รู้ประวัติศาสตร์แล้วเที่ยวญี่ปุ่นสนุกยิ่งขึ้น! อธิบาย “ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น” แบบเข้าใจง่าย

รู้ประวัติศาสตร์แล้วเที่ยวญี่ปุ่นสนุกยิ่งขึ้น! อธิบาย “ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น” แบบเข้าใจง่าย

อัปเดต :
เขียนโดย:  GOOD LUCK TRIP

หากรู้เรื่องราวเบื้องหลังสถานที่ท่องเที่ยวและอาคารทางประวัติศาสตร์ที่มักไปเยือน คุณก็น่าจะเที่ยวญี่ปุ่นได้สนุกยิ่งขึ้น
และสิ่งที่เป็นรากฐานของเรื่องราวเหล่านั้นก็คือประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น
บทความนี้จะพาไปรู้จักลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อันยาวนานของญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ พร้อมเหตุการณ์สำคัญในแต่ละยุค
ลองศึกษาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นก่อนออกเดินทางกันดูไหม

ลำดับเวลาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจภาพรวมของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นกัน
ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเริ่มต้นตั้งแต่ยุคหินเก่าไปจนถึงยุคเรวะในปัจจุบัน โดยแบ่งเป็น 15 ยุคใหญ่ๆ
เนื่องจากมีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับการแบ่งยุคสมัย การแบ่งที่นำเสนอในที่นี้จึงเป็นเพียงหนึ่งในหลายแนวคิดเท่านั้น

ยุคสมัย ปีคริสต์ศักราช
ยุคหินเก่า ประมาณ 100,000 ปีก่อนคริสตกาล-ประมาณ 18,000 ปีก่อนคริสตกาล
ยุคโจมง ประมาณ 18,000 ปีก่อนคริสตกาล-ประมาณ 300 ปีก่อนคริสตกาล
ยุคยาโยอิ 300 ปีก่อนคริสตกาล-ค.ศ. 250
ยุคโคฟุง ประมาณ ค.ศ. 250-592
ยุคอาซูกะ ค.ศ. 592-710
ยุคนารา ค.ศ. 710-794
ยุคเฮอัน ค.ศ. 794-1185
ยุคคามาคุระ ค.ศ. 1185-1333
ยุคมูโรมาจิ ยุคราชสำนักเหนือและใต้: ค.ศ. 1333-1392ยุคเซ็นโกกุ: ค.ศ. 1467-1573ยุคอาซูจิ-โมโมยามะ: ค.ศ. 1573-1603
ยุคเอโดะ ค.ศ. 1603-1868
ยุคเมจิ ค.ศ. 1868-1912
ยุคไทโช ค.ศ. 1912-1926
ยุคโชวะ ค.ศ. 1926-1989
ยุคเฮเซ ค.ศ. 1990-2019
ยุคเรวะ ตั้งแต่ ค.ศ. 2019

“ยุคหินเก่า” ยุคดึกดำบรรพ์ที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น

ยุคหินเก่าเริ่มต้นขึ้นเมื่อนักล่าไล่ตามสัตว์มายังหมู่เกาะญี่ปุ่น ซึ่งขณะนั้นเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่เอเชีย ก่อนจะตั้งถิ่นฐาน
ผู้คนหาอาหารในแต่ละวันด้วยการล่าสัตว์และเก็บของป่า โดยใช้เครื่องมือหินกะเทาะที่ทำจากการทุบหิน และเครื่องมือจากกระดูกหรือเขาสัตว์
พวกเขาใช้ชีวิตแบบเคลื่อนย้ายถิ่นฐานเพื่อตามหาเหยื่ออยู่เสมอ

