
เพลิดเพลินกับความงามแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมและธรรมชาติสุดงดงาม! คู่มือท่องเที่ยวเอฮิเมะ
ถ้ากำลังมองหาทริปที่ได้ทั้งบรรยากาศญี่ปุ่นดั้งเดิม ธรรมชาติของทะเลและภูเขา รวมถึงสถานที่ประวัติศาสตร์ เอฮิเมะก็เป็นจุดหมายที่น่าสนใจมาก
บทความนี้รวบรวมข้อมูลสำคัญก่อนออกเดินทางไว้ให้ครบถ้วน สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนไปเอฮิเมะ ไม่ว่าจะเป็นเสน่ห์และจุดน่าสนใจของแต่ละพื้นที่ การเดินทาง อาหารท้องถิ่น และตัวอย่างเส้นทางท่องเที่ยว
หากใช้บทความนี้เป็นแนวทาง แม้จะมีเวลาเที่ยวไม่กี่วัน ก็ยังสามารถสัมผัสเสน่ห์ของเอฮิเมะได้อย่างเต็มอิ่ม
“เอฮิเมะ” ดินแดนที่คุณจะได้เพลิดเพลินกับความงามของหมู่เกาะและบรรยากาศญี่ปุ่นดั้งเดิม
หากนึกถึงจังหวัดที่มีทั้งทะเลสวย หมู่เกาะมากมาย และบรรยากาศญี่ปุ่นดั้งเดิม เอฮิเมะก็มักเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงเสมอ
เอฮิเมะ (Ehime) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของภูมิภาคชิโกกุ ซึ่งเป็นเกาะทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น โดยพื้นที่ตอนเหนือของจังหวัดหันหน้าออกสู่ทะเลเซโตะใน และฝั่งตะวันตกติดกับทะเลอุวะ
หมู่เกาะประมาณ 200 เกาะที่ลอยอยู่ในทะเลเซโตะในและทะเลอุวะ พร้อมทะเลอันสวยงาม คือทิวทัศน์ที่เรียกได้ว่าน่าประทับใจอย่างแท้จริง
จังหวัดนี้เชื่อมต่อกับฮิโรชิมาบนเกาะฮนชูด้วยเส้นทางชิมานามิไคโด และยังถือเป็นประตูสู่ชิโกกุจากฝั่งฮนชูอีกด้วย
ทางตอนใต้ซึ่งติดกับจังหวัดโคจิมีแนวเทือกเขาชิโกกุ จึงอุดมไปด้วยธรรมชาติทั้งทะเลและภูเขา
หนึ่งในเสน่ห์สำคัญคืออาคารประวัติศาสตร์มากมาย รวมถึงปราสาทมัตสึยามะที่เป็นหนึ่งใน 100 ปราสาทชื่อดังของญี่ปุ่น
บรรยากาศย้อนยุคจากรถรางที่วิ่งผ่านตัวเมืองก็ทำให้คุณสัมผัสประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้ในหลายมุมของเมือง
หากพูดถึงเสน่ห์ของเอฮิเมะ ก็ขาดโดโงะออนเซ็นไม่ได้ เพราะที่นี่เป็นหนึ่งในสามออนเซ็นโบราณของญี่ปุ่น และมีชื่อเสียงว่าเป็นออนเซ็นที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ
เสน่ห์ของที่นี่อยู่ที่อาคารซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญ น้ำพุร้อนที่อ่อนโยนต่อผิว และย่านออนเซ็นที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแบบญี่ปุ่น อีกทั้งยังเป็นฉากในนิยายของนัตสึเมะ โซเซกิ นักเขียนชื่อดังของญี่ปุ่นด้วย
เอฮิเมะยังขึ้นชื่อเรื่องการปลูกผลไม้ตระกูลส้มด้วย โดยเฉพาะส้มมิคังของเอฮิเมะที่มีชื่อเสียงมาก และมีสัดส่วนการผลิตคิดเป็นประมาณ 80% ของทั้งประเทศ

