
【ไกด์สายคลั่งเอกิเบ็นแนะนำ】เอกิเบ็น 8 กล่องที่พูดได้เต็มปากว่า คุ้มค่ากับการมาเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ!
ถ้าใครชอบนั่งรถไฟเที่ยวญี่ปุ่น เรื่องหนึ่งที่มักทำให้การเดินทางสนุกขึ้นก็คือเอกิเบ็น ข้าวกล่องที่รวมของขึ้นชื่อจากแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศเอาไว้ เปรียบเสมือนภาพสะท้อนวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของพื้นที่นั้น ๆ ในครั้งนี้ เราจะพาไปรู้จักเอกิเบ็นรสเลิศที่คุณฮิโรชิ ซากุราอิ (Sakurai Hiroshi) นักข่าวสายรถไฟผู้ทำข่าวรถไฟทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ และเป็นแฟนพันธุ์แท้เอกิเบ็นที่เคยชิมมาแล้วมากกว่า 6,000 กล่อง ยกให้เป็นของอร่อยที่ “พลาดไม่ได้”
จริง ๆ แล้วเอกิเบ็นคืออะไร?
ไม่ว่าจะไปสถานีไหนในญี่ปุ่น ก็มักจะเห็นเอกิเบ็นวางขายเสมอ สำหรับการเดินทางด้วยรถไฟในญี่ปุ่น นี่แทบจะเป็นของคู่กันไปแล้ว ความหลากหลายขนาดนี้ถือว่าโดดเด่นมากจนเรียกได้ว่ามีอยู่แทบจะเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น และอาจนับเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่ญี่ปุ่นภาคภูมิใจนำเสนอแก่โลก
ถ้าจะนิยามกันแบบเคร่งครัด เอกิเบ็นหมายถึงข้าวกล่องที่จำหน่ายโดยผู้ประกอบการเอกิเบ็นที่เป็นสมาชิกของสมาคมผู้ประกอบการในเขตสถานีรถไฟแห่งญี่ปุ่น เครื่องหมายที่ใช้ยืนยันก็คือ “ตราเอกิเบ็น” ซึ่งสมาคมดังกล่าวเป็นผู้คิดขึ้นในปี 1988 และอนุญาตให้บริษัทสมาชิกนำไปใช้แสดงบนสินค้า

หากมีเครื่องหมายนี้ ก็พอจะบอกได้ว่าเป็นเอกิเบ็นที่มีประวัติและได้รับการรับรอง อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีเอกิเบ็นบางเจ้าที่เป็นสมาชิกแต่ไม่ได้ติดตรานี้ รวมถึงข้าวกล่องยอดนิยมจำนวนมากที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคมด้วย จึงแยกขอบเขตอย่างชัดเจนได้ยาก ในบทความนี้ เราจะใช้คำว่าเอกิเบ็นกับข้าวกล่องสำหรับการเดินทางด้วยรถไฟที่หาซื้อได้ในสถานีหรือบริเวณใกล้เคียง และไม่ใช่ข้าวกล่องจากร้านสะดวกซื้อ
ถึงอย่างนั้น ตราเอกิเบ็นก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของประวัติและผลงานที่สั่งสมมา หากลังเลว่าจะเลือกกล่องไหนดี การมองหาตราเอกิเบ็นก็เป็นอีกวิธีที่น่าสนใจ
เอกิเบ็นถือกำเนิดขึ้นเมื่อไร?
แม้จะมีหลายทฤษฎี แต่แนวคิดที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ เอกิเบ็นกล่องแรกของญี่ปุ่นถือกำเนิดขึ้นที่สถานีอุสึโนะมิยะ จังหวัดโทชิงิ ในปี 1885 โดยเริ่มจากร้านชิรากิยะ ซึ่งทำธุรกิจเรียวกังในอุสึโนะมิยะ นำข้าวปั้น 2 ชิ้นห่อด้วยใบไผ่มาวางขาย

ต่อมาในปี 1889 สถานีฮิเมจิได้วางขาย “มาคุโนะอุจิเบ็นโตะ” เป็นครั้งแรก ภายในมีข้าวสวย คามาโบโกะ และปลาไทเผาเกลือ เป็นเมนูหรูหราในยุคที่ข้าวขาวยังถือเป็นของมีราคา ทุกวันนี้การซื้อเอกิเบ็นยังทำให้รู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย และก็น่าจะสะท้อนว่า สำหรับผู้คนในยุคนั้น เอกิเบ็นก็เป็นสิ่งพิเศษเช่นกัน
หลังจากนั้น เมื่อเครือข่ายรถไฟพัฒนาและรถไฟระยะไกลมีมากขึ้น ความต้องการเอกิเบ็นก็เพิ่มตามไปด้วย แต่ในช่วงที่วัฒนธรรมเอกิเบ็นกำลังจะเบ่งบานทั่วประเทศ ญี่ปุ่นกลับเข้าสู่ภาวะสงครามและยุคที่การจัดหาอาหารเป็นเรื่องยาก ถึงอย่างนั้น ผู้คนก็ยังใช้ความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาปรับตัว จนมีบันทึกว่าในช่วงสงครามยังมีการจำหน่ายข้าวกล่องผสมธัญพืชและขนมปังนึ่งอยู่ด้วย
ญี่ปุ่นกับเอกิเบ็นมากกว่า 4,000 ชนิด
ในช่วงทศวรรษ 1950 ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เครือข่ายรถไฟได้รับการพัฒนา และผู้คนเริ่มมีเวลาว่างรวมถึงกำลังพอสำหรับการท่องเที่ยว ส่งผลให้ความต้องการเอกิเบ็นกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง และเป็นช่วงที่เอกิเบ็นเฟื่องฟูอย่างมาก
แต่ยุคนั้นก็ไม่ได้ยืนยาวนัก เมื่อรถไฟชินคันเซ็นสายโทไคโดเปิดให้บริการครบทั้งสายในปี 1964 การขายเอกิเบ็นแบบเดินเร่บนชานชาลาของชินคันเซ็นก็ถูกห้าม พร้อมกันนั้น รถโดยสารแบบหน้าต่างเปิดไม่ได้ก็มีจำนวนมากขึ้น เอกิเบ็นที่เคยส่งขายผ่านหน้าต่างรถจากชานชาลาจึงเข้าสู่ช่วงเวลาท้าทาย อีกทั้งยังต้องแข่งขันกับร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารจานด่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนดูเหมือนว่าเอกิเบ็นจะเริ่มซบเซา

