะพาไปรู้จัก 3 ออนเซ็นที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “สามสุดยอดออนเซ็นของญี่ปุ่น” ในฐานะแหล่งน้ำพุร้อนชื่อดังของประเทศ
ถ้ามีโอกาส ลองวางแผนเที่ยวแหล่งออนเซ็นสักครั้งก็น่าจะประทับใจไม่น้อย
1. 【จังหวัดกุนมะ】คุซัตสึออนเซ็น
คุซัตสึออนเซ็น (Kusatsu Onsen) มีปริมาณน้ำพุร้อนผุดขึ้นตามธรรมชาติมากที่สุดในญี่ปุ่น โดยมากกว่า 32,300 ลิตรต่อนาที และยังเป็นที่รู้จักว่าน้ำแร่มีความเป็นกรดสูงและมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อได้ดี
ยูบาตาเกะซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมือง มีน้ำพุร้อนธรรมชาติผุดขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางไอน้ำและกลิ่นกำมะถัน โดยมีปริมาณประมาณ 4,000 ลิตรต่อนาที รอบ ๆ มีทั้งทางเดินและม้านั่ง จึงเหมาะกับการเดินเล่นมาก
ในย่านออนเซ็นมีที่พักบรรยากาศดีมากมายเรียงรายอยู่ และบริเวณใกล้เคียงยังมีคาเฟ่ที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น รวมถึงของฝากสไตล์ย้อนยุคให้เลือกมากมาย ลองเดินเล่นตามสบายในแบบที่คุณชอบได้เลย

2. 【จังหวัดเฮียวโงะ】อาริมะออนเซ็น
อาริมะออนเซ็น (Arima Onsen) เป็นบ่อน้ำพุร้อนชื่อดังของภูมิภาคคันไซ ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาด้านเหนือของภูเขาร็อกโกะ
เป็นออนเซ็นเก่าแก่ที่ปรากฏอยู่ในบันทึกโบราณอย่างนิฮงโชกิและฟุโดกิ และยังถูกนับเป็นหนึ่งใน “สามบ่อน้ำร้อนเก่าแก่ของญี่ปุ่น” ด้วย
สถานที่แห่งนี้เป็นที่รักของบุคคลมีชื่อเสียงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิ ไดเมียว นักเขียน และศิลปิน โดยเฉพาะเรื่องที่โทโยโทมิ ฮิเดโยชิมาแช่น้ำพุร้อนที่นี่บ่อยครั้งนั้นเป็นที่รู้จักกันดี
แม้จะอยู่ในเขตเมืองโกเบ แต่กลับโอบล้อมด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ขณะเดียวกันก็มีเรียวกังชื่อดังตั้งเรียงราย และย่านออนเซ็นที่เปี่ยมด้วยบรรยากาศเฉพาะตัวก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างมาก

3. 【จังหวัดกิฟุ】เกโระออนเซ็น
เกโระออนเซ็น (Gero Onsen) เป็นบ่อน้ำพุร้อนชื่อดังที่มีประวัติยาวนาน โดยเชื่อกันว่ามีการค้นพบน้ำพุร้อนตั้งแต่ช่วงปีเอนกิ (ค.ศ. 901–923) หรืออาจย้อนไปถึงช่วงปีเทนเรียคุ (ค.ศ. 947–957)
ยังมีบันทึกว่าโอดะ โนบุนางะชื่นชอบที่นี่มากและมักเดินทางมาพักรักษาตัวด้วยการแช่ออนเซ็นอยู่เสมอ
ย่านออนเซ็นทอดยาวไปตามลำน้ำใสฮิดะกาวะ และอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญคือมีสถานที่ท่องเที่ยวและเรียวกังกระจุกตัวอยู่ในระยะที่เดินเที่ยวได้สะดวกจากสถานี JR เกโระ
ในย่านออนเซ็นแห่งนี้ นอกจาก “ฟุนเซ็นจิ” บ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งฟรีที่ผุดขึ้นริมแม่น้ำฮิดะกาวะแล้ว ยังมีโรงอาบน้ำสาธารณะ 3 แห่งที่แวะใช้บริการได้เหมือนไปโรงอาบน้ำ และอ่างแช่เท้า 9 จุดที่กระจายอยู่ตามเส้นทางเดินเล่น ทำให้คุณได้สัมผัสน้ำแร่คุณภาพดีอย่างสบาย ๆ พร้อมใกล้ชิดกับผู้คนท้องถิ่น