อุณหภูมิเฉลี่ยและตัวอย่างการแต่งกายในเอฮิเมะ
โดยทั่วไปเอฮิเมะมีอากาศค่อนข้างอบอุ่น พื้นที่ราบทางตอนเหนือมีฝนและหิมะไม่มาก ส่วนพื้นที่ภูเขาด้านในแผ่นดินจะมีฝนและหิมะมากกว่า
ในมัตสึยามะและอุวะจิมะ จำนวนวันที่อากาศร้อนจัดในรอบปีมีมากกว่า 60 วัน และในโอซุซึ่งเป็นพื้นที่แอ่งกระทะอาจสูงถึง 75 วัน ดังนั้นหากมาเที่ยวเอฮิเมะในฤดูร้อน ควรเตรียมตัวป้องกันโรคลมแดดให้ดี
อุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือนของเอฮิเมะ
| - | มกราคม | กุมภาพันธ์ | มีนาคม | เมษายน | พฤษภาคม | มิถุนายน | กรกฎาคม | สิงหาคม | กันยายน | ตุลาคม | พฤศจิกายน | ธันวาคม |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| อุณหภูมิเฉลี่ย (องศา) | 5.9 | 6.1 | 9.0 | 13.7 | 18.4 | 22.0 | 26.2 | 27.4 | 24.0 | 18.6 | 13.0 | 8.1 |
ตัวอย่างการแต่งกายในแต่ละฤดูของเอฮิเมะ
- ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม - พฤษภาคม): แจ็กเก็ตบาง หรือเสื้อไหมพรมเนื้อบาง
- หน้าร้อน (มิถุนายน - สิงหาคม): เสื้อผ้าบางเบาและเสื้อแขนสั้น
- ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - พฤศจิกายน): แจ็กเก็ตบาง หรือเสื้อโค้ต
- ช่วงฤดูหนาว (ธันวาคม - กุมภาพันธ์): เสื้อโค้ต ชุดสูทผ้าวูล และเสื้อไหมพรมหรือแจ็กเก็ตหนา
การเดินทางไปเอฮิเมะ
หากเดินทางจากโตเกียวไปเอฮิเมะ จะใช้เวลาโดยเครื่องบินประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ส่วนจากโอซาก้าก็ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จัดว่าเดินทางได้สะดวกทีเดียว
สนามบินมัตสึยามะ ซึ่งเป็นประตูทางอากาศของเอฮิเมะ มีเที่ยวบินระหว่างประเทศด้วย จึงสามารถเดินทางตรงจากไต้หวัน เกาหลี และจีนได้

การเดินทางจากสนามบินมัตสึยามะไปยังสถานีหลัก
ต่อไปนี้เป็นวิธีเดินทางจากสนามบินมัตสึยามะ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของผู้มาเยือนเอฮิเมะจากทั้งในและต่างประเทศ ไปยัง “สถานีมัตสึยามะ” และ “สถานีอิมาบาริ”
สถานีมัตสึยามะเป็นสถานีศูนย์กลางของเอฮิเมะ และเป็นฐานสำคัญสำหรับการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ
ส่วนสถานีอิมาบาริในเมืองอิมาบาริ ทางตอนเหนือของเอฮิเมะ ก็เป็นอีกหนึ่งสถานีสำคัญของจังหวัดเช่นกัน
บริเวณรอบเมืองอิมาบาริก็มีแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก หากคุณวางแผนเที่ยวตอนเหนือของเอฮิเมะ ก็น่าจะมีโอกาสได้ใช้สถานีนี้บ่อยพอสมควร
จากสนามบินมัตสึยามะไปสถานีมัตสึยามะ
- เส้นทาง
- ขึ้นรถลีมูซีนบัสจากสนามบินมัตสึยามะ แล้วลงที่ JR Matsuyama Ekimae
- ระยะเวลา
- ประมาณ 15 นาที
จากสนามบินมัตสึยามะไปสถานีอิมาบาริ
- เส้นทาง
-
1. จากสนามบินมัตสึยามะ เดินประมาณ 7 นาทีไปยังป้ายรถบัส แล้วขึ้นรถบัส Iyo Tetsu ลงที่ป้าย JR Matsuyama Ekimae
2. จากป้ายรถบัส เดินประมาณ 7 นาทีไปยังสถานี JR Matsuyama แล้วขึ้นรถไฟ JR สายโยซัง ลงที่สถานีอิมาบาริ - ระยะเวลา
- ประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที
วิธีเดินทางหลักในเอฮิเมะ
การเดินทางหลักในเอฮิเมะจะใช้รถไฟและรถบัสเป็นหลัก
เส้นทางรถไฟส่วนใหญ่พาดผ่านเฉพาะบริเวณใกล้ทะเล จึงควรใช้รถบัสร่วมด้วยให้เหมาะสม
บางสถานที่อาจเดินทางไปไม่ถึงด้วยขนส่งสาธารณะเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการใช้แท็กซี่หรือรถเช่าก็อาจเป็นตัวเลือกที่ควรพิจารณา

