
【คู่มือการเขียนพู่กันญี่ปุ่นฉบับสมบูรณ์】วัฒนธรรมญี่ปุ่นที่พู่กันและหมึกช่วยจัดใจให้สงบ
เพียงได้ถือพู่กันอยู่ท่ามกลางกลิ่นหมึก แล้วค่อย ๆ เขียนทีละเส้นอย่างมีสมาธิ ใจก็ค่อยสงบลงอย่างเป็นธรรมชาติ
“โชโด” เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น และแม้การเขียนตัวอักษรจะดูเป็นกิจกรรมเรียบง่าย แต่ช่วงเวลานั้นก็มักกลายเป็นเวลาที่ได้พูดคุยกับตัวเองไปด้วย คุณยังได้เรียนรู้สิ่งสำคัญอย่างสมาธิ มารยาท และท่าทีที่ใส่ใจต่อสิ่งต่าง ๆ ระหว่างการฝึกเขียนตัวอักษรให้สวยงาม
บทความนี้จะพาไปรู้จักประวัติศาสตร์ อุปกรณ์ และท่าทางพื้นฐานของโชโด พร้อมสัมผัสเสน่ห์อันลึกซึ้งของศิลปะนี้ผ่านประสบการณ์จริงอย่างละเอียด
เกริ่นนำ: โชโดคืออะไร
เวลาพูดถึง “โชโด” หลายคนนึกถึงการเขียนตัวอักษรด้วยพู่กันและหมึกแบบญี่ปุ่นกันก่อน และนี่ก็เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นด้วย
การเขียน “ตัวอักษรให้สวยงาม” เป็นส่วนหนึ่งของโชโด แต่แก่นของมันยังอยู่ที่การแสดงออกถึงตัวตน และช่วยให้เข้าใจความหมายของถ้อยคำได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในญี่ปุ่นมีคำกล่าวมาแต่โบราณว่า “ลายมือสะท้อนตัวตนของคน” หมายความว่าตัวอักษรเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนตัวผู้เขียน ทั้งนิสัย จิตใจ และการอบรมของคนคนนั้น
แม้โชโดจะเป็นเพียงการเขียนตัวอักษร แต่ก็เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ช่วยให้เราสงบใจ หันกลับมามองตัวเอง และเรียนรู้สิ่งสำคัญต่าง ๆ ผ่านการเขียนตัวอักษรอย่างประณีต
ปัจจุบัน การสื่อสารด้วยคอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟนทำให้การพิมพ์ข้อความส่งหากันกลายเป็นเรื่องปกติ โอกาสในการเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษจึงลดลงอย่างมาก แต่ตัวอักษรที่เขียนด้วยมือนั้นมีความอบอุ่นและความรู้สึกที่ส่งต่อออกมาได้อย่างชัดเจน ยิ่งในสังคมสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย เสน่ห์ของโชโดยิ่งเป็นสิ่งที่น่ากลับมามองอีกครั้ง
ประวัติของโชโด
เดิมที “คันจิ” ซึ่งเป็นตัวอักษรที่ใช้แสดงออกในโชโด ถือกำเนิดขึ้นในจีนเมื่อประมาณ 3,500 ปีก่อน ในเวลานั้นยังไม่มีกระดาษ จึงมีการสลักตัวอักษรลงบนกระดองเต่าหรือกระดูกของสัตว์อย่างวัวและม้า ตัวอักษรเหล่านี้คือบรรพบุรุษของคันจิที่เรียกว่า “อักษรกระดูกและกระดองเต่า” ในยุคนั้นลักษณะยังคล้ายภาพสัญลักษณ์มากกว่าจะเป็นตัวอักษรแบบปัจจุบัน ต่อมาอักษรเหล่านี้ก็ถูกจารลงบนสำริดและหินแทนกระดองและกระดูก ประมาณ 2,500 ปีก่อน รูปแบบจึงค่อย ๆ พัฒนาให้คล้ายตัวอักษรมากขึ้น หลังจากนั้นเกิดรูปแบบตัวอักษรหลากหลายขึ้น จักรพรรดิฉินสื่อหวงจึงได้รวมมาตรฐานตัวอักษรเมื่อประมาณ 2,300 ปีก่อน รูปแบบอักษรที่กำหนดในเวลานั้นคือ “เสี่ยวจ้วน” หรืออักษรตราประทับ จากนั้นจึงพัฒนาเป็น “ลี่ซู” ที่ลดทอนรูปจากอักษรตราประทับ และต่อมาเกิด “เฉ่าซู” กับ “สิงซู” ซึ่งเป็นรูปแบบที่เขียนหวัดเพื่อให้เขียนได้รวดเร็วขึ้น สุดท้ายจึงเกิด “ไคซู” ซึ่งใช้อยู่ในญี่ปุ่นปัจจุบัน โดยเน้นการเขียนแต่ละเส้นอย่างชัดเจน เช่น การหยุดปลายเส้น การสะบัด และการลากเส้น
ว่ากันว่าการกำเนิดของโชโดน่าจะเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน แม้จะมีหลายทฤษฎี ก่อนหน้านั้นตัวอักษรถูกจารลงบนหินและวัสดุต่าง ๆ แต่ภายหลังเริ่มมีการใช้พู่กันเขียน และผู้คนก็ค่อย ๆ มองว่าตัวอักษรเหล่านั้นมีความงดงาม นี่จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของโชโด
