
【คู่มือเที่ยวฮิโรชิมะ】จุดเที่ยวคลาสสิกและวิธีเที่ยวให้สนุกแบบไม่พลาด แม้มาเป็นครั้งแรก
ถ้ากำลังมองหาทริปที่ได้ทั้งวิวทะเลสงบ ๆ ของเซโตะใน อาหารท้องถิ่นน่าลอง และสถานที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์สำคัญของโลก ฮิโรชิมะก็เป็นจุดหมายที่น่าสนใจมาก
บทความนี้จะพาไปรู้จักจุดเด่นและสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของฮิโรชิมะแยกตามย่านท่องเที่ยว เพื่อให้แม้แต่ผู้ที่มาเยือนครั้งแรกก็เที่ยวได้อย่างเต็มอิ่ม
ยังรวบรวมร้านอาหารยอดนิยมและที่พักแนะนำไว้ด้วย ลองใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนเที่ยวฮิโรชิมะกันได้เลย
ฮิโรชิมะเป็นสถานที่แบบไหน?
ฮิโรชิมะตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะฮอนชู ใกล้กึ่งกลางของภูมิภาคจูโงกุ
เมืองนี้โอบล้อมด้วยภูเขาและทะเลเซโตะใน ทำให้มีจุดชมธรรมชาติสวยงามอยู่มากมาย โดยเฉพาะทิวทัศน์งดงามของทะเลเซโตะในที่มีเกาะน้อยใหญ่กระจายตัวอยู่ทั่ว
ที่ศาลเจ้าอิสึกุชิมะ มีทิวทัศน์อันงดงามที่สถาปัตยกรรมประวัติศาสตร์และธรรมชาติกลมกลืนกันอย่างลงตัว
แม้ฮิโรชิมะจะมีชื่อเสียงด้านทิวทัศน์ที่สวยงาม แต่ก็เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เคยได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการทิ้งระเบิดปรมาณู
โดมระเบิดปรมาณูซึ่งเป็นมรดกโลกและยังคงถ่ายทอดความน่าสะพรึงกลัวของระเบิดปรมาณูมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมะที่มุ่งหวังให้โลกปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ ล้วนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สะท้อนความเป็น “ฮิโรชิมะ” ได้อย่างชัดเจน