ภาพจำลองผู้คนในยุคหินเก่า
ภาพจำลองผู้คนในยุคหินเก่า

“ยุคโจมง” จุดเริ่มต้นของการตั้งถิ่นฐานและการก่อกำเนิดวัฒนธรรม

การปรากฏขึ้นของเครื่องปั้นดินเผาเป็นจุดเปลี่ยนจากยุคหินเก่าเข้าสู่ยุคโจมง
การตั้งถิ่นฐานเริ่มขึ้นในยุคนี้ เพราะเครื่องปั้นดินเผาช่วยให้ผู้คนใช้วัตถุดิบทำอาหารได้หลากหลายขึ้น อีกทั้งภาวะโลกร้อนยังทำให้เก็บถั่วและจับปลาได้ง่ายกว่าเดิม
เมื่อใช้เวลาหาอาหารและย้ายถิ่นน้อยลง ผู้คนจึงมีเวลาว่างและเริ่มสร้างสิ่งของทางวัฒนธรรม เช่น ตุ๊กตาดินเผาและลูกปัดมากาทามะ

ที่อยู่อาศัยในยุคโจมง
ที่อยู่อาศัยในยุคโจมง

“ยุคยาโยอิ” จุดเริ่มต้นของเกษตรกรรมและการก่อตั้งรัฐ

ยุคยาโยอิเป็นช่วงที่การทำนาซึ่งถ่ายทอดมาจากคาบสมุทรเกาหลีแพร่หลาย และวัฒนธรรมเกษตรกรรมเริ่มหยั่งราก
เมื่อผลผลิตอาหารมากกว่าปริมาณบริโภคและเริ่มมีการสะสมส่วนเกิน ความเหลื่อมล้ำทางฐานะจึงเกิดขึ้นในหมู่ผู้คน
ท่ามกลางความขัดแย้งที่หมู่บ้านยากจนบุกโจมตีหมู่บ้านมั่งคั่ง หมู่บ้านที่มีกำลังทหารแข็งแกร่งก็เริ่มปกครองหมู่บ้านที่อ่อนแอกว่า จนก่อตัวเป็นรัฐขนาดเล็ก
ต่อมารัฐขนาดเล็กเหล่านี้ทำสงครามกัน จนนำไปสู่ “มหาสงครามแห่งวะ” สงครามขนาดใหญ่ครั้งแรกของญี่ปุ่น
สงครามดังกล่าวยุติลงเมื่อ “ฮิมิโกะ (Himiko)” ผู้เป็นนักบวชหญิงได้รับแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์แห่ง “วะ (Wa)”
จากนั้นจึงเกิด “สมาพันธ์ยามาไต” ซึ่งมี “อาณาจักรยามาไต (Yamataikoku)” ที่ฮิมิโกะปกครองเป็นศูนย์กลาง และพัฒนาสู่การถือกำเนิดของ “ระบอบยามาโตะ (Yamato)”

ภาพจำลองที่อยู่อาศัยในยุคยาโยอิ
ภาพจำลองที่อยู่อาศัยในยุคยาโยอิ

“ยุคโคฟุง” กำเนิดรัฐบาลรวมศูนย์แห่งแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

“ยามาโตะ” เป็นมหาอำนาจที่ก่อตั้งโดยผู้มีอำนาจในแถบยามาโตะ หรือจังหวัดนาราในปัจจุบัน โดยมีฮิมิโกะเป็นศูนย์กลาง
ยามาโตะขยายอำนาจปกครองตั้งแต่คิวชูไปจนถึงตอนใต้ของภูมิภาคโทโฮคุ และใช้คิวชูเป็นฐานเพื่อรุกเข้าสู่ตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี
นอกจากจะได้ครอบครองเหล็กซึ่งมีอยู่มากบนคาบสมุทรเกาหลีแล้ว ยังรับเอาวัฒนธรรมที่ก้าวหน้ามาด้วย
นับจากช่วงนี้ ตัวอักษรจีนเริ่มถูกนำมาใช้ทีละน้อย “ระบอบยามาโตะ” ซึ่งนำเข้าตัวอักษร เทคโนโลยี และระบบการเมือง รวมถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่นจึงพัฒนาอย่างมาก และวางรากฐานของประเทศ

สุสานโบราณทรงรูกุญแจที่สร้างขึ้นในยุคโคฟุง
สุสานโบราณทรงรูกุญแจที่สร้างขึ้นในยุคโคฟุง