อย่างไรก็ตาม เอกิเบ็นดูเหมือนจะฝังอยู่ในจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่น แม้วิธีการเดินทางและรูปแบบการกินนอกบ้านจะหลากหลายขึ้น เอกิเบ็นก็ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน และตอนนี้ก็ยังมีเอกิเบ็นมากกว่า 4,000 ชนิดรอเติมความอิ่มให้กับนักเดินทางทั่วประเทศตามสถานีต่าง ๆ
เสน่ห์ของเอกิเบ็นคือการใช้วัตถุดิบขึ้นชื่อของท้องถิ่น ทำให้เรารู้จักเอกลักษณ์ของพื้นที่ผ่านรสชาติ และโดยพื้นฐานแล้ว หลายเมนูต้องไปถึงที่จึงจะได้ลิ้มลอง นั่นเองคือความน่าดึงดูดของมัน
หาซื้อเอกิเบ็นได้อย่างไร?
ถ้าอยากลองชิมขึ้นมาจริง ๆ คำถามต่อมาคือจะซื้อได้ที่ไหนบ้าง แนะนำให้ค้นหาข้อมูลล่วงหน้าทางเว็บไซต์ก่อนว่าที่สถานีที่คุณจะใช้งานมีเอกิเบ็นขายหรือไม่ โดยจุดหาซื้อหลัก ๆ มีดังนี้
1. ภายในสถานี
แต่ละสถานีมีรูปแบบต่างกันไป โดยอาจหาซื้อได้จากร้านภายในสถานี ร้านนอกประตูกั้น หรือร้านบนชานชาลา ร้านภายในสถานีมักเป็นร้านค้าปลีกที่มีเอกิเบ็นหลายแบบให้เลือก และโดยทั่วไปจะไม่รับจองล่วงหน้า
2. ร้านของผู้ผลิตที่อยู่นอกสถานี
ในสถานีต่างจังหวัด บางครั้งบริษัทผู้ผลิตเอกิเบ็นจะมีร้านอยู่ใกล้สถานี ทำให้สามารถเดินไปซื้อที่ร้านได้โดยตรง แม้ต้องออกจากสถานีไปเล็กน้อย แต่บางร้านก็รับจองล่วงหน้า อีกทั้งบางแห่งจะทำอาหารหลังได้รับออเดอร์ จึงอาจใช้เวลาบ้าง แต่ข้อดีคือได้ของทำสดใหม่ นอกจากนี้ ในวันที่มีรถไฟท่องเที่ยววิ่งให้บริการ ก็อาจมีการขายบนชานชาลาตามเวลาการเดินรถด้วย

เอกิเบ็นชื่อดังประจำสถานีก็มีอยู่แล้ว แต่บางครั้งก็มีแบบพิเศษ เช่น “โจชู D51 เบ็นโตะ” ที่ขายที่สถานีทาคาซากิ เฉพาะวันที่รถจักรไอน้ำกุนมะวิ่งเท่านั้น จึงควรเช็กข้อมูลไว้ให้ดี ของแบบนี้มีจำนวนจำกัด ถ้าเจอแล้วหลักสำคัญคือต้องรีบซื้อทันที