ฤดูกาลท่องเที่ยวที่แนะนำของฮิโรชิมะคือช่วงไหน?
ฮิโรชิมะเป็นเมืองที่อุดมด้วยธรรมชาติและสามารถเพลิดเพลินกับวิวสวยได้ตลอดทั้ง 4 ฤดู แต่ฤดูใบไม้ร่วงถือว่าสวยเป็นพิเศษ
โดยปกติช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายนจะเป็นช่วงชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ดีที่สุด ทำให้จุดชมวิวชื่อดังอย่างมิยาจิมะและซันดังเคียว ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งธรรมชาติอันงดงามของฝั่งตะวันตกญี่ปุ่น ถูกแต่งแต้มไปด้วยสีแดงและเหลือง
หากอยากอิ่มอร่อยกับอาหารท้องถิ่น ฤดูหนาวที่หอยนางรมและปลาอะนาโกะกำลังอร่อยก็เป็นช่วงที่แนะนำเช่นกัน
การเดินทางไปฮิโรชิมะ
โดยทั่วไป การเดินทางจากเมืองหลักมายังสถานีฮิโรชิมะนิยมใช้ชินคันเซ็น
จากโตเกียวก็มีตัวเลือกเป็นเครื่องบินเช่นกัน แต่จากสนามบินฮิโรชิมะไปสถานีฮิโรชิมะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และเมื่อนับรวมเวลาเดินทางก่อนขึ้นเครื่อง หลังลงเครื่อง และขั้นตอนต่าง ๆ แล้ว เวลารวมทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง
ดังนั้น หากวางแผนเที่ยวในตัวเมืองฮิโรชิมะ การใช้ชินคันเซ็นแม้จะออกเดินทางจากโตเกียวก็สะดวกกว่า
ระยะเวลาเดินทางมายังสถานีฮิโรชิมะจากโตเกียว โอซาก้า นาโกย่า และฟุกุโอกะ มีดังนี้
- โตเกียว
- ชินคันเซ็นประมาณ 4 ชั่วโมง
- โอซาก้า
- ชินคันเซ็นประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที
- นาโกย่า
- ชินคันเซ็นประมาณ 2 ชั่วโมง 25 นาที
- ฟุกุโอกะ
- ชินคันเซ็นประมาณ 1 ชั่วโมง
3 ประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวฮิโรชิมะ
ฮิโรชิมะมีเสน่ห์และสถานที่น่าสนใจมากมาย ที่นี่เลยคัด 3 อย่างที่อยากแนะนำเป็นพิเศษมาให้ลองสัมผัส
ถ้าวางแผนทริปโดยยึดประสบการณ์ต่อไปนี้เป็นหลัก คุณน่าจะได้ดื่มด่ำกับเสน่ห์ของฮิโรชิมะอย่างเต็มที่
1. ดื่มด่ำกับทิวทัศน์อันงดงามของทะเลเซโตะใน
พื้นที่ตอนใต้ของจังหวัดฮิโรชิมะหันหน้าออกสู่ทะเลเซโตะใน จึงสามารถเพลิดเพลินกับวิวหมู่เกาะอันงดงามที่เป็นเอกลักษณ์ของทะเลแห่งนี้ได้
ในบรรดาสถานที่เหล่านั้น มิยาจิมะ (Miyajima) หรืออิสึกุชิมะ (Itsukushima) ที่ติดอันดับ 1 ใน 3 วิวสวยที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นที่ตั้งของมรดกโลกศาลเจ้าอิสึกุชิมะ ถือว่าโด่งดังเป็นพิเศษ
ศาลเจ้าสีชาดที่ดูราวกับลอยอยู่เหนือน้ำ เสาโทริอิใหญ่ที่เปลี่ยนบรรยากาศไปตามช่วงน้ำขึ้นน้ำลง และวิวพาโนรามาจากภูเขามิเซ็น ล้วนเป็นทิวทัศน์ระดับต้น ๆ ของญี่ปุ่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ
ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่สัมผัสประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมได้ เช่น โอโนมิจิ (Onomichi) และคุเระ (Kure) ซึ่งแต่ละแห่งก็มีเสน่ห์แตกต่างกันไปตามฤดูกาล
อีกทั้งเกาะน้อยใหญ่ยังเชื่อมถึงกันด้วยสะพานอย่างชิมานามิไคโดและอากินาดะ โทบิชิมะ ไคโด จึงแนะนำให้ลองขับรถ ปั่นจักรยาน หรือนั่งเรือชมวิวด้วย

2. ลิ้มลองอาหารฮิโรชิมะที่หลากหลาย
ถ้ามาเที่ยวฮิโรชิมะที่อุดมด้วยอาหารทะเลจากเซโตะในและของดีจากภูเขา ก็ไม่ควรพลาดอาหารท้องถิ่นเช่นกัน
ที่นี่เป็นแหล่งรวมของอร่อยตั้งแต่อาหารสไตล์ B-grade วัตถุดิบระดับพรีเมียม อาหารดั้งเดิม ขนมหวาน ไปจนถึงสาเกท้องถิ่น เหมาะทั้งสำหรับเดินชิมและสัมผัสรสชาติแบบคนท้องถิ่น
อาหารขึ้นชื่อของฮิโรชิมะที่อยากแนะนำมีดังนี้
- โอโคโนมิยากิ
- เมนูตัวแทนของฮิโรชิมะ จุดเด่นคือการวางกะหล่ำปลี ถั่วงอก และหมูจำนวนมากซ้อนบนแป้งที่ย่างบาง ๆ จากนั้นโปะยากิโซบะด้านบนและปิดท้ายด้วยไข่
- เมนูหอยนางรม
- ไม่ว่าจะเป็นแบบสด ย่าง ข้าวหอยนางรม หรือทอด ก็มีให้เลือกหลากหลาย แต่ละวิธีปรุงก็ให้รสชาติที่ต่างกัน
- อะนาโกะเมชิ
- อาหารท้องถิ่นต้นกำเนิดจากมิยาจิมะกุจิ ใช้ปลาอะนาโกะจากเซโตะในย่างอย่างพิถีพิถันแล้วรับประทานกับซอสหวานเค็ม