3 พื้นที่น่าสนใจที่ควรรู้ก่อนเที่ยวเอฮิเมะ
ก่อนวางแผนเที่ยวเอฮิเมะ ลองทำความรู้จักเสน่ห์และจุดเด่นของทั้ง 3 พื้นที่ไว้ล่วงหน้าจะช่วยได้มาก
แม้จะมีเสน่ห์ร่วมกันอยู่บ้าง แต่แต่ละพื้นที่ก็มีเอกลักษณ์ต่างกัน ดังนั้นลองทำความเข้าใจแต่ละโซนก่อน แล้วค่อยวางแผนการเดินทางให้เหมาะกับสไตล์ของคุณ
“พื้นที่โทโย” ที่เพลิดเพลินได้กับธรรมชาติหลากหลาย ทั้งทิวทัศน์หมู่เกาะและภูเขา
พื้นที่โทโยอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเอฮิเมะ และเป็นโซนที่สัมผัสธรรมชาติได้หลากหลายพอสมควร
“พื้นที่โทโย” ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเอฮิเมะ
ติดกับทะเลเซโตะใน และยังมีทั้งเขตภูเขากับที่ราบ จึงสามารถเพลิดเพลินกับภูมิทัศน์ธรรมชาติที่หลากหลายได้
พื้นที่นี้ยังเป็นที่ตั้งของ “ชิมานามิไคโด” เส้นทางจักรยานข้ามช่องแคบแห่งแรกของญี่ปุ่น และได้รับการขนานนามว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของนักปั่นจักรยาน
แม้ไม่ได้ปั่นจักรยาน ก็ยังควรแวะ “สวนชมวิวคิโรซัง” ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีวิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งบนชิมานามิไคโด
ที่นี่ยังมี “ภูเขาอิชิซึจิ” ยอดเขาที่สูงที่สุดในฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่น ซึ่งให้คุณสัมผัสทั้งพลังและความงามของธรรมชาติจากแนวเขาสูงชันได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวสวย ๆ อย่างที่ราบสูงและหุบเขา รวมถึงมรดกอุตสาหกรรมอย่าง “โทเฮ” ที่ถูกเรียกว่าเป็นมาชูปิกชูแห่งตะวันออก ตลอดจนปราสาท ศาลเจ้า และวัดอีกมากมาย
อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีเมืองขนาดประชากรมากกว่า 100,000 คนเรียงต่อเนื่องกัน โดยหนึ่งในนั้นคือเมืองอิมาบาริ ซึ่งเป็นแหล่งผลิต “ผ้าขนหนูอิมาบาริ” ที่มีชื่อเสียงระดับโลกของญี่ปุ่น
หากอยากซื้อของฝาก แนะนำให้แวะ “Imabari Towel Main Store / Imabari Towel LAB” ที่มีผ้าขนหนูอิมาบาริมากกว่า 20,000 รายการให้เลือกซื้อ พร้อมกิจกรรมทดลองทอผ้าและการสาธิตเครื่องทอผ้าด้วย



“พื้นที่ชูโย” แหล่งรวมสถานที่ที่ให้สัมผัสประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเอฮิเมะ
ถ้าอยากค่อย ๆ ซึมซับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเอฮิเมะ พื้นที่ชูโยก็เป็นโซนที่ไม่ควรมองข้าม
ใน “พื้นที่ชูโย” ตอนกลางของเอฮิเมะ มีสถานที่มากมายที่ทำให้สัมผัสได้ถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของทั้งญี่ปุ่นและเอฮิเมะ
หนึ่งในนั้นคือโดโงะออนเซ็น ซึ่งนับเป็นหนึ่งในสามออนเซ็นโบราณของญี่ปุ่น และยังปรากฏอยู่ในโคจิกิ หนังสือเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นด้วย
เมืองศูนย์กลางอย่าง “เมืองมัตสึยามะ” ก็อยู่ในพื้นที่ชูโยเช่นกัน และ “ปราสาทมัตสึยามะ” อันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม
อาคารหลายแห่งที่ยังคงหลงเหลือมาตั้งแต่ยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603–1868) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญของชาติ
พื้นที่ชูโยยังมีสถานที่สำหรับชมธรรมชาติ เช่น “ชิโกกุคาร์สต์” ที่ทอดยาวข้ามไปยังจังหวัดโคจิ ซึ่งในฤดูใบไม้ผลิจะมีดอกไม้และต้นไม้เขียวสด ฤดูร้อนมีสีเขียวเข้มและพืชอัลไพน์ ส่วนฤดูใบไม้ร่วงจะเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าซูซูกิ ให้คุณได้เพลิดเพลินกับความงามของที่ราบสูงกว้างใหญ่ตลอดทั้ง 4 ฤดู



“พื้นที่นันโย” ที่มีเสน่ห์จากทิวทัศน์ญี่ปุ่นดั้งเดิมและธรรมชาติแสนสวย
พื้นที่นันโยเหมาะกับคนที่อยากเห็นทั้งธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์และทิวทัศน์แบบญี่ปุ่นดั้งเดิมในทริปเดียว
“พื้นที่นันโย” ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเอฮิเมะ โดดเด่นด้วยธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทั้งภูเขา ทะเล และแม่น้ำ
ตอนเหนือของพื้นที่นันโยหันหน้าออกสู่ทะเลเซโตะใน ส่วนตอนใต้ติดกับทะเลอุวะที่มีลักษณะเด่นเป็นชายฝั่งแบบเรียส ทำให้เพลิดเพลินกับเสน่ห์ของทะเลทั้งสองแบบได้
การดำน้ำตื้นในทะเลอุวะเพื่อชมปลาทะเลเขตร้อนและปะการังก็เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีภูมิทัศน์ธรรมชาติชวนผ่อนคลายอีกมาก เช่น หุบเขานาเมโทโกะและหุบเขานารุกาวะที่มีลำธารใสสะอาด รวมถึงที่ราบคาร์สต์ชิโกกุ
ทิวทัศน์ชนบทญี่ปุ่นอันงดงามที่มีนาขั้นบันไดและไร่ขั้นบันไดก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของพื้นที่นันโย
ด้วยความที่ยังคงมีถนนหนทางและย่านเมืองเก่าสไตล์ย้อนยุคหลงเหลืออยู่ ที่นี่จึงเป็นพื้นที่ที่คุณจะได้เต็มอิ่มกับวัฒนธรรมและทิวทัศน์แบบญี่ปุ่นดั้งเดิม พร้อมธรรมชาติอันสวยงามไปพร้อมกัน