สำหรับญี่ปุ่น โชโดได้เข้ามาพร้อมการเผยแผ่พุทธศาสนาในช่วงศตวรรษที่ 6–7 ตั้งแต่สมัยอาสุกะถึงสมัยนารา จุดเริ่มต้นของโชโดในญี่ปุ่นเชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับการคัดลอกพระสูตร นอกจากนี้ วิธีทำพู่กัน หมึก และการทำกระดาษก็ถูกถ่ายทอดเข้ามาด้วย การเขียนตัวอักษรด้วยพู่กันและหมึกเป็นหนึ่งในความรู้สำคัญของชนชั้นนักรบและชนชั้นสูงในเวลานั้น เมื่อวัฒนธรรมขุนนางพัฒนาในสมัยเฮอัน บรรดาขุนนางจะเขียนบทกวีวากะส่งถึงกันเพื่อถ่ายทอดความรู้สึก และในช่วงนั้นเอง “ฮิรางานะ” ซึ่งพัฒนาจากคันจิก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
โชโดกับชาวญี่ปุ่น
สำหรับชาวญี่ปุ่น โชโดเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาตั้งแต่เด็กและฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตพอสมควร การฝึกเขียนตัวอักษรด้วยพู่กันและหมึกในญี่ปุ่นนั้น เด็กประถมจะได้เรียนในวิชาภาษาญี่ปุ่นผ่านชั้นเรียนที่เรียกว่า “ชูจิ” หรือ “โชฉะ” และได้เรียนรู้ตั้งแต่ระดับต้น โดยเริ่มบรรจุในหลักสูตรการศึกษาภาษาญี่ปุ่นระดับประถมเมื่อปี ค.ศ. 1971 และกลายเป็นวิชาภาคบังคับ อย่างไรก็ตาม หนังสือเรียนวิชาภาษาญี่ปุ่นและหนังสือเรียนชูจินั้นแยกกัน และมีจุดมุ่งหมายต่างกัน “ชูจิ” คือการฝึกเขียนตัวอักษรด้วยพู่กันให้สวยงาม โดยเน้นเทคนิคการเขียน เช่น ความงามของตัวอักษร ความสมดุล และน้ำหนักมือ ส่วน “โชฉะ” มุ่งเน้นการเขียนตัวอักษรให้ถูกต้องและชัดเจน โดยตั้งเป้าให้รู้จักวิธีใช้พู่กันและเขียนตัวอักษรได้ทั้งสวยและแม่นยำ การเขียนตัวอักษรให้สวยและถูกต้องเป็นทักษะที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น เวลาเขียนจดหมาย จึงถูกสอนในระบบการศึกษาภาคบังคับ
เมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย จะมีวิชา “โชโด” เป็นวิชาเลือกในกลุ่มศิลปะ ซึ่งก้าวไปอีกระดับจากชูจิและโชฉะที่เน้นวิธีใช้พู่กันและการเขียนให้ถูกต้อง โดยวิชาโชโดจะมุ่งแสวงหาความงามและความเป็นศิลปะของตัวอักษร มีการแสดงออกผ่านความเข้มอ่อนของหมึกและการเคลื่อนไหวของพู่กัน โดยคำนึงถึงความหมายและที่มาของตัวอักษร ดังนั้น ในญี่ปุ่นเมื่อเข้าสู่ระดับมัธยมปลาย โดยทั่วไปนักเรียนจะเลือกเรียนวิชาที่ชอบในหมวดศิลปะ เช่น ศิลปะ ดนตรี หรือโชโด มากกว่าจะเรียนในฐานะส่วนหนึ่งของวิชาภาษาญี่ปุ่น
ด้วยเหตุนี้ ชาวญี่ปุ่นจึงมีโอกาสได้สัมผัสกับวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างโชโดตั้งแต่วัยเด็กผ่านการเขียนตัวอักษรด้วยพู่กันและหมึก หลักสูตรที่บรรจุการเรียนรู้วัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ในระบบโรงเรียนเช่นนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยพบในต่างประเทศ จึงมักทำให้ชาวต่างชาติรู้สึกประหลาดใจ อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ แม้โรงเรียนประถมในญี่ปุ่นหลายแห่งจะไม่มีเครื่องแบบ แต่ในวันที่มีเรียนชูจิ เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ในห้องมักสวมเสื้อผ้าสีเข้มอย่างสีดำกันเป็นจำนวนมาก เพราะยังไม่คุ้นกับการใช้พู่กัน จึงทำให้แขนเสื้อเปื้อนหมึกได้ง่ายนั่นเอง
อุปกรณ์ของโชโด (สมบัติล้ำค่า 4 อย่างแห่งห้องหนังสือ)
ถ้าจะเริ่มฝึก “โช” หรือการเขียนพู่กัน อุปกรณ์พื้นฐานที่มักพูดถึงกันคือ “บุนโบชิโฮ” ซึ่งหมายถึง 4 สิ่ง ได้แก่ พู่กัน กระดาษ แท่นฝนหมึก และหมึก
คำว่า “บุนโบ” หมายถึงห้องหนังสือ ส่วน “บุนโบชิโฮ” เป็นคำที่ผู้ชื่นชอบศิลปะการเขียนพู่กันในจีนให้ความสำคัญมาแต่เดิม อุปกรณ์หลักมี 4 อย่างคือ “พู่กัน” “กระดาษ” “หมึก” และ “แท่นฝนหมึก” และยังมีที่ทับกระดาษกับแผ่นรองซึ่งเป็นของที่ขาดไม่ได้เช่นกัน
ในญี่ปุ่นมีการจำหน่ายอุปกรณ์ครบชุดในรูปแบบชุดโชโด