3. สัมผัสประวัติศาสตร์ความเสียหายและการฟื้นฟูจากการทิ้งระเบิดปรมาณู
ฮิโรชิมะคือสถานที่แรกของโลกที่ถูกทิ้งระเบิดปรมาณู
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ระเบิดได้ระเบิดขึ้นเหนือใจกลางเมืองที่ระดับความสูงประมาณ 600 เมตร ทำให้อาคารราว 50,000 หลังพังทลายในชั่วพริบตา และมีผู้เสียชีวิตโดยประมาณ 150,000 คนภายในเวลาไม่กี่เดือน
แม้ผู้รอดชีวิตก็ยังต้องเผชิญทั้งผลกระทบจากรังสี บาดแผลทางจิตใจ และการเลือกปฏิบัติ ความเจ็บปวดครั้งนั้นรุนแรงอย่างหาที่เปรียบได้ยาก และพรากชีวิตของผู้คนไปนับไม่ถ้วน
ท่ามกลางความโศกเศร้า การฟื้นฟูได้เริ่มขึ้นไม่นานหลังสงคราม และหลังการประกาศใช้กฎหมายสร้างเมืองอนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมะในปี ค.ศ. 1949 โครงการฟื้นฟูก็เดินหน้าอย่างจริงจัง
ปัจจุบัน เมืองแห่งนี้ยังคงถ่ายทอดประวัติศาสตร์ของผู้ประสบภัยระเบิดและความสำคัญของสันติภาพสู่อนาคต ผ่านการอนุรักษ์โดมระเบิดปรมาณูและการพัฒนาสวนอนุสรณ์สันติภาพ
เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดนี้ถูกลืม และเพื่อส่งต่อสู่คนรุ่นหลัง อยากชวนให้คุณลองไปเยือนสถานที่เหล่านี้ด้วยตัวเองสักครั้ง

【แยกตามย่านท่องเที่ยวยอดนิยม】จุดเที่ยวคลาสสิกของฮิโรชิมะ
ต่อจากนี้จะพาไปรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในจังหวัดฮิโรชิมะแยกตามแต่ละพื้นที่
พอออกจากเมืองฮิโรชิมะและมิยาจิมะซึ่งเป็นจุดหมายคลาสสิกไปอีกหน่อย ก็จะเจอเมืองท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์และน่าสนใจอีกมาก เช่น ฟุกุยามะและคุเระที่อาจยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก
แต่ละแห่งมีลักษณะเด่นต่างกันและมอบประสบการณ์ที่น่าสนใจไม่เหมือนกัน ลองใช้ข้อมูลนี้เป็นแนวทางแล้วออกไปค้นหามุมโปรดของคุณกัน
มาครั้งแรกต้องเริ่มที่นี่! 5 จุดเที่ยวคลาสสิกในเมืองฮิโรชิมะ
เริ่มกันจากสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในตัวเมืองฮิโรชิมะก่อน
เมืองฮิโรชิมะเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวชั้นนำของญี่ปุ่นที่ครบทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ธรรมชาติ และอาหาร
มีทั้งจุดเที่ยวดังอย่างโดมระเบิดปรมาณูและพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมะ ไปจนถึงร้านอาหารและที่พักให้เลือกมากมาย
ถ้านี่เป็นครั้งแรกที่คุณมาเที่ยวฮิโรชิมะ การใช้เมืองฮิโรชิมะเป็นฐานการเดินทางก็ถือว่าเหมาะมาก
1. โดมระเบิดปรมาณู (สวนอนุสรณ์สันติภาพ)
โดมระเบิดปรมาณูเดิมทีสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 1915 ในชื่อ “ศาลาจัดแสดงสินค้าจังหวัดฮิโรชิมะ” โดยออกแบบโดยยาน เลตเซล ชาวเช็ก
แต่เมื่อเกิดการทิ้งระเบิดปรมาณู อาคารแห่งนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากจุดศูนย์กลางระเบิดที่อยู่ห่างเพียง 160 เมตร
โครงเหล็กที่เผยออกมาและผนังด้านนอกที่แตกร้าวยังคงถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพใกล้เคียงกับช่วงเวลานั้น จนต่อมาถูกเรียกว่า “โดมระเบิดปรมาณู” อาคารแห่งนี้จึงเป็นสิ่งปลูกสร้างล้ำค่าที่บอกเล่าประวัติศาสตร์อันโหดร้ายสู่คนยุคปัจจุบัน

2. พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมะ
ฮิโรชิมะเป็นเมืองแรกของโลกที่ได้รับความเสียหายจากระเบิดปรมาณูในปี ค.ศ. 1945
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดในปี ค.ศ. 1955 เพื่อถ่ายทอดโศกนาฏกรรมดังกล่าวแก่ผู้คนทั่วโลก และมีเป้าหมายในการส่งเสริมการยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์รวมถึงสันติภาพถาวรของโลก
พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ภายในสวนอนุสรณ์สันติภาพที่มีโดมระเบิดปรมาณูเป็นสัญลักษณ์ ประกอบด้วยอาคารหลักและอาคารตะวันออก โดยอาคารหลักจัดแสดงสิ่งของของผู้ประสบภัยและภาพถ่ายที่สะท้อนความเสียหายจากระเบิด

3. ปราสาทฮิโรชิมะ
ปราสาทฮิโรชิมะสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1589 โดยโมริ เทรุโมโตะ ผู้เป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในโกะไทโรของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ
ปราสาทตั้งอยู่ใจกลางเมืองฮิโรชิมะ จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังที่เดินทางสะดวก ภายในหอคอยหลักจัดเป็นห้องนิทรรศการ แสดงดาบญี่ปุ่น ชุดเกราะ และสิ่งของต่าง ๆ ขณะที่ชั้นบนสุดเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองฮิโรชิมะได้กว้างไกล
อาคารอย่างโอโมเตะโกมงและหอคอยกลองที่เคยถูกเผาทำลายจากระเบิดปรมาณู ก็ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในช่วงทศวรรษ 1990 ทำให้สามารถชมทิวทัศน์ที่สวยงามได้อีกครั้ง

4. โอริซึรุทาวเวอร์
แลนด์มาร์กของฮิโรชิมะแห่งนี้เป็นอาคารคอมเพล็กซ์ที่อยู่ติดกับโดมระเบิดปรมาณู และสามารถเพลิดเพลินกับทั้งวิวและประสบการณ์ที่หาได้เฉพาะที่นี่
พื้นที่สำหรับนักท่องเที่ยวเปิดให้บริการทั้งโซนร้านสินค้าท้องถิ่นและคาเฟ่ที่ชั้น 1 “ลานโอริซึรุ” และ “กำแพงโอริซึรุ” ที่ชั้น 12 รวมถึงจุดชมวิวบนดาดฟ้าที่ชื่อว่า “ฮิโรชิมะโนะโอกะ”
จุดชมวิวบนดาดฟ้าเป็นพื้นที่ไม้เด็คที่บรรยากาศสบาย รับลมได้ดีและให้ความรู้สึกอบอุ่นจากวัสดุไม้ สามารถมองเห็นทั้งสวนอนุสรณ์สันติภาพ โดมระเบิดปรมาณู และในวันที่อากาศดีอาจมองไปได้ไกลถึงภูเขามิเซ็นของมิยาจิมะ