ควรใช้เวลากี่วันเพื่อเที่ยวเอฮิเมะให้เต็มอิ่ม
ถ้าเน้นเที่ยวจุดยอดนิยมโดยมีเมืองมัตสึยามะเป็นศูนย์กลาง ทริป 2 วัน 1 คืนก็ถือว่าเที่ยวเอฮิเมะได้ค่อนข้างเต็มอิ่มแล้ว
แต่ถ้าต้องการเที่ยวทั้งพื้นที่โทโยและนันโยด้วย แนะนำให้เผื่อเวลาอย่างน้อย 3 วัน 2 คืน

ตัวอย่างแพลนเที่ยว 1 วัน ตระเวนจุดท่องเที่ยวยอดนิยมในเอฮิเมะ
ถัดจากนี้ เราจะชวนดูตัวอย่างแพลนเที่ยว 1 วันสำหรับตระเวนสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในเอฮิเมะด้วยขนส่งสาธารณะเท่านั้น
นี่น่าจะเป็นวันที่คุณได้สัมผัสทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และบรรยากาศอันมีเสน่ห์ของญี่ปุ่นและเอฮิเมะอย่างเต็มที่
หากยังไม่แน่ใจว่าจะวางแผนเที่ยวเอฮิเมะแบบไหนดี ลองใช้คอร์สตัวอย่างนี้เป็นแนวทางได้เลย
09:00 เริ่มต้นจากป้ายรถราง Iyo Tetsu Matsuyama Ekimae
เริ่มจากขึ้นรถรางที่ป้าย Iyo Tetsu Matsuyama Ekimae ไปยังจุดแรกคือ “ปราสาทมัตสึยามะ”
นั่งประมาณ 20 นาทีแล้วลงที่ป้ายโอไคโด จากนั้นเปลี่ยนไปขึ้นกระเช้าลอยฟ้า
เมื่อลงที่โชจะงะไดระแล้ว เดินต่อประมาณ 10 นาที ก็จะถึงทางเข้าหอคอยปราสาท

09:30 เดินเล่นรอบ “ปราสาทมัตสึยามะ” ปราสาทที่ขึ้นชื่อว่าตีได้ยาก
ปราสาทมัตสึยามะเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมัตสึยามะ และมีชื่อเสียงในฐานะปราสาทที่ป้องกันได้แข็งแกร่ง
ที่นี่มีทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญถึง 21 แห่ง รวมถึงหอคอยปราสาท ประตูอิจิโนะมง และประตูชิคุมน เป็นต้น ภายในหอคอยยังมีการจัดแสดงเอกสารล้ำค่าด้วย
การชมองค์ประกอบป้องกันปราสาท เช่น หน้าต่างตะแกรงแบบยกเปิด ช่องยิง และช่องทิ้งหิน ก็เป็นอีกความสนุกหนึ่งของที่นี่
ลองเดินชมภายในปราสาท แล้วเพลิดเพลินกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในมัตสึยามะ

11:00 รับประทานอาหารกลางวันที่ “โกะโดเรียวริ โกะชิกิ”
หลังเดินชมปราสาทมัตสึยามะแล้ว ให้นั่งกระเช้าลงมาและเดินต่อประมาณ 10 นาทีไปยัง “โกะโดเรียวริ โกะชิกิ” (Gōdoryōri Goshiki)
ร้านอาหารญี่ปุ่นเก่าแก่ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1635 ที่นี่เสิร์ฟอาหารท้องถิ่นโดยใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นปลามะไดสด เนื้อวัวอิโยะวากิว และฮิเมะพอร์ก
เมนูขึ้นชื่อคือข้าวหน้าไทเมชิ ซึ่งใช้เฉพาะปลามะไดสดใหม่ที่จัดหามาในวันนั้น
ไทเมชิมี 2 แบบ คือแบบอุวะจิมะที่เสิร์ฟพร้อมซาชิมิ และแบบมัตสึยามะที่หุงข้าวพร้อมปลา โดยทางร้านมีทั้งสองแบบให้เลือก
หากอยากลิ้มลองอาหารขึ้นชื่อของเอฮิเมะ มื้อกลางวันมื้อนี้เหมาะมากทีเดียว