1. พู่กัน
พู่กันมีหลายประเภท และมักต้องเลือกให้เหมาะกับตัวอักษรที่ต้องการเขียน
พู่กันแบ่งประเภทตาม “ความแข็งและวัสดุของปลายพู่กัน” “ความยาวของปลายพู่กัน” และ “ความหนาของด้าม” เป็นต้น

・ความแข็งและวัสดุของปลายพู่กัน
ส่วนที่ใช้ดูดหมึกและเขียนตัวอักษรเรียกว่า “ปลายพู่กัน” วัสดุหลักของปลายพู่กันคือขนสัตว์ เช่น ขนแกะ ม้า อีเห็น และทานูกิ ความแข็งของปลายพู่กันจะแตกต่างกันไปตามชนิดของสัตว์และตำแหน่งของขนที่นำมาใช้ พู่กันที่ใช้ขนแข็งจะเขียนเส้นที่ดูหนักแน่นได้ ส่วนพู่กันขนอ่อนจะเขียนตัวอักษรที่มีความพลิ้วไหวได้ดี นอกจากนี้ยังมีพู่กันแบบ “เคนโก” ที่ผสมทั้งขนแข็งและขนอ่อนเข้าด้วยกัน ทำให้มีความยืดหยุ่น
・ความยาวของปลายพู่กัน
ความยาวของปลายพู่กันแบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ แบบยาว “โจโฮ” แบบสั้น “ตันโป” และแบบกลาง “จูโฮ”
หากปลายพู่กันยาว จะเขียนตัวอักษรที่มีการเคลื่อนไหวและมีความหลากหลายได้ดี ส่วนแบบสั้นจะเขียนตัวอักษรที่มั่นคงชัดเจนได้ แต่ละความยาวจึงให้ลักษณะของตัวอักษรที่ต่างกัน
・ความหนาของด้าม
ความหนาของด้ามแสดงด้วย “เบอร์” โดยมีตั้งแต่เบอร์ 1 ขนาด 2.1 ซม. ไปจนถึงเบอร์ 10 ขนาด 0.5 ซม. เบอร์ 1–3 จัดเป็น “พู่กันใหญ่” เบอร์ 4–6 เป็น “พู่กันกลาง” และเบอร์ 7–10 เป็น “พู่กันเล็ก”
พู่กันที่แนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นคือแบบ “เคนโก” ซึ่งไม่อ่อนหรือแข็งเกินไป ความยาวปลายพู่กันแบบ “จูโฮ” และด้ามขนาดเบอร์ 4 ที่จับถนัดมือ
พู่กันเป็นอุปกรณ์ที่บอบบางมาก จึงต้องดูแลอย่างทะนุถนอม ถึงขั้นมีคนกล่าวว่าหนึ่งในเคล็ดลับของการพัฒนาฝีมือโชโดคือการดูแลพู่กันให้ดี หลังใช้งานต้องล้างด้วยน้ำทุกครั้ง เพื่อให้หมึกออกจนหมด ห้ามขัดแรง ๆ เพราะจะทำให้พู่กันเสียหาย จุดสำคัญคือล้างอย่างอ่อนโยนด้วยปลายนิ้ว และล้างซ้ำหลายครั้งจนกว่าน้ำจะใส หากล้างเสร็จแล้วปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแล ก็จะทำให้พู่กันเสื่อมสภาพได้เช่นกัน หลังล้างหมึกออกอย่างหมดจดแล้ว ควรห้อยให้ปลายพู่กันชี้ลงและปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติ ต้องแน่ใจว่าแห้งสนิทก่อนนำกลับมาใช้ ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ขนร่วงหรือเกิดเชื้อราได้ การใช้ของชิ้นหนึ่งอย่างทะนุถนอมและใช้งานไปได้นานหลายปี ก็สะท้อนให้เห็นถึงจิตใจแบบญี่ปุ่นเช่นกัน
2. กระดาษ
โชโดใช้กระดาษวาชิที่ออกแบบมาสำหรับงานเขียนพู่กันและทำให้หมึกซึมได้ง่าย วาชิมีทั้งแบบทำมือและแบบเครื่องจักร รวมถึงมีลักษณะแตกต่างกันไปตามแหล่งผลิตและวัตถุดิบ สำหรับการฝึกซ้อม มักนิยมใช้กระดาษแบบเครื่องจักรที่หมึกไม่ซึมมากนัก หากเก็บไว้ในที่ร้อนและชื้น กระดาษจะเสียหายได้ง่าย จึงแนะนำให้เก็บในที่พ้นแสงแดด
3. หมึก
หมึกมี 2 ประเภท คือหมึกแท่งและหมึกน้ำ
หมึกแท่งต้องค่อย ๆ เติมน้ำลงบนแท่นฝนหมึก แล้วใช้มือฝนจนได้หมึก ส่วนหมึกน้ำไม่ต้องฝน สามารถใช้ได้ทันที ด้วยความที่ใช้งานง่ายกว่า ในชั้นเรียนของโรงเรียนจึงมักใช้หมึกน้ำมากกว่า หมึกแท่งและหมึกน้ำให้ผลต่างกันเล็กน้อยเมื่อเขียนตัวอักษร หมึกแท่งที่ฝนบนแท่นจะมีลักษณะของอนุภาคต่างออกไป ทำให้ตัวอักษรดูมีมิติ ส่วนหมึกน้ำมีอนุภาคสม่ำเสมอ จึงให้สีคงที่และเขียนตัวอักษรสวยได้ง่าย เหมาะกับผู้เริ่มต้น แม้หมึกน้ำจะใช้ง่ายและสะดวก แต่หมึกแท่งก็มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง หมึกแท่งทำจากเขม่าผสมกับกาวธรรมชาติที่เรียกว่านิคาวะ เติมน้ำหอม แล้วอัดลงแม่พิมพ์ไม้ก่อนนำไปทำให้แห้ง เพราะฉะนั้นเวลาใช้หมึกแท่งฝน จะมีกลิ่นหอมของหมึกลอยขึ้นมา ช่วยให้จิตใจสงบ และยังเป็นช่วงเวลาสำคัญในการปรับสมาธิก่อนเผชิญหน้ากับลายมือของตัวเอง