ส่วน “เอกิเบ็นยะ มัตสึริ” ภายในสถานีโตเกียว คือหนึ่งในตลาดเอกิเบ็นที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มีเอกิเบ็นจากทั่วประเทศวางเรียงราว 200 ชนิด ขณะที่ “เอกิเบ็นยะ โอโดริ” ซึ่งอยู่ในสถานีโตเกียวเช่นกัน ก็มีเอกิเบ็นคัดสรรให้เลือกซื้อได้ ส่วนร้าน “อิตาดากิ” ที่สถานีชินจูกุ จะเน้นเอกิเบ็นจากโตเกียว คานางาวะ และพื้นที่ใกล้เคียงในภูมิภาคคันโต
3. งานแฟร์เอกิเบ็น
คุณยังสามารถหาเอกิเบ็นได้จากงานแฟร์เอกิเบ็นที่จัดตามอีเวนต์ในห้างสรรพสินค้า โดยจะมีเอกิเบ็นจากทั่วญี่ปุ่นมารวมกัน และบางครั้งก็มีของหายากให้เห็นด้วย งานที่มีชื่อเสียงคือ “งานเอกิเบ็นชื่อดังต้นตำรับและของอร่อยทั่วประเทศ” ที่จัดโดยห้างเคโอ ตั้งแต่เริ่มจัดในปี 1966 จนถึงปี 2024 งานนี้จัดมาเป็นครั้งที่ 59 แล้ว และเป็นอีเวนต์เด่นประจำห้างที่เปิดโอกาสให้พบเอกิเบ็นได้ประมาณ 300 ชนิด
4. สั่งซื้อทางออนไลน์
อีกช่องทางหนึ่งคือสั่งซื้อทางออนไลน์ เอกิเบ็นบางชนิดสามารถสั่งได้เช่นกัน ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ผู้ประกอบการเอกิเบ็นหลายรายที่ได้รับผลกระทบหนักก็เริ่มหันมาขายผ่านออนไลน์แทนการขายหน้าร้าน บางทีเอกิเบ็นที่คุณกำลังตามหาอาจสั่งได้ทางนี้ ลองเข้าไปเช็กที่เว็บไซต์ทางการดูได้เลย
เอกิเบ็นขายช่วงเวลาไหน ราคาอยู่ประมาณเท่าไร และกินที่ไหนดี?
เวลาเริ่มขายแตกต่างกันไปตามแต่ละเอกิเบ็น แต่โดยภาพรวมมักเริ่มมีวางขายจำนวนน้อยตั้งแต่รถเที่ยวแรก แล้วค่อย ๆ เพิ่มความหลากหลายมากขึ้น สถานการณ์ของแต่ละสถานีก็ต่างกันมาก แต่ในสถานีต่างจังหวัดหลายแห่ง มักเริ่มวางขายราว 08:00 และขายจนกว่าจะหมด นอกจากนี้ บางแห่งยังขายตามเวลามาถึงและออกของขบวนหลักด้วย แน่นอนว่าในสถานีที่มีผู้โดยสารจำนวนมาก รูปแบบก็จะแตกต่างออกไป และอาจมีการเติมสินค้าเป็นระยะทั้งเช้า กลางวัน และเย็น
แล้วควรกินเอกิเบ็นที่ไหน? เดิมที รถไฟมักมีที่นั่งแบบบ็อกซ์ซึ่งเหมาะกับการนั่งชมวิวไปพลางกินไปพลาง


ปัจจุบัน รถไฟสายเดินทางประจำในเมืองใหญ่ เช่น โตเกียว มักใช้ที่นั่งแบบลองซีตที่เรียงเป็นแถวยาวด้านข้าง เนื่องจากออกแบบมาเพื่อรองรับผู้โดยสารจำนวนมากขึ้นลงอย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะไม่ได้มีข้อห้ามชัดเจน แต่โดยมารยาทแล้วก็ควรคิดว่าไม่เหมาะกับการกินเอกิเบ็นบนที่นั่งประเภทนี้
อย่างไรก็ตาม รถไฟระยะกลางบางขบวน เช่น โชนันชินจูกุไลน์ หรืออุเอโนะโตเกียวไลน์ มีตู้กรีนคาร์ไว้สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไกลอย่างสบาย ๆ หากได้ที่นั่งในกรีนคาร์ ก็สามารถกินเอกิเบ็นได้ไม่มีปัญหา
นอกจากนี้ เสน่ห์ของเอกิเบ็นยังอยู่ที่การเพลิดเพลินได้ในหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นที่นั่งพักในจุดหมายปลายทาง ระหว่างชมวิวในแหล่งท่องเที่ยว หรือกินแทนมื้อเย็นที่โรงแรมก็ได้เช่นกัน

ราคาเอกิเบ็นมีหลากหลายมาก ตั้งแต่แซนด์วิชของโอฟุนะเค็นราคา 580 เยน ไปจนถึงข้าวกล่องขุมทรัพย์ที่ราคามากกว่า 150,000 เยน แต่ช่วงราคาหลักจะอยู่ที่ 1,000–2,000 เยน
8 เอกิเบ็นรสเลิศที่ “ราชาเอกิเบ็น” คัดสรรมาจากทั่วญี่ปุ่น!
เกริ่นกันมาพอสมควรแล้ว คราวนี้มาดูตัวเลือกที่คุณซากุราอิอยากแนะนำกันบ้าง แต่ละกล่องไม่ได้มีดีแค่รสชาติ เรื่องราวเบื้องหลังก็น่าสนใจไม่แพ้กัน และนี่คือ 8 เอกิเบ็นที่เขาแนะนำอย่างมั่นใจ
1. โบโคอิเมชิ (ฮอกไกโด)
สถานีโบโคอิ (Bokoi) บนสายมุโรรัน ในตอนกลางค่อนไปทางใต้ของฮอกไกโด เป็นสถานีเล็กมาก แต่กลับเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากอย่างน่าประหลาด

เหตุผลก็คือชื่อสถานี คำว่า “โบโคอิ” ที่เขียนด้วยคันจิสื่อความหมายประมาณว่า “คิดถึงแม่” ทำให้หลายคนจากประเทศที่ใช้ตัวอักษรจีนรู้สึกอินเป็นพิเศษ การมาถ่ายรูปหน้าป้ายสถานีจึงกลายเป็นกิจกรรมยอดนิยมเมื่อมาเที่ยวฮอกไกโด