“ยุคอาซูกะ” กับความมุ่งหมายสร้างรัฐภายใต้ประมวลกฎหมาย

ใน “ยุคอาซูกะ” บุคคลทรงอิทธิพลหลายคน รวมถึง “เจ้าชายโชโตกุ (Shotoku Taishi)” ต่างทุ่มเทเพื่อสร้างรัฐที่ปกครองด้วยระบบกฎหมายริทสึเรียว
“จักรพรรดินีซูอิโกะ (Empress Suiko)” “โซงะ โนะ อูมาโกะ (Soga no Umako)” และเจ้าชายโชโตกุเริ่มดำเนินการปฏิรูปเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้ประเทศ พร้อมสร้างระบบและรัฐธรรมนูญที่มีจักรพรรดิเป็นศูนย์กลาง

อย่างไรก็ตาม การกระทำที่ไม่ให้ความสำคัญกับจักรพรรดิของ “โซงะ โนะ เอมิชิ (Soga no Emishi)” ผู้ทรงอำนาจ และ “โซงะ โนะ อิรูกะ (Soga no Iruka)” บุตรชายของเขา ทำให้ความไม่พอใจต่อทั้งสองคนสะสมขึ้นภายในราชสำนัก

เมื่อความไม่พอใจถึงขีดสุด กองกำลังต่อต้านตระกูลโซงะซึ่งนำโดย “นากาโตมิ โนะ คามาตาริ (Nakatomi no Kamatari)” และ “เจ้าชายนากะ โนะ โอเอะ (Naka no Oe no Oji)” ก่อ “เหตุการณ์อิชชิ” และโค่นล้มตระกูลโซงะ

นากาโตมิ โนะ คามาตาริ และเจ้าชายนากะ โนะ โอเอะ ผู้ได้รับชัยชนะ เริ่มสร้างระบบที่ให้จักรพรรดิปกครองที่ดินและประชาชนโดยตรง รวมทั้งรวบรวมรายได้เข้าสู่จักรพรรดิ

การปฏิรูปการเมืองที่เริ่มจาก “เหตุการณ์อิชชิ” เรียกว่า “การปฏิรูปไทกะ” และเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐรวมศูนย์กับรัฐภายใต้ประมวลกฎหมายริทสึเรียว
จากนั้นเมืองหลวงจึงย้ายไปยังเฮโจเคียว ซึ่งสร้างขึ้นโดยอ้างอิงจากฉางอานของราชวงศ์ถัง เพื่อเป็นศูนย์กลางการปกครองตามระบบริทสึเรียว และเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคนารา

เจดีย์ห้าชั้นวัดโฮริวจิ ตัวแทนของยุคอาซูกะ
เจดีย์ห้าชั้นวัดโฮริวจิ ตัวแทนของยุคอาซูกะ

“ยุคนารา” จุดเริ่มต้นของการแย่งชิงอำนาจอย่างรุนแรงภายในราชสำนัก

ยุคนาราเป็นช่วงเริ่มต้นของการเมืองแบบรวมศูนย์อำนาจที่มีจักรพรรดิเป็นประมุข
การแย่งชิงอำนาจภายในราชสำนักซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเมืองดำเนินไปอย่างรุนแรง ทำให้ระบอบการเมืองไร้เสถียรภาพ
ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ตระกูลขุนนาง “ฟูจิวาระ” ค่อยๆ ขยายอำนาจขึ้น

“ฟูจิวาระ โนะ ฟูฮิโตะ (Fujiwara no Fuhito)” บุตรชายของนากาโตมิ โนะ คามาตาริ ผู้มีบทบาทในยุคอาซูกะ ได้ให้บุตรสาวแต่งงานกับ “จักรพรรดิมงมุ (Emperor Monmu)” จนมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับราชวงศ์
เมื่อบุตรชายของทั้งสองขึ้นเป็น “จักรพรรดิโชมุ (Emperor Shomu)” ตระกูลฟูจิวาระก็ยิ่งมีอำนาจในราชสำนักมากขึ้น