4. แท่นฝนหมึก
ส่วนตื้นด้านหน้าของแท่นฝนหมึกเรียกว่า “พื้น” และส่วนลึกด้านในเรียกว่า “ทะเล” การทำหมึกคือหยดน้ำเล็กน้อยลงบนส่วนพื้น ฝนหมึก แล้วเติมน้ำอีกเล็กน้อยและฝนต่อ ทำซ้ำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ เคล็ดลับคือฝนเป็นวงเบา ๆ โดยไม่ออกแรงมากเกินไป หากออกแรงมากเกินไป อนุภาคของหมึกจะหยาบและทำให้ได้หมึกที่ไม่ดี
นอกจากนี้ก็ไม่ควรเทน้ำลงไปทีเดียวมาก ๆ พื้นผิวของแท่นฝนหมึกมีความขรุขระและมีร่องหินละเอียดจำนวนมาก จึงทำให้เมื่อฝนแล้วเกิดหมึกที่มีอนุภาคหลายขนาด หลังใช้งานต้องดูแลทำความสะอาดทุกครั้ง ควรแช่แท่นฝนหมึกในน้ำและล้างหมึกบนผิวออกให้หมด โดยใช้ผ้านุ่มช่วยเช็ดล้าง หากเศษหมึกค้างอยู่ในร่องหินละเอียด จะทำให้สีของหมึกออกมาไม่ดี และเขียนตัวอักษรสวยได้ยาก