12:00 ดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโลกของนิยายที่ “พิพิธภัณฑ์ซากะโนะอุเอะโนะคุโมะ”
หลังจากลิ้มลองไทเมชิแล้ว ให้เดินต่อประมาณ 10 นาทีไปยัง “พิพิธภัณฑ์ซากะโนะอุเอะโนะคุโมะ” (Saka no Ue no Kumo Museum)
นิยายเรื่อง “ซากะโนะอุเอะโนะคุโมะ” ของชิบะ เรียวทาโร่ มีตัวเอก 3 คนจากมัตสึยามะ ได้แก่ อากิยามะ ซาเนะยูกิ อากิยามะ โยชิฟุรุ และมาซาโอกะ ชิกิ
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นโดยมีนิยายเรื่องดังกล่าวเป็นธีมหลัก
ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์สูง 4 ชั้นเหนือดินและ 1 ชั้นใต้ดิน ออกแบบโดยอันโด ทาดาโอะ สถาปนิกชื่อดังระดับโลก โดยคำนึงถึงประวัติศาสตร์และธรรมชาติรอบปราสาทมัตสึยามะ
นอกจากนิทรรศการแล้ว อย่าลืมเพลิดเพลินกับความงามของตัวอาคารทั้งภายนอกและภายในด้วย

13:00 ดื่มด่ำกับความงามของสถาปัตยกรรมและงานศิลป์ที่ “บังซุยโซ”
เมื่อเพลิดเพลินกับโลกของนิยายแล้ว แนะนำให้แวะ “บังซุยโซ” (Bansuisō) ซึ่งอยู่ในระยะเดินถึงได้สะดวก
บังซุยโซสร้างขึ้นในปี 1922 โดยฮิซามัตสึ ซาดาโคโตะ ขุนนางผู้สืบเชื้อสายจากอดีตเจ้าแคว้นมัตสึยามะ เพื่อใช้เป็นบ้านพักตากอากาศ
ด้วยประสบการณ์ที่เคยพำนักอยู่ในฝรั่งเศสเป็นเวลานานในฐานะเจ้าหน้าที่ทหารประจำการ อาคารจึงถูกสร้างขึ้นในสไตล์นีโอเรอเนสซองส์แบบฝรั่งเศส
ทั้งการออกแบบ โครงสร้าง เครื่องเรือน และการตกแต่ง ล้วนคัดสรรอย่างประณีตในระดับชั้นหนึ่ง จนได้เป็นอาคารสไตล์ฝรั่งเศสที่งดงามจนแม้แต่ชาวยุโรปยังต้องประทับใจ
ที่นี่ยังมีการจัดแสดงงานศิลปะด้วย อย่าลืมเผื่อเวลาไว้เดินชมกันด้วย

14:30 เดินเล่นใน “ย่านการค้าโดโงะ” ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบญี่ปุ่น
จากบังซุยโซ ให้กลับไปยังสถานีโอไคโดของรถไฟอิโยะ แล้วนั่งรถรางไปยังสถานีโดโงะออนเซ็น
เมื่อลงจากสถานี จะพบกับย่านออนเซ็นบรรยากาศย้อนยุคอยู่ตรงหน้า
โดโงะออนเซ็น หนึ่งในสามออนเซ็นโบราณของญี่ปุ่น ปรากฏอยู่ใน “นิฮงโชกิ” ซึ่งเป็นพงศาวดารเก่าแก่ของญี่ปุ่นด้วย
แม้บริเวณนี้จะมีสถานที่สำหรับแช่ออนเซ็นแบบไปเช้าเย็นกลับหลายแห่ง แต่แนะนำให้เริ่มจากการเดินเล่นในย่านออนเซ็นก่อน
โดยเฉพาะย่านการค้าโดโงะ ที่เรียงรายไปด้วยร้านขายของฝากและร้านอาหารมากมาย เหมาะสำหรับเดินชิมอาหารและเลือกซื้อของฝากอย่างเพลิดเพลิน

15:30 แช่ออนเซ็นและดื่มด่ำบรรยากาศญี่ปุ่นที่ “อาคารหลักโดโงะออนเซ็น”
เมื่อเดินเล่นในย่านออนเซ็นเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาลองแช่โดโงะออนเซ็น หนึ่งในสามออนเซ็นโบราณของญี่ปุ่นกันจริง ๆ
มีตำนานเล่าว่า นกกระสาสีขาวที่บาดเจ็บได้มารักษาแผลที่โดโงะออนเซ็น น้ำพุร้อนที่นี่เป็นอัลคาไลน์แบบอ่อน ให้สัมผัสนุ่มนวลต่อผิว ระคายเคืองน้อย เหมาะทั้งสำหรับการพักฟื้นและการดูแลผิวพรรณ
อาคารหลักโดโงะออนเซ็นได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญของชาติ และโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอันสง่างามที่สะท้อนความรู้สึกถึงประวัติศาสตร์
ที่นี่สามารถใช้บริการแบบไปเช้าเย็นกลับได้ จึงเหมาะสำหรับแวะมาผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง และก่อนหรือหลังแช่ออนเซ็น ลองใช้เวลาชมทั้งภายนอกและภายในอาคารอย่างช้า ๆ ก็น่าประทับใจไม่น้อย