ไม่เพียงตระกูลฟูจิวาระเท่านั้น วัดต่างๆ ก็มีอำนาจเพิ่มขึ้นเช่นกัน จึงมีการย้ายเมืองหลวงไปยังเฮอันเคียวเพื่อสร้างระยะห่างทางกายภาพระหว่างราชสำนักกับวัด

ภาพจำลองขุนนางในยุคนารา
ภาพจำลองขุนนางในยุคนารา

“ยุคเฮอัน” เมื่ออำนาจเปลี่ยนมือจากขุนนางสู่ซามูไร

เหล่าขุนนางที่เป็นศูนย์กลางทางการเมืองมาตั้งแต่ยุคอาซูกะรุ่งเรืองถึงขีดสุดในยุคเฮอัน
โดยเฉพาะตระกูลฟูจิวาระ ซึ่งสร้างอำนาจอย่างท่วมท้นด้วยการผลักดันลูกหลานของตนขึ้นเป็นจักรพรรดิ
อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่สามารถจัดการทะเบียนประชากรและที่ดินได้ทั่วถึง รัฐจึงจัดเก็บภาษีไม่ได้และฐานะการคลังก็ย่ำแย่ลง

ขณะเดียวกัน ตระกูลผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นที่บุกเบิกพื้นที่เกษตรและสะสมความมั่งคั่ง เริ่มจ้างผู้มีอาวุธหรือติดอาวุธให้ชาวนาเพื่อปกป้องที่ดินและทรัพย์สินของตน จนมีกำลังทางทหารมากขึ้น
ราชสำนักซึ่งขาดงบประมาณในการรักษาความสงบจึงมอบหน้าที่นี้ให้ตระกูลผู้มีอิทธิพลตามพื้นที่ต่างๆ ส่งผลให้พวกเขายิ่งแข็งแกร่ง

เมื่อตระกูลเหล่านี้ก่อกบฏ ผู้ที่เข้าปราบปรามกลับเป็นตระกูลผู้มีอิทธิพลด้วยกันเอง ไม่ใช่ราชสำนัก ทำให้ “ตระกูลไทระ” ก้าวขึ้นมาครองอำนาจภายในราชสำนัก
เชื้อพระวงศ์ที่ไม่พอใจจึงร่วมมือกับ “ตระกูลมินาโมโตะ” ซึ่งเป็นอีกตระกูลหนึ่ง และโค่นล้มตระกูลไทระ

จากนั้น “มินาโมโตะ โนะ โยริโตโมะ (Minamoto no Yoritomo)” แห่งตระกูลมินาโมโตะผู้โค่นล้มตระกูลไทระ ได้สถาปนารัฐบาลโชกุนคามาคุระ จึงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคคามาคุระ

ภาพจำลองขุนนางในยุคเฮอัน
ภาพจำลองขุนนางในยุคเฮอัน

“ยุคคามาคุระ” กำเนิดรัฐบาลซามูไรแห่งแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

จนถึงยุคเฮอัน ประเทศถูกปกครองโดยราชสำนักที่มีจักรพรรดิเป็นศูนย์กลาง
นับจากยุคคามาคุระ การปกครองประเทศโดยรัฐบาลโชกุนคามาคุระ ซึ่งมีโชกุนผู้เป็นผู้นำสูงสุดของเหล่าซามูไรเป็นศูนย์กลางจึงเริ่มต้นขึ้น

ราชสำนักที่เคยปกครองประเทศก่อ “สงครามโจคิว” โดยมุ่งโค่นรัฐบาลโชกุนเพื่อชิงอำนาจปกครองกลับคืนมา แต่พ่ายแพ้ภายในเวลาประมาณ 1 เดือน
หลังจากนั้นรัฐบาลโชกุนคามาคุระยังคงเพิ่มอำนาจปกครอง แต่เริ่มอ่อนแอลงเมื่อไม่สามารถมอบ “ที่ดิน” เป็นรางวัลแก่เหล่าซามูไรจากทั่วประเทศที่ช่วยต้านทานการรุกรานของกองทัพมองโกล