พื้นฐานของโชโด
พื้นฐานที่ขาดไม่ได้ของโชโด คือท่าทางที่ถูกต้องและวิธีจับพู่กัน
1. ท่าทางที่ถูกต้อง
ท่าทางที่ถูกต้องคือต้องไม่ทำให้คอและไหล่รับภาระมากเกินไป ควรเหยียดหลังตรงและผายอก แม้อาจเผลอเกร็งได้ง่าย แต่ควรผ่อนแรงที่ไหล่ไว้เสมอ มีคำแนะนำว่าควรเว้นช่องว่างบริเวณรักแร้ของมือที่ถือพู่กันประมาณขนาดลูกเทนนิส 1 ลูก และให้แขนห่างจากโต๊ะประมาณ 1 กำปั้น จุดสำคัญคือทำให้ระดับตั้งแต่ข้อศอกถึงมืออยู่ในแนวเดียวกัน ก้าวแรกที่ขาดไม่ได้ของการพัฒนาฝีมือโชโดก็คือท่าทางนี้ หากเขียนได้ด้วยท่าที่ถูกต้อง จะช่วยลดภาระที่คอและไหล่ ทำให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้นและเพิ่มสมาธิได้ เวลาที่เขียนตัวอักษร เราอาจตั้งใจมากจนลืมหายใจ ดังนั้นอย่าลืมเรื่องการหายใจด้วย สิ่งสำคัญคือวางร่างกายให้สบายและไม่เกร็งส่วนใดส่วนหนึ่งมากเกินไป เมื่อฝึกซ้ำหลายครั้งก็จะค่อย ๆ ชินเอง
2. วิธีจับพู่กัน
ควรจับพู่กันเลยกึ่งกลางลงมาทางปลายเล็กน้อย แน่นอนว่าการจับใกล้ปลายจะทำให้มั่นคงกว่า แต่ก็จะทำให้พู่กันถูกจำกัดการเคลื่อนไหวมากเกินไป และยากต่อการขยับอย่างอิสระ มีวิธีจับที่เรียกว่า “ทันโคโฮ” ซึ่งใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้จับพู่กัน และ “โซโคโฮ” ซึ่งใช้นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง 3 นิ้วจับพู่กัน ทันโคโฮจะคล้ายการจับดินสอ ส่วนโซโคโฮเป็นวิธีจับที่มั่นคง สิ่งสำคัญที่สุดของการจับพู่กันคืออย่าปล่อยให้พู่กันนอนราบ จุดสำคัญคือต้องตั้งพู่กันให้ตรงกับกระดาษ และไม่กำแน่นเกินไป ควรจับแบบผ่อนแรง
ประสบการณ์โชโด
คลาสเดียวในเกียวโตที่ได้รับการสอนโดยนักเขียนพู่กันโดยตรง
ในเกียวโตมีห้องเรียนโชโดที่สามารถเรียนโดยตรงจากนักเขียนพู่กันได้อยู่แห่งหนึ่ง
ที่นั่นคือ “คัลลิกราฟี เกียวโต ชิฟุมิ โชโดเคียวชิสึ (Calligraphy Kyoto Chifumi Shodo Kyoshitsu)” ซึ่งตั้งอยู่ในเขตนากาเกียว เมืองเกียวโต

ที่นี่เป็นแห่งเดียวในเกียวโตที่สามารถเรียนจากนักเขียนพู่กันได้โดยตรง
ผู้สอนคือ คุณชิฟุมิ นิอิมิ (Chifumi Niimi) นักเขียนพู่กันที่เกิดและอาศัยอยู่ในเกียวโต
คุณนิอิมิมีคุณแม่เป็นนักเขียนพู่กันเช่นกัน ทำให้เขาคุ้นเคยกับโชโดมาตั้งแต่เด็ก และตัดสินใจเดินบนเส้นทางสายนี้ด้วยตัวเอง

เขามีประสบการณ์ด้านโชโดมากกว่า 50 ปี และเปิดสอนในเกียวโตมากว่า 35 ปีแล้ว
คุณนิอิมิยังเคยแสดงสดด้านโชโดทั้งในญี่ปุ่นและหลายประเทศทั่วโลกด้วย นอกเหนือจากการบริหารห้องเรียนโชโด

ที่ผ่านมาเขาเคยจัดเวิร์กช็อปโชโดในไต้หวัน อินเดีย เยอรมนี ฮาวาย และสเปน เป็นต้น คุณนิอิมิเคยไปศึกษาต่อด้านโชโดที่มหาวิทยาลัยฟู่ตั้นในเซี่ยงไฮ้และมหาวิทยาลัยปักกิ่งเมื่อปี ค.ศ. 1989 และได้เรียนรู้ทั้งภาษาอังกฤษกับภาษาจีน จึงมีทักษะด้านภาษาที่ยอดเยี่ยม
ด้วยเหตุนี้ ภายในคลาสจึงสามารถสอนโดยตรงเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนได้โดยไม่ต้องผ่านล่าม และยังให้การดูแลอย่างละเอียดพร้อมบริการคุณภาพสูง ที่ผ่านมามีผู้คนจากอเมริกา ยุโรป ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร เบลเยียม ไต้หวัน และอีกหลายประเทศเดินทางมาเรียนที่ห้องเรียนในเกียวโตกับคุณนิอิมิ หลายคนกลับมาเรียนซ้ำ และยังพาเพื่อนหรือครอบครัวมาด้วยในการมาเยือนครั้งต่อไปด้วย
คลาสหนึ่งรองรับผู้เรียนได้ประมาณ 10 คน เนื่องจากประสบการณ์นี้ได้รับความนิยมมาก จึงต้องจองล่วงหน้า โดยสามารถจองผ่านเว็บไซต์ได้ ภายในห้องมีพู่กันหลากหลายขนาดจัดแสดงไว้อย่างน่าประทับใจ