เอกิเบ็นยอดนิยมของสถานีนี้คือ “โบโคอิเมชิ” หน้าตาดูแปลกไม่เหมือนใคร และเมื่อเปิดฝาออกมาก็จะเจอหอยฮกกิทั้งเปลือก พร้อมข้าวปั้นที่หุงกับหอยฮกกิและน้ำซุปคอมบุ ชีสรมควัน ไข่ปรุงรส และลูกอมมินต์

ไม่ใช่แค่หน้าตาเท่านั้น เบื้องหลังการถือกำเนิดของข้าวกล่องนี้ก็ยูนีกมาก คุณพ่อซึ่งเป็นช่างงานฝีมือจากเปลือกหอยฮกกิ มักเหลือเนื้อหอยจำนวนมากทุกครั้งที่ทำงานฝีมือ คุณแม่จึงนำหอยฮกกิมาดัดแปลงเป็นเมนูต่าง ๆ และเมนูที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษก็คือข้าวหุงปรุงรส จากนั้นจึงนำไปใส่กล่องให้ลูกสาว กลายเป็นจุดเริ่มต้นของโบโคอิเมชิ
เอกิเบ็นนี้ยังมีอีกจุดที่น่าทึ่ง คือไม่มีตะเกียบ ทุกอย่างถูกแยกห่อไว้เพื่อให้หยิบกินด้วยมือได้ นี่เป็นไอเดียของคุณแม่ที่อยากให้กินได้ง่ายบนรถไฟที่กำลังสั่นไหว จึงเป็นเอกิเบ็นที่อัดแน่นด้วยความรักของแม่อย่างแท้จริง
แต่จริง ๆ แล้ว ชื่อสถานที่ “โบโคอิ” มาจากภาษาไอนุ “โปกุ-โออิ” ที่แปลว่า “สถานที่ที่มีหอยฮกกิจำนวนมาก” ข้าวปั้นที่อัดแน่นด้วยรสอูมามิของหอยฮกกิ เมื่อกินเข้าไปจะได้กลิ่นทะเลที่หอมชัดเจน ชีสรมควันและไข่ปรุงรสที่เสิร์ฟมาคู่กันก็อร่อยมาก โดยเฉพาะชีสรมควันที่รมอย่างพิถีพิถันด้วยไม้แอปเปิล ซึ่งเหมาะเป็นของกินเล่นกับเครื่องดื่มจนมีคนมาซื้อแยกอยู่ไม่น้อย
“โบโคอิเมชิ” ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นแบบแม่ ๆ ถ้าไปฮอกไกโดก็อยากชวนให้ลองสักครั้ง
- ผู้จำหน่าย
- โบโคอิเมชิ ฮมโปะ
- สถานที่ซื้อได้
- ร้านขายของในสถานีโบโคอิ
- ราคา
- 1,500 เยน
- โทรศัพท์
- 0143-27-2777
- เว็บไซต์ทางการ
- เว็บไซต์ทางการ (ภาษาญี่ปุ่น)
2. สึงารุ เม็งโคอิ ไคเซกิเบ็นโตะ ฮิโตะคุจิดาราเกะ (จังหวัดอาโอโมริ)
ขอแนะนำข้าวกล่องชั้นยอดที่รวมรสชาติของอาโอโมริไว้คำละนิดถึง 24 อย่าง โดยเน้นอาหารท้องถิ่นและของขึ้นชื่อจากแถบสึงารุในจังหวัดอาโอโมริ เมื่อเปิดฝาออกมา จะเห็นกับข้าวที่ทำอย่างประณีตเรียงรายราวกับอัญมณี ชนิดที่อดร้องว้าวไม่ได้

เอกิเบ็นแบบแบ่ง 9 ช่องยังพอพบเห็นได้ แต่แบบ 24 ช่องนั้นหาได้ยากมากแม้จะมองทั่วญี่ปุ่น ข้าวเพียงอย่างเดียวก็มีถึง 4 แบบ เนื้อหาอาจเปลี่ยนเล็กน้อยตามฤดูกาล แต่ภายในจะอัดแน่นด้วยกับข้าวที่ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล ทั้งอาหารท้องถิ่นอย่างดอกเบญจมาศลวกปรุงรส “ซูชิโกะ” ที่ทำจากข้าวเหนียวนึ่ง หรืออินาริซูชิสไตล์สึงารุที่หุงพร้อมขิงดองสีแดง ไปจนถึงอาหารท้องถิ่นชื่อดังอย่างคุโรอิชิยากิโซบะ ถ้ากินกล่องนี้ก็พอจะมองเห็นภาพรวมวัฒนธรรมอาหารของสึงารุได้เลย อีกเสน่ห์คือได้ชิมทั้งรสชาติแบบดั้งเดิมและแบบร่วมสมัยในคราวเดียว และอย่างที่เดาได้ มันเข้ากันดีกับการเป็นกับแกล้มมากด้วย แต่กล่องนี้มักขายหมดตั้งแต่ช่วงเช้า จึงควรรีบซื้อแต่เนิ่น ๆ วิธีที่ดีคือซื้อเป็นอย่างแรกในตอนเช้า แล้วค่อยออกไปเที่ยวสบาย ๆ หลังจากได้มาแล้ว
- ผู้จำหน่าย
- สึงารุ โซไซ
- สถานที่ซื้อได้
- สถานีชินอาโอโมริ, สถานีฮิโรซากิ
- ราคา
- 1,350 เยน
- หมายเลขโทรศัพท์
- 0173-35-4820
- เว็บไซต์ทางการ
- เว็บไซต์ทางการ (ภาษาญี่ปุ่น)
3. กิวนิคุโดมันนากะ (จังหวัดยามากาตะ)
เอกิเบ็นกล่องนี้เปิดตัวในปี 1993 พร้อมการเปิดให้บริการยามากาตะชินคันเซ็น จึงนับว่าเป็นเอกิเบ็นรุ่นค่อนข้างใหม่ แม้ตอนนี้จะมีอายุ 30 ปีแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่อยากให้สังเกตเป็นอย่างแรกคือ ยังคงรักษารูปแบบกล่องทรงยาวแนวตั้งแบบดั้งเดิมเอาไว้ ทำไมต้องเป็นแนวตั้ง? คำตอบคือในอดีต เวลาขายเอกิเบ็นเดินเร่บนชานชาลา การวางซ้อนในลังและหยิบส่งจะทำได้สะดวกกว่า กล่องทรงยาวทำให้ถือด้วยมือเดียวแล้วส่งต่อได้ง่าย อีกทั้งตอนกินบนรถไฟ หากเป็นกล่องแนวนอนอาจชนแขนคนข้าง ๆ แต่ถ้าเป็นแนวตั้งจะกินได้กะทัดรัดกว่าโดยไม่รบกวนผู้อื่น ความใส่ใจละเอียดอ่อนแบบญี่ปุ่นจึงสะท้อนอยู่ในรูปแบบนี้อย่างชัดเจน