ในท้ายที่สุด “จักรพรรดิโกะไดโกะ (Emperor Go-Daigo)” ดึงเหล่าซามูไรที่ไม่พอใจรัฐบาล รวมถึง “อาชิกางะ ทากาอูจิ (Ashikaga Takauji)” ข้ารับใช้ของรัฐบาลโชกุนมาเป็นพวก และโค่นรัฐบาลโชกุนคามาคุระลง ทำให้ยุคคามาคุระสิ้นสุด

ภาพจำลองซามูไรผู้กุมอำนาจในยุคคามาคุระ
ภาพจำลองซามูไรผู้กุมอำนาจในยุคคามาคุระ

“ยุคมูโรมาจิ” เมื่อผู้มีอำนาจผลัดเปลี่ยนกันอย่างต่อเนื่อง

ยุคมูโรมาจิที่ดำเนินยาวนานกว่า 200 ปี จะแบ่งอธิบายออกเป็น 3 ช่วงดังต่อไปนี้

  • ยุคราชสำนักเหนือและใต้
  • ยุคเซ็นโกกุ
  • ยุคอาซูจิ–โมโมยามะ

หากต้องการรู้ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดของยุคมูโรมาจิโดยละเอียด สามารถอ่านบทความในลิงก์ด้านล่างได้เช่นกัน

“ยุคราชสำนักเหนือและใต้” ช่วงเวลาแห่งความสับสนเมื่อมีจักรพรรดิ 2 พระองค์พร้อมกัน

แม้ “จักรพรรดิโกะไดโกะ” จะโค่นรัฐบาลโชกุนคามาคุระได้สำเร็จ แต่เพราะปฏิบัติต่อชนชั้นนักรบอย่างไม่เป็นธรรม ความไม่พอใจจึงเพิ่มขึ้นในหมู่ซามูไร และพระองค์พ่ายแพ้ต่อกบฏที่นำโดยอาชิกางะ ทากาอูจิ

อาชิกางะ ทากาอูจิ ผู้ชนะได้ก่อตั้งรัฐบาลโชกุนมูโรมาจิ ทำให้ศูนย์กลางทางการเมืองย้ายจากจักรพรรดิกลับไปสู่โชกุนอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม จักรพรรดิโกะไดโกะผู้พ่ายแพ้ไม่ยอมล้มเลิก และตั้งราชสำนักขึ้นที่โยชิโนะ จังหวัดนารา
ญี่ปุ่นจึงเข้าสู่ช่วงเวลาที่มีราชสำนัก 2 แห่งดำรงอยู่พร้อมกันดังนี้

  • “ราชสำนักใต้” ปกครองโดยจักรพรรดิโกะไดโกะแห่งสายไดกากูจิ
  • “ราชสำนักเหนือ” ปกครองโดยจักรพรรดิโคเมียวแห่งสายจิเมียวอิน ซึ่งอาชิกางะ ทากาอูจิสนับสนุนขึ้นครองราชย์

ต่อมา ไม่เพียงราชสำนักเท่านั้น รัฐบาลโชกุนมูโรมาจิก็แตกแยกเช่นกัน
เมื่อไม่สามารถควบคุมกลุ่มซามูไรตามพื้นที่ต่างๆ ได้ รัฐบาลโชกุนจึงแต่งตั้งซามูไรผู้ทรงอำนาจในแต่ละพื้นที่เป็น “ชูโงะ” เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย
การเพิ่มอำนาจให้ชูโงะเพื่อรักษาความสงบในท้องถิ่น ส่งผลให้ซามูไรที่ได้รับตำแหน่งนี้มีอำนาจมากจนเรียกได้ว่าเป็นผู้ปกครองพื้นที่นั้นๆ

นโยบายนี้ประสบความสำเร็จ ทำให้รัฐบาลโชกุนมูโรมาจิแข็งแกร่งขึ้น สามารถรวมราชสำนักใต้และเหนือเข้าด้วยกัน พร้อมเพิ่มอำนาจของรัฐบาลโชกุนได้สำเร็จ