5. สวนชุกเคเอ็น
สวนชุกเคเอ็นสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1620 โดยอาซาโนะ นางาอากิระ เจ้าแคว้นฮิโรชิมะในฐานะสวนของคฤหาสน์พักผ่อน
กลางสวนมีสระทักคุเออิเคะขนาดใหญ่ ซึ่งมีเกาะเล็ก ๆ ชื่อ “เกาะกระเรียน” และ “เกาะเต่า” ลอยอยู่ โดยสื่อถึงคำอธิษฐานขอให้อายุยืนยาว
รอบสระมีการจัดวางเรือนน้ำชา ศาลา ภูเขา ลำธาร และเกาะต่าง ๆ อย่างประณีต เป็นสวนแบบเดินชมที่สามารถเดินวนชมทิวทัศน์ภายในได้ตามทางเดิน
อีกเสน่ห์หนึ่งคือสามารถชมพืชพรรณหลากหลายตามฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นซากุระและดอกพีชในฤดูใบไม้ผลิ ความเขียวสดในฤดูร้อน ใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง หรือดอกบ๊วยและคามิเลียในฤดูหนาว

5 จุดเที่ยวคลาสสิกของมิยาจิมะที่ควรไปพร้อมกับเที่ยวในเมืองฮิโรชิมะ
“มิยาจิมะ” ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองฮิโรชิมะ ในเขตฮัตสึไคจิ และเป็น 1 ใน 3 วิวสวยที่สุดของญี่ปุ่น
ตั้งแต่โบราณ ทั้งเกาะได้รับการเคารพบูชาในฐานะวัตถุแห่งความศรัทธาทางธรรมชาติ จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “เกาะแห่งเทพเจ้า”
ตั้งแต่มรดกโลกศาลเจ้าอิสึกุชิมะ เสาโทริอิสีชาด เจดีย์ห้าชั้น เซนโจคาคุ ไปจนถึงทะเลใสสะอาดและแนวภูเขาที่แฝงความลึกลับ ล้วนเป็นจุดน่าเที่ยวที่มีไม่รู้จบ
ที่นี่ยังมีทั้งอาหารและกิจกรรมให้เลือกครบ จึงเป็นจุดหมายที่มอบประสบการณ์ได้อย่างคุ้มค่าในที่เดียว
เพราะเป็นไฮไลต์สำคัญของทริปฮิโรชิมะ จึงแนะนำให้เที่ยวควบคู่กับตัวเมืองฮิโรชิมะ
ต่อไปนี้คือสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของมิยาจิมะ
1. ศาลเจ้าอิสึกุชิมะ
ศาลเจ้าอิสึกุชิมะตั้งอยู่บนเกาะอิสึกุชิมะที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเกาะแห่งเทพเจ้า อาคารส่วนใหญ่ภายในศาลเจ้าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติแห่งชาติหรือทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญ
เสาโทริอิใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางทะเลได้กลับมางดงามอีกครั้งด้วยสีชาดสดใส หลังเสร็จสิ้นการบูรณะครั้งใหญ่ในยุคเรวะที่กินเวลานาน 3 ปีครึ่งในปี ค.ศ. 2022 ทำให้เห็นภาพที่ยิ่งใหญ่ตระการตามากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการประดับไฟตั้งแต่ช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกไปจนถึง 23:00 ทำให้ได้ชมบรรยากาศแฟนตาซีที่แตกต่างจากเวลากลางวัน

2. พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมิยาจิมะ “มิยาจิ มาริน”
พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบนเกาะมิยาจิมะ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะเกาะของมรดกโลกศาลเจ้าอิสึกุชิมะ อยู่ห่างจากทางออกศาลเจ้าอิสึกุชิมะโดยเดินประมาณ 5 นาที จึงจัดรวมในเส้นทางท่องเที่ยวได้ง่าย
ตัวอาคารสไตล์ญี่ปุ่นหลังคากระเบื้องให้ความรู้สึกโดดเด่นและกลมกลืนกับทัศนียภาพประวัติศาสตร์ของมิยาจิมะ ภายในจัดแสดงสิ่งมีชีวิตทะเล เช่น ปลาและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทะเล มากกว่า 380 ชนิด รวมมากกว่า 15,000 ตัว
มีทั้งตู้จัดแสดงปลาโลมาไม่มีครีบหลังที่อาศัยอยู่ในทะเลเซโตะใน รวมถึงโซนที่จำลองพื้นที่ชายเลนของมิยาจิมะและภูมิทัศน์ชนบทของฮิโรชิมะ ทำให้มีนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นอย่างครบถ้วน

3. วัดไดโชอิน
วัดที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในมิยาจิมะ จังหวัดฮิโรชิมะ โดยก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 806
มีการเล่าขานว่า หลังจากโคโบ ไดชิกลับจากราชวงศ์ถัง ท่านได้ข้ามมายังมิยาจิมะและบำเพ็ญตบะที่ภูเขามิเซ็น ก่อนก่อตั้งวัดแห่งนี้ขึ้น
บนภูเขาศักดิ์สิทธิ์มิเซ็นมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับโคโบ ไดชิกระจายอยู่หลายแห่ง และวัดไดโชอินก็คือวัดใหญ่ที่ดูแลสถานที่เหล่านั้น
ภายในวัดมีการประดิษฐานเทพซันกิ ไดโกงเง็น ผู้พิทักษ์ภูเขามิเซ็น รวมถึงนามิคิริ ฟุโดเมียวโอ ที่โทโยโทมิ ฮิเดโยชิอธิษฐานในฐานะพระคุ้มครอง และพระโพธิสัตว์จูอิจิเม็งคันเซองที่เคยเป็นพระพุทธรูปประจำศาลเจ้าอิสึกุชิมะ

4. สวนโมมิจิดานิ
จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีชื่อดังประจำมิยาจิมะ
ทุกปีเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีช่วงประมาณกลางถึงปลายเดือนพฤศจิกายน ต้นเมเปิลราว 700 ต้นภายในสวนจะเปลี่ยนเป็นสีสันสดงดงาม
ในบรรดาพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ต้นอิโรฮะคาเอเดะที่เปลี่ยนเป็นสีแดงสดมีจำนวนมากที่สุดประมาณ 560 ต้น รองลงมาคือต้นโอมอมิจิที่มีใบใหญ่ประมาณ 100 ต้น และยังมีอุริฮาดะคาเอเดะกับยามาโมมิจิอีกราว 40 ต้น
ขนมดังของฮิโรชิมะอย่างโมมิจิมันจูก็มีการกล่าวกันว่าได้รับแรงบันดาลใจจากสวนแห่งนี้ในสมัยเมจิ

5. ถนนช้อปปิ้งมิยาจิมะโอโมเตะซันโด
ถนนที่คึกคักที่สุดบนเกาะและเรียงรายไปด้วยร้านของขึ้นชื่อแห่งมิยาจิมะก็คือ “ถนนช้อปปิ้งมิยาจิมะโอโมเตะซันโด”
ภายในถนนช้อปปิ้งมีหลังคาคลุมยาวประมาณ 350 เมตรที่ทอดไปสู่เสาโทริอิใหญ่ของศาลเจ้าอิสึกุชิมะ มีทั้งร้านของฝาก ร้านงานหัตถกรรมพื้นบ้าน และร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูดังของมิยาจิมะอยู่เรียงรายตลอดทาง
เพราะรวมทั้งของฝากและของกินสไตล์มิยาจิมะไว้แน่น ๆ ถ้ามาเยือนมิยาจิมะแล้ว แนะนำให้เริ่มต้นด้วยการเดินเล่นที่ถนนสายนี้ก่อน