หากพักได้ 1 คืน ต้องไม่พลาดจุดชมวิวสุดอลังการของเอฮิเมะ “ชิโกกุคาร์สต์”
ถ้ามีเวลาเที่ยวเอฮิเมะแบบค้าง 1 คืน และสามารถใช้รถเช่าได้ “ชิโกกุคาร์สต์” ก็เป็นจุดที่อยากแนะนำให้ลองแวะไป
ชิโกกุคาร์สต์เป็นที่ราบคาร์สต์ที่ทอดยาวประมาณ 25 กิโลเมตรจากตะวันออกสู่ตะวันตก คร่อมอยู่ระหว่างจังหวัดเอฮิเมะและโคจิ โดยเป็นพื้นที่สูงราว 1,400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
ที่นี่ได้รับการยกให้เป็นหนึ่งในสามคาร์สต์ใหญ่ของญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ผลิจะมีดอกไม้และต้นไม้เขียวสด ฤดูร้อนมีสีเขียวเข้มและพืชอัลไพน์ ส่วนฤดูใบไม้ร่วงจะเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าซูซูกิ ให้คุณเพลิดเพลินกับความงามของที่ราบสูงกว้างใหญ่ได้ตลอดทั้งปี
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดคือทิวทัศน์เฉพาะตัวของที่ราบคาร์สต์ ที่มีหินปูนสีขาวกระจายตัวอยู่ทั่วที่ราบสูง
จะขับรถผ่านชิโกกุคาร์สต์ต่อไปยังโคจิ แล้วเที่ยวต่อในโคจิก็เป็นอีกไอเดียที่น่าสนใจ

ถ้าคุณชอบปั่นจักรยาน ควรเพิ่ม “ชิมานามิไคโด” ไว้ในแผนเที่ยว
สำหรับคนที่ชอบปั่นจักรยาน “ชิมานามิไคโด” เป็นเส้นทางที่ควรใส่ไว้ในแผนเที่ยวเอฮิเมะสักวัน
“ชิมานามิไคโด” เป็นเส้นทางยาวประมาณ 60 กิโลเมตรที่เชื่อมระหว่างเกาะฮนชูกับชิโกกุ โดยเชื่อมเมืองโอโนมิจิ จังหวัดฮิโรชิมา กับเมืองอิมาบาริ จังหวัดเอฮิเมะ และสามารถข้ามสะพานผ่าน 6 เกาะที่ลอยอยู่ในทะเลเซโตะในได้
สะพานแต่ละแห่งยกเว้นชินโอโนมิจิโอฮาชิ มีทางสำหรับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก รวมถึงทางเฉพาะสำหรับจักรยานและคนเดิน ทำให้สามารถปั่นจักรยานพร้อมชมวิวหมู่เกาะกลางทะเลเซโตะในได้อย่างเต็มที่
หากคุณชื่นชอบการปั่นจักรยาน จะจัดให้วันที่ 2 ของทริปเอฮิเมะเป็นวันสำหรับปั่นจักรยานบนชิมานามิไคโดก็เป็นตัวเลือกที่ดี

3 เมนูอาหารท้องถิ่นที่ห้ามพลาดเมื่อมาเที่ยวเอฮิเมะ
ถ้ามาเที่ยวเอฮิเมะทั้งที เรื่องอาหารท้องถิ่นก็น่าเก็บไว้ในแผนเหมือนกัน
จากอาหารท้องถิ่นมากมายของเอฮิเมะ ต่อไปนี้คือเมนูยอดนิยมที่อยากแนะนำเป็นพิเศษ
อาหารเหล่านี้ใช้วัตถุดิบที่เติบโตจากธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของเอฮิเมะ และรสชาติก็ยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือ
มาเที่ยวเอฮิเมะทั้งที อย่าลืมเพลิดเพลินกับอาหารอร่อย ๆ ไปพร้อมกับการเที่ยวด้วย
1. จากoten
สำหรับคนที่สนใจอาหารท้องถิ่นของเอฮิเมะ จากoten จัดเป็นหนึ่งในเมนูที่รู้จักกันดี
จากoten คือหนึ่งในอาหารประเภทลูกชิ้นปลา ทำจากปลาตัวเล็กบดทั้งหนังและกระดูกแล้วนำไปทอด
เป็นอาหารท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมมากโดยเฉพาะในเมืองอุวะจิมะและพื้นที่ใกล้ทะเลอุวะ ซึ่งมีปลาสดจับได้อย่างอุดมสมบูรณ์
รสเค็มอ่อน ๆ และความอร่อยเข้มข้นของปลาเป็นเสน่ห์ที่น่าลองมาก
โดยทั่วไปนิยมกินตอนทอดใหม่ ๆ แบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม แต่จะทานคู่กับโชยุและหัวไชเท้าขูดก็อร่อยเช่นกัน กินได้ทุกฤดูและเหมาะเป็นกับแกล้มด้วย
อีกจุดที่น่าชอบคือมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยแคลเซียมและแร่ธาตุต่าง ๆ
ในเอฮิเมะและอุวะจิมะ ยังนิยมใส่จากoten เป็นเครื่องในโอเด้งและอุด้งด้วย