ราชบัลลังก์ของจักรพรรดิโกะไดโกะ ผู้โค่นล้มรัฐบาลโชกุนคามาคุระ
ราชบัลลังก์ของจักรพรรดิโกะไดโกะ ผู้โค่นล้มรัฐบาลโชกุนคามาคุระ

“ยุคเซ็นโกกุ” เมื่อกำลังทหารนำมาซึ่งดินแดนและอำนาจ

ขณะที่อำนาจปกครองของรัฐบาลโชกุนมูโรมาจิอ่อนแอลงจากการแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอด เหล่าซามูไรผู้ทรงอำนาจตามภูมิภาคกลับแข็งแกร่งขึ้น
ญี่ปุ่นจึงเข้าสู่ยุค “เกโคกุโจ” ที่เหล่าชูโงะไดเมียวซึ่งราชสำนักมอบหมายให้ปกครองตนเองในแต่ละพื้นที่ พ่ายแพ้ต่อซามูไรผู้ทรงอำนาจในท้องถิ่นและถูกชิงทั้งดินแดนกับอำนาจ

ภาพจำลองขุนศึกเซ็นโกกุ
ภาพจำลองขุนศึกเซ็นโกกุ

“ยุคอาซูจิ–โมโมยามะ” เมื่อการรวมแผ่นดินสำเร็จลง

ในบรรดา “เซ็นโกกุไดเมียว” ที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจจากเกโคกุโจ “โอดะ โนบูนางะ (Oda Nobunaga)” โดดเด่นขึ้นมาและมุ่งรวมแผ่นดิน แต่เสียชีวิตลงกลางคันจากการกบฏของผู้ใต้บังคับบัญชา
“โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ (Toyotomi Hideyoshi)” ผู้สืบทอดอำนาจโดยพฤตินัยของโอดะ โนบูนางะ สามารถรวมแผ่นดินได้สำเร็จ
หลังโทโยโทมิ ฮิเดโยชิเสียชีวิต “โทกูงาวะ อิเอยาซุ (Tokugawa Ieyasu)” ซึ่งมีอำนาจมากขึ้นได้โค่นล้มตระกูลโทโยโทมิ และก่อตั้งรัฐบาลโชกุนเอโดะในกรุงโตเกียวปัจจุบัน ทำให้ยุคอาซูจิ–โมโมยามะสิ้นสุดลง

ภาพจำลอง “ยุทธการเซกิงาฮาระ” ศึกชี้ชะตาการครองแผ่นดิน
ภาพจำลอง “ยุทธการเซกิงาฮาระ” ศึกชี้ชะตาการครองแผ่นดิน

“ยุคเอโดะ” สันติสุขที่ดำเนินยาวนานกว่า 200 ปี

“โทกูงาวะ อิเอยาซุ” ผู้ก่อตั้งรัฐบาลโชกุนเอโดะ ดำเนินนโยบายหลากหลายเพื่อเพิ่มอำนาจและรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล
ระบบซังกินโคไตและข้อบังคับสำหรับตระกูลนักรบช่วยลดอำนาจทางเศรษฐกิจและการปกครองของไดเมียว อีกทั้งยังสร้างระบบชนชั้นนักรบ ชาวนา ช่างฝีมือ และพ่อค้า เพื่อกำหนดสถานะของแต่ละคนให้ตายตัว
นอกเหนือจากระบบต่างๆ รัฐบาลยังใช้ปรัชญาขงจื๊อสำนักจูซีเป็นพื้นฐานทางความคิดและการศึกษา พร้อมเผยแพร่แนวคิดที่เอื้อต่อการปกครองและควบคุมของรัฐบาลโชกุนเอโดะ
นโยบายที่มีทั้งลักษณะศักดินาและรวมศูนย์ประสบความสำเร็จ ทำให้บ้านเมืองสงบสุขเป็นเวลานาน