ข้อมูลสถานที่
- ชื่อภาษาญี่ปุ่น
- カリグラフィー京都 知ふみ書道教室
- ที่อยู่
- จังหวัดเกียวโต เมืองเกียวโต เขตนากาเกียว โทมิโนะโคจิ นิโจซาการุ ทาวารายะโจ 199 ด้านในตรอกหน้าศูนย์เด็กโดชิน Google Maps
- วันจัดกิจกรรม
- วันจันทร์–วันอาทิตย์
- เวลาจัดกิจกรรม
- 08:00–21:00
- เว็บไซต์
- ดูเว็บไซต์ทางการ
ลองคอร์สทำผลงานบนกระดาษสีชิกิชิ!
ที่คัลลิกราฟี เกียวโต ถ้าอยากลองสัมผัสโชโดแบบสบาย ๆ คอร์สทำผลงานบนกระดาษสีชิกิชินับว่าเหมาะมาก
ค่าประสบการณ์ของคอร์สนี้อยู่ที่ 15,000 เยนต่อคน และใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
① เริ่มจากการทำสมาธิ
เมื่อมาถึงห้องเรียน สิ่งแรกคือการทำสมาธิ โชโดมีส่วนที่คล้ายกับ “เซน” จึงเริ่มจากการทำสมาธิ ปรับจิตใจให้พร้อม ก่อนหันมามองตัวอักษรที่ตัวเองจะเขียน
① อธิบายอุปกรณ์
จากนั้นจะเป็นการอธิบายอุปกรณ์
เราได้เรียนรู้ว่าพู่กันทำจากขนสัตว์ เช่น ม้า แพะ และอีเห็น กระดาษฮันชิคือกระดาษวาชิที่ทำจากเส้นใยเปลือกไม้ นอกจากนี้ยังได้รู้ว่าหมึกมีทั้งแบบแท่งและแบบน้ำ โดยหากเป็นหมึกแท่งจะต้องใช้แท่นฝนหมึกและน้ำในการฝน เนื่องจากการฝนหมึกแท่งต้องใช้เวลา ครั้งนี้จึงใช้หมึกน้ำแทน

③ ฝึกการหยุดปลายเส้น สะบัด และลากเส้น
เริ่มจากฝึกพื้นฐานของคันจิ ได้แก่ “การหยุดปลายเส้น” “การสะบัด” และ “การลากเส้น”
โดยจะฝึกด้วยพู่กันใหญ่ตามตัวอย่างสีแดงที่คุณนิอิมิเขียนไว้ให้ เขาจะอธิบายจุดที่ควรระวังในแต่ละตัวอักษรอย่างละเอียด ทำให้สามารถแก้นิสัยการเขียนและปรับปรุงจุดที่ควรแก้ได้ทันที

④ เลือกตัวอักษรที่ชอบจากแบบตัวอย่าง
มีแบบตัวอย่างคันจิที่คุณนิอิมิเขียนไว้ให้เลือกจากตรงนั้นว่าต้องการเขียนตัวไหน มีตั้งแต่ตัวอักษรเดี่ยวอย่าง “ความจริง” หรือ “ความงาม” ไปจนถึงคำ 2 ตัวอักษรอย่าง “ความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่” และ “โชคดี” รวมถึงสำนวน 4 ตัวอักษรด้วย
คำแนะนำคือเริ่มจากตัวอักษรเดี่ยวก่อน เมื่อเลือกแล้ว คุณนิอิมิจะไม่เพียงสอนลำดับการเขียน แต่ยังอธิบายความหมายของคันจิตัวนั้นให้ด้วย ครั้งนี้เราเลือกคันจิที่หมายถึง “ความกลมกลืน”

คันจิตัวนี้อ่านว่า “วะ” และมีความหมายอย่าง “สันติภาพ” หรือ “ความกลมกลืน” เมื่อได้เรียนรู้ความหมายของคันจิแล้ว ความรู้สึกที่ใส่ลงไปในแต่ละเส้นพู่กันก็เปลี่ยนไปมาก
จากนั้นก็ลองเขียนตามตัวอย่างได้เลย แต่ก่อนอื่นควรจับกระดาษฮันชิเพื่อตรวจดูด้านหน้าและด้านหลัง หากผิวลื่นคือด้านหน้า หากสากคือด้านหลัง

เมื่อลองเขียนตามแบบแล้ว รู้สึกว่าสมดุลยังไม่ค่อยดีนัก คุณนิอิมิจึงให้คำแนะนำโดยตรงว่าควรปรับตรงไหน
อีกทั้งเวลาที่เขียนคันจิ เรามักจดจ่อมากจนเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว แต่คุณนิอิมิก็คอยเตือนเป็นระยะ ทั้งเรื่องการหายใจให้ถูกต้องและการจัดท่าทางให้เหมาะสม
⑤ เขียนให้มากขึ้นเพื่อพัฒนา!
ถ้าอยากเขียนเก่งขึ้น ก็ต้องฝึกอย่างต่อเนื่อง หลังจากฝึกตัวอักษรเดี่ยวเสร็จแล้ว ก็มาลองคำ 2 ตัวอักษรและ 4 ตัวอักษรกันต่อ
ครั้งนี้เราลองเขียนคำว่า “โชคดี” ซึ่งเป็นความหมายของชื่อเว็บไซต์นี้
ตัวอักษรตัวแรกเขียนให้สมดุลได้ไม่ยาก แต่ตัวที่สองกลับจัดองค์ประกอบได้ยากพอสมควร