เหตุผลที่เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดข้าวหน้าเนื้อ แน่นอนว่าอยู่ที่รสชาติ แต่สิ่งหนึ่งที่มองเผิน ๆ อาจไม่รู้คือ กล่องนี้มีเนื้อวัว 2 แบบอยู่ด้วยกัน ทั้งส่วนสไลซ์และเนื้อบดปรุงรส

การได้ลิ้มรสอูมามิของเนื้อวัว 2 แบบพร้อมกันถือเป็นความสุขอย่างแท้จริง ส่วนข้าวใช้ข้าวสายพันธุ์ “โดมันนากะ” จากจังหวัดยามากาตะ ซึ่งจุดเด่นคืออร่อยแม้จะเย็นแล้ว ข้าวมีทั้งความหนึบและเด้ง สามารถรองรับรสชาติเข้มข้นของเนื้อได้อย่างยอดเยี่ยมและสมดุลมาก
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ ผู้ผลิตอย่างชินคิเนยะ (Shinkineya) เดิมเป็นร้านขนมญี่ปุ่นเก่าแก่ที่ก่อตั้งในปี 1921 และเริ่มขายเอกิเบ็นในเขตสถานีโยเนซาวะตั้งแต่ปี 1957 หนึ่งในเคล็ดลับความอร่อยของข้าวหน้าเนื้อกล่องนี้คือซอสสูตรลับที่ใช้โชยุคัดสรรอย่างดี ซึ่งก็เป็นองค์ความรู้ที่ต่อยอดมาจากประสบการณ์ในฐานะร้านขนมญี่ปุ่นนั่นเอง
- ผู้จำหน่าย
- ชินคิเนยะ
- สถานที่ซื้อได้
- สถานีโยเนซาวะ, สถานีอากายุ, ร้านขายตรงของโรงงานสำนักงานใหญ่
- ราคา
- 1,350 เยน
- หมายเลขโทรศัพท์
- 0238-22-1311
- เว็บไซต์ทางการ
- เว็บไซต์ทางการ (ภาษาญี่ปุ่น)
4. เก็งคิไค (จังหวัดยามานาชิ)
ถ้าพูดถึงเอกิเบ็นสายกูร์เมต์ต้นตำรับ ต้องยกให้กล่องนี้ เอกิเบ็นนี้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1985 จากโปรเจกต์ของรายการโทรทัศน์ “ทันเค็น เรสเตอรองต์” และเป็นข้าวกล่องที่รวมความหลงใหลของคนดังผู้รักรถไฟและเอกิเบ็นเอาไว้

แค่เป็นกล่อง 2 ชั้นก็ชวนตื่นเต้นแล้ว โดยชั้นบนอยู่ภายใต้การดูแลของ “คิคุโนะอิ” ร้านอาหารญี่ปุ่นเก่าแก่แห่งเกียวโต ส่วนชั้นล่างดูแลโดย “คิสโสะ” ร้านอาหารชื่อดังจากโตเกียว เป็นการร่วมมือของร้านชั้นนำจากฝั่งตะวันตกและตะวันออกของญี่ปุ่น
เสน่ห์ที่สุดคือเหมือนได้สนุกกับเอกิเบ็นถึง 2 รอบ เพราะในแต่ละชั้นมีทั้งข้าวและกับข้าวครบถ้วน ชั้นแรกมีข้าววอลนัต คินปิระรากบัว ปลาเทราต์ญี่ปุ่นตุ๋นสไตล์โคชู บุกต้มมิโสะ และผักตุ๋นอย่างฟูกิ เห็ดหอม และแครอต ส่วนชั้นที่สองมีข้าวเหนียวเกาลัดกับชิเมจิ ไก่คลุกมิโสะยูซุ ปลาวากาซางิดองสไตล์นันบัง และโกโบภูเขาดองมิโสะ กินชั้นแรกหมดแล้วยังได้ลิ้มรสเอกิเบ็นต่ออีกครั้ง ความสุขแบบนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ เลย
คนที่รู้เรื่องเอกิเบ็นจำนวนมากต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ากล่องนี้อร่อยที่สุด และถ้าเปิดดูข้างในก็จะเข้าใจเหตุผลทันที ทั้งกับข้าวที่ปรุงอย่างประณีตทีละอย่าง และข้าวเหนียวที่ยังอร่อยแม้เย็นแล้ว ทุกครั้งที่คีบเข้าปากจะรู้สึกถึงความสุขที่ค่อย ๆ เอ่อล้น เป็นประสบการณ์ที่อยากให้ลองด้วยตัวเอง