แม้รัฐบาลโชกุนเอโดะจะปิดประเทศเพื่อป้องกันการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ แต่การเดินทางมาของพลเรือจัตวาเพอร์รีแห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งเรียกร้องให้เปิดประเทศ ทำให้ญี่ปุ่นต้องเปิดประเทศในที่สุด
ความไม่พอใจต่อรัฐบาลที่เปิดประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากราชสำนัก รวมถึงความวุ่นวายหลังเปิดประเทศ ทำให้ขบวนการ “เทิดทูนจักรพรรดิ ขับไล่ต่างชาติ” ซึ่งมุ่งโค่นรัฐบาลและคืนอำนาจให้จักรพรรดิทวีความเข้มข้นขึ้น

เมื่อเห็นว่าไม่สามารถควบคุมขบวนการดังกล่าวได้ โชกุนแห่งรัฐบาลเอโดะจึงดำเนินการ “คืนอำนาจการปกครอง” ให้แก่ราชสำนัก
กองทัพฝ่ายรัฐบาลโชกุนที่ไม่พอใจผลลัพธ์ดังกล่าวก่อกบฏ แต่ถูกกองทัพรัฐบาลใหม่บีบให้ยอมจำนน และยุคเอโดะก็สิ้นสุดลง

ภาพจำลองบ้านเมืองในยุคเอโดะ
ภาพจำลองบ้านเมืองในยุคเอโดะ

“ยุคเมจิ” เมื่อรากฐานของวิถีชีวิตในปัจจุบันถูกสร้างขึ้น

ราชสำนักที่ทวงอำนาจคืนจากรัฐบาลโชกุนได้จัดตั้งรัฐบาลเมจิขึ้น เพื่อพัฒนาญี่ปุ่นซึ่งล้าหลังกว่าชาติตะวันตกให้เป็นประเทศสมัยใหม่
ในช่วงนี้ชื่อเอโดะถูกเปลี่ยนเป็นโตเกียว
รัฐบาลนำระบบจากยุโรปและสหรัฐอเมริกามาใช้ พร้อมยกเลิกระบบต่างๆ ที่มีมาตั้งแต่ยุคเอโดะ
ภายใต้คำขวัญ “ประเทศมั่งคั่ง กองทัพแข็งแกร่ง” ญี่ปุ่นเดินหน้าสร้างประเทศให้ทัดเทียมชาติตะวันตก
วัฒนธรรมตะวันตกยังแพร่หลายสู่ประชาชนทั่วไป ทำให้เสื้อผ้าและอาหารการกินของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ภาพจำลองยุคเมจิ
ภาพจำลองยุคเมจิ

“ยุคไทโช” การเปลี่ยนแปลงที่มุ่งสู่ประเทศสมัยใหม่

เมื่อเข้าสู่ยุคไทโช สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเริ่มต้นขึ้นและญี่ปุ่นก็เข้าร่วมสงคราม
ญี่ปุ่นไม่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อีกทั้งการส่งออกยังเติบโต จึงเกิดภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรืองอย่างไม่เคยมีมาก่อน
อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหลังสงครามตามมา ทำให้ชีวิตประชาชนยากลำบาก

ขณะเดียวกัน แนวคิดประชาธิปไตยและเสรีนิยมแพร่หลาย เกิดขบวนการทางสังคมหลากหลาย และโครงสร้างของสังคมก็เปลี่ยนแปลงไป
เมื่อมีการประกาศใช้ “สิทธิเลือกตั้งทั่วไป” ใน ค.ศ. 1925 สังคมจึงเปลี่ยนสู่ระบบที่การบริหารประเทศต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชน

ภาพจำลองอาคารในยุคไทโช
ภาพจำลองอาคารในยุคไทโช

“ยุคโชวะ” ช่วงเวลาแห่งความผันผวนของชีวิต ค่านิยม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ

หลังภาวะเศรษฐกิจถดถอยหลังสงคราม ญี่ปุ่นยังเผชิญวิกฤตการเงินโชวะ วิกฤตเศรษฐกิจจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่คันโต และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ส่งผลให้ทั่วทั้งประเทศยากจนลง

