เมื่อมาถึงย่านนี้ สายตาก็มักสะดุดกับโบสถ์โออุระ (Oura Tenshudo) ที่ตั้งอยู่ตรงหน้า โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในพื้นที่ โดยมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “โบสถ์นักบุญมรณสักขี 26 แห่งญี่ปุ่น” และอุทิศแด่ 26 นักบุญผู้พลีชีพในปีบุงโระที่ 1 (ค.ศ. 1597) ตัวอาคารยังสร้างให้หันหน้าไปทางนิชิซากะ สถานที่แห่งการพลีชีพ
โบสถ์แห่งนี้ออกแบบโดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศส ฟูเร และ เปอตีฌอง ส่วนผู้ควบคุมการก่อสร้างคือ โคยามะ ฮิเดโนะชิน และแล้วเสร็จในปีเก็งจิที่ 1 (ค.ศ. 1864) แม้จะเป็นอาคารก่ออิฐ แต่ภายนอกฉาบปูนปลาสเตอร์ จึงเป็นโบสถ์สไตล์กอทิกที่ผสมผสานองค์ประกอบแบบญี่ปุ่นและตะวันตกไว้อย่างลงตัว
ในเดือนมีนาคม ปีเก็งจิที่ 2 (ค.ศ. 1865) ซึ่งยังมีประกาศห้ามนับถือศาสนาคริสต์อยู่ คริสตชนลับจากอุรากามิได้มาเยือนโบสถ์โออุระและเปิดเผยความศรัทธาต่อบาทหลวงเปอตีฌอง เหตุการณ์นี้เรียกว่า “การค้นพบคริสตชน” เรื่องราวอันน่าประทับใจของผู้ศรัทธาที่ปกป้องความเชื่อของตนอย่างลับ ๆ มานานประมาณ 250 ปี ได้รับการยกย่องว่าเป็นปาฏิหาริย์ในประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนาของโลก
โบสถ์ได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดปรมาณูเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1945 แต่หลังจากใช้เวลาบูรณะนาน 5 ปี ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติแห่งชาติอีกครั้งในปีค.ศ. 1953 และในปีค.ศ. 2018 ยังได้รับการรับรองให้เป็นหนึ่งในทรัพย์สินองค์ประกอบของ “แหล่งมรดกที่เกี่ยวข้องกับคริสตชนลับแห่งนางาซากิและอามาคุสะ”
โบสถ์สไตล์กอทิกโครงไม้ก่ออิฐที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่ ที่นี่จึงเป็นอีกแห่งที่หลายคนไม่อยากพลาดเมื่อมาเที่ยวนางาซากิ
จุดเด่น
-
อาคารที่อยู่ติดกันอย่างอดีตสถานศึกษาศาสนศาสตร์ลาตินและอดีตจวนอาร์ชบิชอปแห่งนางาซากิ ปัจจุบันใช้เป็น “พิพิธภัณฑ์คิริชิตัง”
-
ที่แท่นบูชาขนาดเล็กด้านขวาของแท่นบูชาหลัก มีรูปสลัก “ซันตา มาเรียแห่งการค้นพบคริสตชน” ซึ่งเชื่อกันว่าคริสตชนลับเคยมาชม
-
“รูปพระแม่แห่งญี่ปุ่น” ที่ประดิษฐานอยู่ตรงทางเข้า เป็นของขวัญจากฝรั่งเศสเพื่อเฉลิมฉลองการค้นพบคริสตชน
-
ภายในมีเพดานแบบริบวอลต์ ใช้เสาไม้และไม้ไผ่ดัดเป็นเส้นโค้งรูปซุ้ม แล้วจึงฉาบปูนให้แข็งแรง
-
ใต้โบสถ์โออุระเป็นที่ฝังของบาทหลวงเปอตีฌอง และภายในโบสถ์ก็มีแผ่นศิลาจารึกหลุมศพของท่าน