เสน่ห์ของเมืองเก่าชวนหวนคิดถึง! 3 จุดเที่ยวคลาสสิกของโอโนมิจิ
“โอโนมิจิ” อยู่ห่างจากเมืองฮิโรชิมะไปทางตะวันออกราว 85 กิโลเมตร หรือประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาทีโดยรถไฟ เป็นพื้นที่งดงามที่โอบล้อมด้วยช่องแคบโอโนมิจิและทิวเขา
เมืองนี้มีหลายภาพลักษณ์ทั้ง “เมืองแห่งเนินเขา” “เมืองแห่งวรรณกรรม” “เมืองแห่งภาพยนตร์” และ “เมืองแห่งแมว” โดยมีเสน่ห์อยู่ที่ทัศนียภาพเมืองประวัติศาสตร์ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกญี่ปุ่น
บันไดหิน ตรอกแคบ และบ้านโบราณที่เคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และละครยังคงกระจายอยู่ทั่วเมือง ทำให้เพียงแค่เดินเล่นก็ได้สัมผัสบรรยากาศท่องเที่ยวอย่างเต็มที่
เหมาะสำหรับคนที่อยากดื่มด่ำกับภาพเมืองท่าเก่า ๆ ชวนคิดถึง พร้อมแวะคาเฟ่เก๋ ๆ ไปด้วย
ต่อไปนี้คือจุดเที่ยวยอดนิยมของโอโนมิจิ
1. วัดเซ็นโคจิ
วัดเซ็นโคจิตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางของภูเขาเซ็นโคจิยามะ เป็นวัดเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 806
อาคารหลักมีสีชาดสดใสจนได้รับอีกชื่อว่า “อาคารสีแดง”
ภายในมีจุดน่าสนใจมากมาย เช่น “หินลูกแก้ว” ที่มีตำนานว่าครั้งหนึ่งเคยมีลูกแก้วส่องแสงอยู่ “หินกระจก” ที่เล่ากันว่าเคยสะท้อนแสงจากหินลูกแก้ว ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ หอระฆังที่มีชื่อเสียงในฐานะ “ระฆังแห่งกาลเวลา” และ “ศาลาคันนง 33 องค์” ซึ่งเชื่อกันว่าเพียงมากราบไหว้ก็ได้อานิสงส์เสมือนเดินทางแสวงบุญยังสถานที่คันนงในภูมิภาคไซโงกุครบถ้วน

2. ชิมานามิไคโด
“ชิมานามิไคโด” คือเส้นทางยาวประมาณ 60 กิโลเมตรที่เชื่อมเกาะฮอนชูกับชิโกกุ
เส้นทางนี้เชื่อมเมืองโอโนมิจิในจังหวัดฮิโรชิมะกับเมืองอิมาบาริในจังหวัดเอฮิเมะ และสามารถข้ามสะพานไปยังเกาะต่าง ๆ 6 เกาะที่ลอยอยู่ในทะเลเซโตะในได้ ประกอบด้วยทางด่วนนิชิเซโตะ ถนนอิคุจิชิมะ และถนนโอชิมะ
สะพานแต่ละแห่งยกเว้นสะพานชินโอโนมิจิ ได้รับการจัดทำเส้นทางสำหรับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก จักรยาน และคนเดินเท้าโดยเฉพาะ จึงสามารถปั่นจักรยานชมวิวเกาะต่าง ๆ กลางทะเลเซโตะในได้อย่างเพลิดเพลิน
เส้นทางจักรยานสายนี้ยังมีชื่อเสียงว่าเป็น “เส้นทางจักรยานที่ข้ามช่องแคบได้” แห่งแรกของญี่ปุ่นด้วย