คุณนิอิมิแนะนำว่า จุดของส่วนประกอบด้านล่างควรเขียนให้เยื้องไปทางขวามากขึ้นอีกเล็กน้อย และจุดเริ่มต้นของเส้นโค้งก็ควรเฉียงขึ้นไปทางขวาอีกนิด
นอกจากนี้ คำแนะนำที่ได้รับตอนเขียนคำว่า “ความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่” ก็ชวนประทับใจ แม้คำนี้จะให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ แต่ตัวอักษรที่เขียนออกมากลับมีรอยขาดของหมึกหลายจุด จึงไม่ค่อยสื่อถึงพลังแบบไดนามิกนัก คุณนิอิมิจึงแนะนำว่า “หมึกบนพู่กันน้อยเกินไป” และ “เขียนเร็วเกินไป” เมื่อระวัง 2 จุดนี้แล้วลองเขียนใหม่...

ครั้งนี้แทบไม่มีรอยขาดของหมึก และได้ตัวอักษรที่ดูโดดเด่นจนเหมือนถ่ายทอดความหมายของ “ความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่” ออกมาได้จริง ๆ!
เมื่อฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าตามคำแนะนำของคุณนิอิมิ ก็ยิ่งเห็นชัดว่าตัวอักษรค่อย ๆ เข้าใกล้แบบที่ตัวเองพอใจมากขึ้น

⑥ เขียนจริงลงบนกระดาษสีชิกิชิ
เมื่อฝึกไปได้ระดับหนึ่งแล้ว ก็เข้าสู่ขั้นตอนเขียนจริงลงบนกระดาษสีชิกิชิ โดยสามารถเลือกคันจิที่ชอบได้ ฉันเลือกคำว่า “โชคดี” ที่เคยรู้สึกยากกับส่วนโค้งด้านล่าง ชุบพู่กันด้วยหมึกให้เต็ม แล้วตั้งใจเขียนอย่างประณีต พร้อมใส่ความรู้สึกลงไปในแต่ละเส้นอย่างเต็มที่ตามที่ได้เรียนมา
ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะทำได้ดีกว่าตอนฝึก...ใช่ไหมนะ อย่างน้อยสำหรับตัวเองก็รู้สึกพอใจกับผลงานที่ออกมา

⑦ ลงลายเซ็น
เมื่อผลงานโชโดเสร็จสมบูรณ์ จะต้องใส่ชื่อตัวเองลงไปด้วย ในวงการโชโดเรียกขั้นตอนนี้ว่า “ราคุเซคังชิ” โดยจะใช้พู่กันเล็กและเรียนรู้วิธีเขียนชื่อตัวเองเป็นอักษรคาตาคานะ
⑧ ใส่กรอบโชโดแล้วเสร็จสมบูรณ์
นำกระดาษสีชิกิชิที่เขียนเสร็จแล้วใส่ในกรอบโชโด กลายเป็นผลงานที่ดูเท่มาก!
แน่นอนว่าสามารถนำทั้งกระดาษสีชิกิชิที่เขียนแล้วและกระดาษฮันชิที่ใช้ฝึกกลับบ้านได้ และยังนำไปตกแต่งที่บ้านทั้งในกรอบโชโดได้เลย
กระดาษฮันชิก็มีขนาดเท่ากับกรอบโชโดเช่นกัน ดังนั้นหากนำไปตั้งแสดงที่บ้าน ก็สามารถเปลี่ยนสลับข้อความตามอารมณ์ได้ด้วย

⑨ ของฝากมากมาย
ผลงานจะถูกใส่ในถุงโท้ตที่ออกแบบโดยคุณนิอิมิเพื่อนำกลับบ้าน
นอกจากนี้ยังได้รับแฟ้มใสและโปสต์การ์ดเป็นของฝากอีกด้วย

ช่วงเวลาที่ได้หลีกหนีความวุ่นวายของเมือง แล้วมานั่งสงบใจเผชิญหน้ากับตัวอักษร ทำให้รู้สึกถึงบรรยากาศแบบเซนอย่างมาก ก่อนหน้านี้ฉันไม่ค่อยชอบลายมือของตัวเองนัก มักคิดอยู่เสมอว่าน่าจะเขียนให้เก่งกว่านี้ได้ไหม หรืออยากเขียนให้ดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แต่เมื่อได้เรียนกับคุณนิอิมิ ก็เริ่มเขียนได้สมดุลขึ้นเล็กน้อย และทำให้รู้สึกว่าลายมือของตัวเองอาจไม่ได้แย่อย่างที่คิด จนเริ่มชอบตัวอักษรที่ตัวเองเขียนมากขึ้น
ประสบการณ์อื่น ๆ
ที่คัลลิกราฟี เกียวโต ยังมีคอร์สประสบการณ์อื่น ๆ ให้เลือกอีกหลายแบบ
・ประสบการณ์ทำผลงานม้วนแขวนขนาดใหญ่ (ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง / ราคา 70,000 เยนต่อคน)
คอร์สนี้จะได้ทำม้วนแขวนขนาดใหญ่