กระดาษห่อที่วาดโดยนักวาดภาพประกอบ มิซึมารุ อันไซ ก็ดูน่ารักมากเช่นกัน สายชูโอเป็นเส้นทางรถไฟที่เชื่อมโตเกียว ผ่านจังหวัดยามานาชิ ไปจนถึงนาโกย่า เอกิเบ็นกล่องนี้จึงมีลูกเล่นเก๋ ๆ ตรงที่คุณสามารถเพลิดเพลินกับรสชาติจากร้านดังของโตเกียวและเกียวโต ระหว่างเดินทางจากตะวันออกสู่ตะวันตก หรือจากตะวันตกสู่ตะวันออกได้พร้อมกัน
- ผู้จำหน่าย
- มารุมาสะ
- สถานที่ซื้อได้
- สถานีโคบุจิซาวะ สายชูโอ, สถานีโคฟุ (เฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์)
- ราคา
- 1,800 เยน
- หมายเลขโทรศัพท์
- 0551-36-2521
- เว็บไซต์ทางการ
- เว็บไซต์ทางการ (ภาษาญี่ปุ่น)
5. ชูไมเบ็นโตะ (โตเกียวและพื้นที่อื่น ๆ)
หากจะเลือก “ราชาแห่งเอกิเบ็น” จากเอกิเบ็นมากกว่า 4,000 ชนิด ก็อาจต้องยกให้ชูไมเบ็นโตะของคิโยเค็น เหตุผลที่เป็นราชาก็คือจำนวนการผลิตอันน่าทึ่งถึงวันละ 28,000 กล่อง

แม้จะวางขายเฉพาะพื้นที่คันโตอย่างคานางาวะ โตเกียว ไซตามะ ชิบะ และชิซุโอกะ เพียง 5 จังหวัด แต่ก็ยังผลิตได้มากขนาดนี้ ชูไมเบ็นโตะที่ได้รับความรักอย่างล้นหลามจึงเป็นตัวแทนของเอกิเบ็นญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ถ้าเริ่มต้นจากกล่องนี้เพื่อจดจำรสชาติของราชาเอกิเบ็นไว้ในใจ แล้วค่อยออกตามหาเอกิเบ็นที่ตรงกับรสนิยมของตัวเอง ก็น่าจะเป็นวิธีที่ดีมาก
ชูไมเบ็นโตะถือกำเนิดขึ้นในปี 1954 ส่วน “ชูไมแบบดั้งเดิม” ที่วางขายตั้งแต่ปี 1928 และฮิตอย่างมากนั้น มีจุดเด่นคือใช้เนื้อหมูผสมหอยเชลล์ ทำให้อร่อยแม้กินตอนเย็นแล้ว ภายในกล่องนี้จึงอัดแน่นด้วยชูไม พร้อมกับข้าวอย่างไก่ทอด ไข่ม้วน และข้าวปั้นทรงรี 8 ก้อน ข้าวไม่ได้หุงแบบธรรมดา แต่ใช้การนึ่งด้วยไอน้ำ จึงยังนุ่มฟูแม้เย็นแล้ว อีกจุดที่อยากให้สังเกตคือวัสดุของกล่องเบ็นโตะ ซึ่งทำจากแผ่นไม้บางของฮิโนกิหรือสนซีดาร์ กล่องไม้ลักษณะนี้ช่วยดูดซับความชื้นจากข้าวและกับข้าว ทำให้ยังคงอร่อยแม้เวลาผ่านไป แม้จะผลิตจำนวนมากขนาดนี้ แต่ก็ยังเลือกใช้กล่องไม้แบบเดิม นั่นทำให้รู้สึกถึงความภาคภูมิใจของคิโยเค็นที่เชื่อว่า เอกิเบ็นต้องอร่อยได้แม้ไม่ร้อนแล้ว
- ผู้จำหน่าย
- คิโยเค็น
- สถานที่ซื้อได้
- สถานีโยโกฮามะ และสาขาอื่น ๆ
- ราคา
- 950 เยน
- หมายเลขโทรศัพท์
- 0120-938-029
- เว็บไซต์ทางการ
- เว็บไซต์ทางการ (ภาษาญี่ปุ่น)
6. มัตสึซากะ เดะ อัตสึอัตสึ กิวเมชิ นิ เดอาอุ!! (จังหวัดมิเอะ)
ทั้งที่เพิ่งพูดไปว่าเสน่ห์แท้จริงของเอกิเบ็นคือความอร่อยแม้จะเย็นแล้ว แต่กลับต้องขอแนะนำเอกิเบ็นที่กินร้อน ๆ ได้ เพราะถ้าอุ่นให้ร้อนได้ อาหารร้อนก็ย่อมอร่อยอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ
และนั่นก็คือ “มัตสึซากะ เดะ อัตสึอัตสึ กิวเมชิ นิ เดอาอุ!!”