กองทัพที่ต้องการฟื้นฟูญี่ปุ่นเปิดศึกในแมนจูเรียโดยพลการ ทำให้ประเทศเข้าสู่สงครามจีน–ญี่ปุ่นและสงครามโลกครั้งที่สอง
การทิ้งระเบิดปรมาณูของสหรัฐฯ ที่ฮิโรชิมาทำให้ความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นเป็นที่แน่นอน ก่อนญี่ปุ่นจะยอมรับปฏิญญาพ็อทซ์ดัมใน ค.ศ. 1945 และสงครามสิ้นสุดลง

ญี่ปุ่นเริ่มสร้างประเทศขึ้นใหม่ภายใต้การปกครองของกองบัญชาการสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตร หรือ GHQ
ระหว่างที่มีการดำเนินนโยบายต่างๆ สงครามเกาหลีได้เริ่มขึ้น การค้ากับกองทัพสหรัฐฯ จึงคึกคักและนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง
แม้เศรษฐกิจที่รุ่งเรืองจะสิ้นสุดพร้อมกับสงครามและประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่การพัฒนาของอุตสาหกรรมการผลิตช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวอีกครั้ง

เมื่อเข้าสู่ “ยุคเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว” ระดับความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วประเทศก็สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ต่อมา นโยบายที่ทำให้เงินเยนอ่อนค่าของสหรัฐฯ กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ญี่ปุ่นเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจรุ่งเรืองเป็นพิเศษที่เรียกว่า “ยุคฟองสบู่”

ภาพจำลองบ้านเมืองในช่วงปลายยุคโชวะ
ภาพจำลองบ้านเมืองในช่วงปลายยุคโชวะ

“ยุคเฮเซ” เมื่อเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ยุคเฮเซเริ่มต้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรืองเป็นพิเศษ ซึ่งมูลค่าสินทรัพย์อย่างหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวเกินจริง
ไม่นานฟองสบู่ก็แตกและเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะถดถอย
แม้รายได้เฉลี่ยต่อปีของประชาชนลดลงและเศรษฐกิจซบเซา แต่วัฒนธรรมที่มีคนรุ่นใหม่เป็นศูนย์กลางกลับเบ่งบาน
คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและโทรศัพท์มือถือก็แพร่หลายในยุคเฮเซเช่นกัน

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซาที่ยืดเยื้อ ดัชนีนิกเคอิของญี่ปุ่นร่วงลงอย่างหนักจากวิกฤตเลห์แมน
แบบอย่างการใช้ชีวิตที่เกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจรุ่งเรืองใช้ไม่ได้อีกต่อไป วิถีชีวิตและรูปแบบการทำงานของผู้คนจึงหลากหลายขึ้น

ภาพจำลองยุคเฮเซ
ภาพจำลองยุคเฮเซ

“ยุคเรวะ” การเริ่มต้นอันวุ่นวายจากโรคระบาดใหญ่

“ยุคเรวะ” ซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2019 เป็นช่วงที่วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงและหลากหลายยิ่งขึ้น
ทั้งการเรียนผ่าน ZOOM โรงเรียน บริษัทที่นำการทำงานทางไกลมาใช้เพิ่มขึ้น รวมถึงการไม่สามารถออกไปรับประทานอาหารหรือท่องเที่ยวได้ สิ่งที่เคยทำได้กลับทำไม่ได้ ทำให้ผู้คนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารและการท่องเที่ยวที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ภาพจำลองยุคเรวะ
ภาพจำลองยุคเรวะ

บทสรุป

บทความนี้ได้สรุปลำดับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคหินเก่าจนถึงยุคเรวะ พร้อมเหตุการณ์สำคัญในแต่ละช่วง
หากสนใจยุคใดเป็นพิเศษ ลองอ่านบทความที่อธิบายแต่ละยุคอย่างละเอียดเพิ่มเติมได้
ภายในยังแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่สัมผัสบรรยากาศของยุคนั้นๆ ได้ จึงอาจช่วยเป็นไอเดียสำหรับเลือกจุดหมายในการเที่ยวญี่ปุ่นครั้งต่อไป