2. อุวะจิมะไทเมชิ
เมื่อพูดถึงเมนูปลามะไดของเอฮิเมะ อุวะจิมะไทเมชิก็เป็นอาหารท้องถิ่นที่มักถูกนึกถึงก่อนเสมอ
ทะเลอุวะซึ่งมีชายฝั่งแบบเรียส เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเพาะเลี้ยงปลา โดยเฉพาะปลามะไดที่เลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย และเอฮิเมะก็เป็นจังหวัดที่มีปริมาณการผลิตปลามะไดมากที่สุดในญี่ปุ่น
ปลามะไดของเอฮิเมะมีจุดเด่นที่รสชาติละมุนแบบปลาเนื้อขาว ความหวานของไขมัน รสอูมามิตามธรรมชาติของปลา และเนื้อสัมผัสที่เด้งแน่น
อาหารท้องถิ่นที่ใช้ปลามะไดขึ้นชื่อของเอฮิเมะก็คือ “อุวะจิมะไทเมชิ”
เมนูนี้คือซาชิมิปลามะไดที่นำไปหมักในซอสปรุงรสด้วยโชยุ มิริน และดาชิ จากนั้นนำมาวางบนข้าว
ความอร่อยของซอสและรสอูมามิตามธรรมชาติของปลามะไดช่วยเสริมกันอย่างลงตัว จนเกิดรสชาติหอมอร่อยเต็มปากเต็มคำ
อีกเสน่ห์หนึ่งคือเมื่อวางบนข้าวร้อน ไขมันของปลาจะค่อย ๆ ละลาย ทำให้สัมผัสได้ถึงความหวานและความอร่อยของเนื้อปลาได้ชัดขึ้น
แม้ที่เมืองมัตสึยามะก็มีไทเมชิที่มีชื่อเสียงเช่นกัน แต่รูปแบบจะแตกต่างจากอุวะจิมะไทเมชิเล็กน้อย
ไทเมชิแบบมัตสึยามะจะหุงปลามะไดพร้อมข้าวโดยใส่เกลือ โชยุ และสาหร่ายคมบุร่วมกัน
บางครั้งหุงทั้งตัว และบางครั้งก็ใช้แบบหั่นชิ้น
ถ้ามีโอกาส ลองชิมเปรียบเทียบไทเมชิทั้งสองแบบที่เอฮิเมะภาคภูมิใจดูได้


3. ยากิโทริสไตล์อิมาบาริ
ยากิโทริสไตล์อิมาบาริเป็นเมนูที่มีลักษณะต่างจากยากิโทริทั่วไปอยู่พอสมควร
ยากิโทริสไตล์อิมาบาริแตกต่างจากยากิโทริทั่วไปที่เสียบไม้ เพราะจุดเด่นคือการนำหนังไก่มาย่างบนแผ่นเหล็กโดยไม่เสียบไม้
ระหว่างย่างบนแผ่นเหล็ก ยังใช้แผ่นเหล็กถ่วงทับเพื่อกดหนังไก่ไปพร้อมกัน
วิธีนี้ทำให้ไขมันที่ออกมาจากไก่ช่วยทอดไปในตัว และการกดทับยังช่วยให้สุกเร็วขึ้น จึงสามารถเสิร์ฟได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อไขมันส่วนเกินออกไป จึงได้รสสัมผัสที่ไม่เลี่ยน และยังคงความอร่อยเข้มข้นของเนื้อไก่ไว้เต็มที่
รสชาติอาจต่างกันไปตามร้าน แต่ส่วนใหญ่มักปรุงด้วยซอสหวานเค็ม และเข้ากันได้ดีกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ดื่มด่ำกับวิวฤดูใบไม้ผลิแสนงดงามของทะเลเซโตะใน! จุดชมซากุระชื่อดังในเอฮิเมะ
ถ้าได้มาเอฮิเมะในฤดูใบไม้ผลิ การตามหาจุดชมซากุระก็น่าจะเป็นอีกช่วงเวลาที่น่าประทับใจของทริป
จุดชมซากุระในเอฮิเมะมีเสน่ห์ตรงที่ได้เห็นภาพงดงามของซากุระที่กลมกลืนกับทะเลเซโตะใน และอาคารประวัติศาสตร์
หนึ่งในนั้นคือ “สวนไคซัง” ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาไคซังสูง 149 เมตร บนเกาะฮากาตะ
จุดชมวิวบนยอดเขาเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สามารถมองเห็นหมู่เกาะในทะเลเซโตะในและสะพานที่เชื่อมต่อเกาะต่าง ๆ ได้แบบพาโนรามา และเมื่อถึงช่วงที่ซากุระบานสวย ก็จะได้ชมวิวเหล่านี้ผ่านฉากหน้าของดอกซากุระ
“ภูเขาเซกิเซ็น” บนเกาะห่างไกลอย่างเกาะอิวากิ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเอฮิเมะ ซึ่งสูงประมาณ 370 เมตร ก็เป็นหนึ่งในจุดชมซากุระระดับแนวหน้าของจังหวัด
ซากุระกว่า 3,000 ต้นที่บานตามเส้นทางขึ้นเขาจนถึงยอด และวิวทะเลเซโตะในพร้อมซากุระจากจุดชมวิวบนยอดเขา เป็นภาพที่ไม่ควรพลาด
ส่วนปราสาทมัตสึยามะ สัญลักษณ์ของเมืองมัตสึยามะ ก็สวยงามมากเมื่อถูกแต่งแต้มด้วยซากุระประมาณ 200 ต้น
สำหรับวันเริ่มบาน วันบานเต็มที่ และช่วงชมซากุระในแต่ละปี สามารถดูอ้างอิงได้จากตารางด้านล่าง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพอากาศ อุณหภูมิ และแต่ละสถานที่ จึงควรตรวจสอบอีกครั้งก่อนเดินทาง
- วันเริ่มบาน
- 24 มีนาคม
- วันบานเต็มที่
- 3 เมษายน
- ช่วงชมซากุระ
- 3 เมษายน–9 เมษายน
ข้อมูลอ้างอิง: กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น สถานะการบานของซากุระ
ข้อมูลอ้างอิง: กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น สถานะซากุระบานเต็มที่



จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในเอฮิเมะ ที่ให้คุณเพลิดเพลินกับความงามของหุบเขาในฤดูใบไม้ร่วง
พอเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง เอฮิเมะก็มีอีกบรรยากาศหนึ่งที่ชวนให้ออกไปเที่ยวชมธรรมชาติ
เอฮิเมะที่อุดมไปด้วยธรรมชาติ ไม่ได้มีเพียงจุดชมซากุระเท่านั้น แต่ยังมีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีมากมายด้วย
หากคุณมาเที่ยวเอฮิเมะในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน อย่าลืมแวะไปชมใบไม้เปลี่ยนสีด้วย
ที่ “หุบเขานิบุกาวะ” ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีชื่อดังของเอฮิเมะ คุณสามารถเดินเล่นไปตามทางเดินอย่างช้า ๆ พร้อมชมทิวทัศน์หุบเขาที่แต้มสีแดงและสีทองได้
ส่วนหุบเขานาเมโทโกะก็ขึ้นชื่อเรื่องใบไม้เปลี่ยนสีเช่นกัน โดยป่าไม้รอบ “น้ำตกยูกิวะ” ที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 น้ำตกชื่อดังของญี่ปุ่นนั้นงดงามน่าประทับใจเป็นพิเศษ ภาพของใบเมเปิลที่ย้อมพื้นที่ทั้งบริเวณให้เป็นสีแดงเข้มนั้นงดงามอย่างยิ่ง
“หุบเขาโอดะมิคายะ” ก็เป็นอีกแห่งที่ได้รับความนิยมสูง หากเดินตามทางเดินยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตร จะได้ชมทั้งหุบเขาและภูเขาที่แต่งแต้มด้วยสีสันหลากหลาย
ใบไม้เปลี่ยนสีที่สะท้อนบนผิวน้ำก็สวยไม่แพ้กัน และน่าจะทำให้คุณดื่มด่ำกับความงามของหุบเขาในฤดูใบไม้ร่วงได้อย่างเต็มที่



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเอฮิเมะ
Q
ฤดูไหนเหมาะสำหรับการเที่ยวเอฮิเมะ?
แนะนำฤดูใบไม้ผลิ เพราะจะได้ชมวิวสวยของทะเลเซโตะในกับซากุระที่ผสานกันอย่างลงตัว
Q
มีจุดท่องเที่ยวในเอฮิเมะแห่งไหนที่เหมาะกับทริปครอบครัวบ้าง?
แนะนำชิงช้าสวรรค์ใหญ่ “คุรุริน” ที่มองเห็นวิวเมืองมัตสึยามะและปราสาทมัตสึยามะได้ และย่านออนเซ็นของโดโงะออนเซ็นก็เหมาะเช่นกัน
บทสรุป
หากกำลังวางแผนเดินทางไปเอฮิเมะ บทความนี้ก็น่าจะช่วยให้เห็นภาพได้ตั้งแต่เสน่ห์ของแต่ละพื้นที่ ไปจนถึงอาหารท้องถิ่นที่น่าลองและตัวอย่างแพลนเที่ยว
ไม่ว่าคุณจะมีเวลาไม่มาก หรือกำลังจะไปเยือนเอฮิเมะเป็นครั้งแรก หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้จัดทริปได้ง่ายขึ้น
ถ้าอยากรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวในเอฮิเมะเพิ่มเติม ลองอ่านบทความด้านล่างต่อได้เลย