เพียงดึงเชือกที่ติดกับภาชนะ ก็จะเกิดไอน้ำอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ภายในใช้ภาชนะพิเศษชื่อ “นารุฮ็อตโตะ” ที่ทำให้ความร้อนหมุนเวียนและถ่ายเทจนอาหารอุ่นขึ้นได้จริงตามชื่อ คือกินแบบร้อน ๆ ได้เลย
ผู้ผลิตคืออาระทาเกะ ร้านเอกิเบ็นเก่าแก่ที่ก่อตั้งในปี 1895 เนื้อวัวซึ่งเป็นพระเอกของกล่องนี้สั่งมาจากร้านขายเนื้อเก่าแก่ “มารุนากะ ฮมเต็น” ในย่านนากามาจิ เมืองมัตสึซากะ โดยใช้เนื้อระดับ A-4 และ A-5 ส่วนการปรุงรสแม้จะเป็นรสกระเทียมแบบคาดไม่ถึง แต่เพราะเป็นเอกิเบ็น จึงมีการปรับสมดุลอย่างดีไม่ให้รสค้างหนักเกินไป

ข้าวกล่องนี้เกิดจากโปรเจกต์ร่วมกับมังงะเรื่อง “เอกิเบ็น ฮิโตริทาบิ” ที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฟุตาบาชะ และจริง ๆ แล้วคุณซากุราอิก็มีส่วนร่วมในการพัฒนาในฐานะที่ปรึกษาด้วย แต่ขอเล่าเบา ๆ ว่า เอกิเบ็นที่คุณซากุราอิมีส่วนพัฒนาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งนั้นมีมากกว่า 10 แบบ ท่ามกลางเอกิเบ็นจำนวนมากที่ค่อย ๆ หายไปจากตลาด “มัตสึซากะ เดะ อัตสึอัตสึ กิวเมชิ นิ เดอาอุ!!” กลับยังคงเป็นสินค้าขายดีต่อเนื่องตั้งแต่วางจำหน่ายในปี 2010 และที่ยังได้รับความรักเสมอก็คงเพราะมันอร่อยจริง ๆ นั่นเอง
- ผู้จำหน่าย
- เอกิเบ็นโนะ อาระทาเกะ
- สถานที่ซื้อได้
- สถานี JR มัตสึซากะ
- ราคา
- 1,700 เยน
- หมายเลขโทรศัพท์
- 0598-82-2222
- เว็บไซต์ทางการ
- เว็บไซต์ทางการ (ภาษาญี่ปุ่น)
7. อานาโกะเมชิ อุเอโนะ *เรกิวลาร์ (จังหวัดฮิโรชิมา)
“เอกิเบ็นอานาโกะเมชิที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น” นี่คือระดับที่คุณซากุราอิถึงกับบอกว่า “คงไม่มีใครคัดค้านถ้าจะพูดแบบนั้น” อานาโกะเมชิของอุเอโนะจึงโดดเด่นทั้งด้วยประวัติและคุณภาพอันสูงลิ่ว ร้านก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1901 ปลาอานาโกะที่รับตรงจากชาวประมงนั้น เป็นปลาคุณภาพพิเศษระดับที่ใน 100 ตัวอาจมีเพียง 1 ตัวหรือน้อยกว่านั้น จากนั้นจึงนำไปย่างด้วยซอสสูตรลับที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยเมจิ

แน่นอนว่าข้าวกล่องที่บรรจุปลาอานาโกะย่างสดกับข้าวหุงใหม่ ๆ นั้นอร่อยทันทีที่กิน แต่คำแนะนำคือให้รอประมาณ 2 ชั่วโมง เพราะรสอูมามิของปลาอานาโกะย่างจะค่อย ๆ ซึมลงสู่ข้าว และกล่องไม้ก็ช่วยดูดซับความชื้นส่วนเกิน ประธานบริษัทอุเอโนะเคยเรียกช่วงเวลานี้ว่า “เข้าที่” ซึ่งหมายถึงจุดที่ทุกองค์ประกอบสมดุลที่สุดนั่นเอง ร้านขายของอุเอโนะตั้งอยู่ระหว่างทางจากสถานี JR มิยาจิมะกุจิไปยังท่าเรือเฟอร์รี่มุ่งหน้าสู่มิยาจิมะ ดังนั้น คุณสามารถซื้ออานาโกะเมชิก่อน แล้วขึ้นเรือไปมิยาจิมะ พอถึงเกาะและเที่ยวชมเสร็จ ก็จะเป็นจังหวะที่กินได้อร่อยพอดี

การได้กินอานาโกะเมชิชั้นยอดพร้อมชมทิวทัศน์ของมิยาจิมะ หนึ่งในสามวิวที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น นับเป็นความหรูหราที่น่าประทับใจจริง ๆ

- ผู้จำหน่าย
- อุเอโนะ
- สถานที่ซื้อได้
- สถานี JR มิยาจิมะกุจิ
- ราคา
- 2,700 เยน
- หมายเลขโทรศัพท์
- 0829-56-0006
- เว็บไซต์ทางการ
- เว็บไซต์ทางการ (ภาษาญี่ปุ่น)
8. ซังไคซันไม (จังหวัดโออิตะ)
ถ้าจะเลือกสุดยอดเอกิเบ็นประเภทซูชิ ก็ต้องเป็นกล่องนี้ ผู้ผลิตคือ “ซูชิโยชิ” ร้านซูชิยอดนิยมในตลาดไดโด จังหวัดโออิตะ แห่งคิวชู เชฟใหญ่เกิดในครอบครัวชาวประมงแห่งเซกิ จึงเรียกได้ว่าเป็นมืออาชีพตัวจริงเรื่องปลา ภายในกล่องอัดแน่นด้วยโอชิซูชิแห่งบุนโกะ ซูชิเนื้อบุนโกะย่าง เห็ดชิตาเกะย่างเนยแบบปั้น และซูชิโทริเท็น เรียกได้ว่ารวมทั้งของอร่อยจากทะเลและภูเขาไว้เต็มกล่องสมชื่อ