3 ธีมพาร์กชื่อดังในญี่ปุ่น
ถ้าคุณอยาก “สนุกสุดเหวี่ยงกับเด็ก ๆ” อยากชวนให้ลองแวะไปเที่ยวธีมพาร์กในญี่ปุ่นด้วย
สถานที่ที่จะแนะนำต่อจากนี้ไม่เพียงมีชื่อเสียงในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังโด่งดังระดับโลกอีกด้วย
หากอยู่ใกล้กับจุดหมายที่คุณจะไปเที่ยว ก็น่าแวะไปสัมผัสสักครั้ง
1. 【จังหวัดโอซาก้า】ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน
ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน (Universal Studios Japan) หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อว่า USJ เป็นธีมพาร์กขนาดใหญ่ที่สนุกได้ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่
ภายในสวนสนุกแบ่งออกเป็นหลายโซนที่มีเอกลักษณ์ต่างกัน และรวบรวมความบันเทิงระดับโลกไว้มากมาย ให้คุณได้สัมผัสโลกหลากหลายบรรยากาศ
เครื่องเล่นยอดนิยม ได้แก่ “แฮร์รี่ พอตเตอร์ แอนด์ เดอะ ฟอร์บิดเดน เจอร์นีย์” ที่พัฒนาต่อยอดจากเครื่องเล่นสัมผัสโลกแฮร์รี่ พอตเตอร์ ซึ่งได้รับรางวัลเครื่องเล่นอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และ “มินเนียน แฮชะเมะจะ ไรด์” ที่ให้คุณโลดแล่นและหมุนเหวี่ยงไปกับยานพาหนะสุดพิเศษ เป็นต้น

2. 【จังหวัดชิบะ】โตเกียวดิสนีย์แลนด์
ธีมพาร์กขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างจากสถานีโตเกียวประมาณ 15 นาทีโดยรถไฟ และเป็นที่รักของผู้คนด้วยสโลแกน “อาณาจักรแห่งความฝันและเวทมนตร์” ภายในสวนสนุกประกอบด้วย 7 ธีมดังต่อไปนี้
ได้แก่ “แฟนตาซีแลนด์” ดินแดนนิทานที่ความฝันเป็นจริง, “เวิลด์บาซาร์” ที่ได้แรงบันดาลใจจากเมืองอเมริกันช่วงต้นศตวรรษที่ 20, “แอดเวนเจอร์แลนด์” ที่เต็มไปด้วยการผจญภัย, “เวสเทิร์นแลนด์” ที่อัดแน่นด้วยเสน่ห์ของยุคบุกเบิกตะวันตกในศตวรรษที่ 19, “คริตเตอร์คันทรี” ที่มีธีมเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ตัวน้อย, “ตูนทาวน์” เมืองที่มิกกี้และผองเพื่อนจากดิสนีย์อาศัยอยู่ และ “ทูมอร์โรว์แลนด์” ที่ถ่ายทอดโลกแห่งอนาคต

3. 【จังหวัดไอจิ】จิบลิพาร์ก
จุดหมายยอดฮิตที่ให้คุณดื่มด่ำกับโลกของผลงานจากสตูดิโอจิบลิ ประกอบด้วย 5 โซน ได้แก่ “โกดังใหญ่ของจิบลิ” “เนินแห่งวัยเยาว์” “ป่าดอนโดโกะ” “หมู่บ้านโมโนโนเกะ” และ “หุบเขาแม่มด”
“หุบเขาแม่มด” ซึ่งเปิดให้บริการในปี ค.ศ. 2024 เป็นโซนที่ได้แรงบันดาลใจจากผลงานของสตูดิโอจิบลิที่มีแม่มดเป็นตัวละคร เช่น Kiki’s Delivery Service และ Howl’s Moving Castle
อาคารต่าง ๆ เช่น “บ้านโอคิโนะ” บ้านที่คิคิ นางเอกจาก Kiki’s Delivery Service เติบโตมา สามารถเข้าชมภายในได้ด้วย (อาคารบางส่วนรวมอยู่ในสิทธิ์บัตร Ghibli Park Oosanpo Ticket Premium ที่จะกล่าวถึงภายหลัง)

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการท่องเที่ยวญี่ปุ่น
Q
สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในญี่ปุ่นมีที่ไหนบ้าง?
สถานที่ยอดนิยม ได้แก่ เกียวโต โตเกียว นารา โอซาก้า นาโกย่า ฮอกไกโด ฟุกุโอกะ และโอกินาวะ
Q
จุดชมวิวสวยชื่อดังในญี่ปุ่นมีที่ไหนบ้าง?
สถานที่ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ภูเขาไฟฟูจิ อามาโนะฮาชิดาเตะ และสะพานสึโนะชิมะโอฮาชิ
บทสรุป
ญี่ปุ่นมีทั้งสถานที่ท่องเที่ยว อาหาร และเสน่ห์เฉพาะตัวหลากหลายแบบ ซึ่งบทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลพื้นฐานที่ควรรู้ไว้ให้แล้ว
เมื่อวางแผนท่องเที่ยว อย่าลืมนำข้อมูลจากบทความนี้ไปใช้เป็นแนวทางด้วย
หากอยากรู้จักเสน่ห์ของญี่ปุ่นให้ลึกยิ่งขึ้น ลองอ่านบทความอื่น ๆ ของ GOOD LUCK TRIP ต่อได้เลย
คุณอาจได้พบข้อมูลที่คาดไม่ถึง หรือเจอสถานที่ท่องเที่ยวที่ตรงใจมากยิ่งขึ้นก็ได้