ก่อนทำม้วนแขวน แน่นอนว่ามีบทเรียนคันจิให้ด้วย
โดยจะใช้งานร่วมกับพู่กันขนาดใหญ่สำหรับทำม้วนแขวน
จุดเด่นคือสามารถเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่ที่ทรงพลังได้
ยังสามารถทำตราประทับสำหรับลงชื่อผลงานได้ด้วยตัวเอง
・ประสบการณ์ทำผลงานม้วนแขวนขนาดเล็ก (ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง / ราคา 25,000 เยนต่อคน)
คอร์สนี้จะได้ทำม้วนแขวนขนาดเล็ก


คุณจะได้เรียนรู้คันจิที่สวยงามและสร้างผลงานของตัวเองขึ้นมา
ยังสามารถทำตราประทับสำหรับลงชื่อผลงานได้ด้วยตนเอง เป็นคอร์สที่อัดแน่นด้วยเนื้อหา
・ทำพัดอักษรคานะ (ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง / ราคา 20,000 เยนต่อคน)
ตัวอักษรที่สอนในคอร์สนี้จะเน้นอักษรคานะเป็นหลัก

อักษรคานะเป็นอักษรแทนเสียงที่ใช้ในชีวิตประจำวันของญี่ปุ่น
ลักษณะเด่นคือดูเหมือนตัวอักษรเชื่อมต่อกันและมีเส้นสายที่สวยงามลื่นไหล
คุณจะได้เขียนบทกวีอิโรฮะหรือบทกวีดั้งเดิมลงบนม้วนเล็กหรือแผ่นไม้
ใช้พู่กันขนาดเล็กเฉพาะสำหรับงานนี้
・ประสบการณ์ทำตราประทับและคัดพระสูตร (ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง / ราคา 20,000 เยนต่อคน)
นอกจากนี้ยังมีคอร์ส 2 ชั่วโมง ราคา 20,000 เยนต่อคน สำหรับทำตราประทับหรือคัดพระสูตรอีกด้วย



บทสรุป
โชโดเดินทางจากจีนเข้าสู่ญี่ปุ่นมาแล้วราว 1,400 ปี ตลอดเวลายาวนานนั้น ชาวญี่ปุ่นใช้พู่กันและหมึกเขียนตัวอักษรสืบต่อกันมา และในแต่ละตัวอักษรก็แฝงความรู้สึกที่มีต่อคนสำคัญเอาไว้ด้วย
ตัวอักษรสะท้อนสภาพจิตใจของผู้เขียนได้อย่างชัดเจน เมื่อจิตใจไม่มั่นคง ตัวอักษรก็อาจสั่นไหว แต่เมื่อจิตใจสงบมั่นคง ตัวอักษรก็ดูใหญ่และทรงพลังมากขึ้น ไม่ว่าในเวลาใด การพยายามทำใจให้สงบและเผชิญหน้ากับตัวอักษรของตัวเอง คือหนึ่งในความสนุกและเสน่ห์ของโชโด
ในปัจจุบัน การสื่อสารด้วยการพิมพ์ข้อความผ่านคอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟนแล้วส่งถึงกันในทันทีได้กลายเป็นรูปแบบหลัก ทำให้โอกาสในการเขียนตัวอักษรด้วยมือลงบนกระดาษลดลงอย่างมาก แต่ตัวอักษรที่เขียนด้วยมือย่อมถ่ายทอดทั้งความอบอุ่นและความรู้สึกของผู้เขียนออกมาได้โดยธรรมชาติ อารมณ์และความใส่ใจที่อาจส่งผ่านหน้าจอได้ยาก กลับถูกส่งต่อผ่านตัวอักษรถึงอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน ยิ่งในสังคมสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย เสน่ห์ของโชโดยิ่งเป็นสิ่งที่อยากชวนให้กลับมามองอีกครั้ง
ถ้ามีโอกาสมาเที่ยวญี่ปุ่น ลองหาเวลามาสัมผัสวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่าง “โชโด” พร้อมทำความรู้จักที่มาและความหมายของตัวอักษรไปด้วยก็น่าสนใจไม่น้อย
ผู้เขียน
ผู้ประกาศอิสระ
Sayaka Motomura
นำเสนอเนื้อหาโดยเน้นวัฒนธรรมดั้งเดิม ศิลปะการแสดง และประวัติศาสตร์