แม้แต่ในข้าวซูชิก็ยังมีไส้อยู่ด้านใน ทุกชิ้นจึงทำอย่างพิถีพิถันอย่างเหลือเชื่อ กล่องนี้ได้รับรางวัลกรังด์ปรีซ์ในการประกวดเอกิเบ็น JR คิวชู ครั้งที่ 11 เมื่อปี 2015 และมีการพิมพ์เกียรติยศนั้นไว้บนกระดาษห่อด้วย แต่ระดับความสมบูรณ์แบบของมันสูงจนทำให้อดคิดไม่ได้ว่า แท้จริงแล้วเอกิเบ็นกล่องนี้ต่างหากที่ช่วยยกระดับเวทีประกวดเอกิเบ็น JR คิวชู (ความเห็นของคุณซากุราอิ)

- ผู้จำหน่าย
- ซูชิโยชิ
- สถานที่ซื้อได้
- สถานีโออิตะ, สถานีเบ็ปปุ
- ราคา
- 1,400 เยน
- หมายเลขโทรศัพท์
- 097-513-5612
เอกิเบ็นที่มีความสนุกมากกว่าแค่อิ่มท้อง
เอกิเบ็นบางแบบไม่ได้จบแค่เรื่องรสชาติ แต่ยังมีความสนุกแถมมาด้วย เช่น “ยูกิดารุมะเบ็นโตะ” เอกิเบ็นยอดนิยมของสถานีนีอิสึ จังหวัดนีงาตะ ซึ่งหลังกินหมดแล้ว กล่องยังนำไปใช้เป็นกระปุกออมสินได้อีกด้วย

สามารถหยอดเหรียญจากส่วนปากได้ และยังขยับคิ้วหรือจมูกเพื่อทำสีหน้าต่าง ๆ ได้อีกด้วย เป็นลูกเล่นน่ารักที่ชวนยิ้ม
เอกิเบ็นที่มาพร้อมกล่องเป็นรูปขบวนรถไฟหรือชินคันเซ็นก็ได้รับความนิยมเช่นกัน สินค้ามาตรฐานอย่าง E5 ฮายาบูสะ หรือ E6 โคมาจิ โดยพื้นฐานมักทำสำหรับเด็ก แต่เมื่อ E4 Max ปลดประจำการ ก็มี “E4 Max เบ็นโตะ” แบบสองชั้นออกมาด้วย ครั้งนั้น ผู้ผลิตเอกิเบ็นเก่าแก่ 3 เจ้าในนีงาตะต่างบรรจุเมนูเด่นของตัวเองลงใน “โจเอ็ตสึชินคันเซ็น Max ขอบคุณสำหรับขบวนสองชั้นทั้งหมด เบ็นโตะ” และวางขายในราคา 1,634 เยน ซึ่งอ้างอิงจากจำนวนที่นั่งของ E4 Max ผลคือขายหมดอย่างรวดเร็วและกลายเป็นเอกิเบ็นยอดฮิตในทันที

อีกแบบหนึ่งคือ “SL ไทจุ นิกโกะ ไมโซคิน เบ็นโตะ” ที่มาพร้อมช้อนซึ่งทำเป็นรูปพลั่วตักถ่านหินของรถจักรไอน้ำ ลูกเล่นคือให้ใช้พลั่วนี้ขุดข้าวหน้าซูชิกระจายหน้า ราวกับกำลังค้นหาสมบัติและขุดเจอเครื่องต่าง ๆ ออกมา

จะเห็นได้ว่า เอกิเบ็นไม่ได้มีดีแค่การกินให้อิ่ม แต่ยังซ่อนลูกเล่นหลากหลายที่ชวนให้ผู้ใหญ่เองก็รู้สึกสนุกตามไปด้วย
บทสรุป
ถ้ามีโอกาสนั่งรถไฟเที่ยวญี่ปุ่น ลองเปิดพื้นที่ให้เอกิเบ็นสักมื้อก็ดี
เราได้คัดสรรเอกิเบ็น 8 กล่องจากทั่วญี่ปุ่นตั้งแต่เหนือจรดใต้มาฝากกันแล้ว ในบรรดาที่แนะนำ บางกล่องสามารถหาซื้อได้ที่ “มัตสึริ” ภายในสถานีโตเกียว หรือที่ “อิตาดากิ” ภายในสถานีชินจูกุ ดังนั้นถ้าเดินทางไปถึงพื้นที่ต้นกำเนิดไม่ได้ ก็ยังลองแวะเช็กดูได้
เอกิเบ็นที่แนะนำในบทความนี้ยังไม่ถึง 0.02% ของเอกิเบ็นทั้งหมดในญี่ปุ่นเลยด้วยซ้ำ และเสน่ห์อีกอย่างก็คือการได้เจอกล่องที่ไม่คาดคิดในแต่ละจุดหมาย ถ้ามีโอกาส อยากชวนให้ลองชิมเอกิเบ็นหลากหลายแบบด้วยตัวเอง