3. ทางเดินแมว
ตรอกแคบยาวประมาณ 200 เมตรที่ต่อเนื่องจากศาลเจ้าอุชิโทระในนางาเอะ เมืองโอโนมิจิ จังหวัดฮิโรชิมะ มีชื่อเรียกว่า “ทางเดินแมว”
นักเขียนโซโนะยามะ ชุนจิ เริ่มกิจกรรมวาง “แมวหินนำโชค” ที่เขาสร้างขึ้นไว้ตามตรอกแห่งนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998
จากนั้นสถานที่แห่งนี้ก็เป็นที่รู้จักในชื่อเล่นว่า “ทางเดินแมว” และกลายเป็นจุดท่องเที่ยวของโอโนมิจิ
นอกจากแมวหินนำโชคที่วาดลวดลายแมวน่ารักลงบนหินกลม ๆ แล้ว ยังมีงานตกแต่งธีมแมวอื่น ๆ เช่น กระเบื้องลายแมวประดับอยู่ด้วย

3 จุดเที่ยวคลาสสิกของฟุกุยามะ เมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ต่างจากย่านเมืองใหญ่
“ฟุกุยามะ” อยู่ทางตะวันออกสุดของจังหวัดฮิโรชิมะ ระหว่างเมืองฮิโรชิมะกับโอคายามะ และเป็นเมืองศูนย์กลางที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของจังหวัด
เมืองนี้รุ่งเรืองในฐานะเมืองปราสาทที่สร้างขึ้นในสมัยเอโดะ ระหว่างปี ค.ศ. 1603–1868 โดยมีเสน่ห์อยู่ที่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมซึ่งมีปราสาทฟุกุยามะเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ
หอคอยปราสาทฟุกุยามะได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ ทำให้สามารถเพลิดเพลินกับมรดกทางประวัติศาสตร์และสวนสวยได้ ขณะเดียวกันบรรยากาศภายในเมืองก็ยังคงอบอวลด้วยเสน่ห์แบบดั้งเดิม
ด้วยพื้นฐานทางประวัติศาสตร์และภูมิประเทศที่เป็นเอกลักษณ์ เมืองนี้จึงมีบรรยากาศต่างจากย่านเมืองใหญ่ เหมาะสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป
ต่อไปนี้คือจุดเที่ยวยอดนิยมที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวฟุกุยามะ
1. โทโมโนะอุระ
โทโมโนะอุระเคยรุ่งเรืองมาตั้งแต่โบราณในฐานะ “ท่าเรือรอน้ำขึ้นน้ำลง” ที่เหมาะสำหรับการเดินเรือ
ที่นี่ยังเป็นที่รู้จักในฐานะสถานที่ที่ถูกกล่าวถึงในรวมบทกวีมังโยชูด้วย
พื้นที่นี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของญี่ปุ่น และมีทิวทัศน์อันเงียบสงบของทะเลเซโตะในที่มีเกาะเซ็นซุยจิมะและเกาะเบ็นเท็นลอยอยู่
ด้วยความงดงามนี้เอง ที่นี่จึงถูกเลือกเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวูดชื่อดังและยังเป็นฉากของแอนิเมชันด้วย จึงเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

2. พิพิธภัณฑ์ปราสาทฟุกุยามะ
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ภายในหอคอยปราสาทฟุกุยามะ ตั้งอยู่หน้าสถานีฟุกุยามะในจังหวัดฮิโรชิมะ
ปราสาทฟุกุยามะสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1622 โดยมิสึโนะ คัตสึนาริ ซึ่งเป็นญาติของโทกุงาวะ อิเอยาซุ
ที่นี่เป็นปราสาทชื่อดังที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน “100 ปราสาทชื่อดังของญี่ปุ่น” และโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์อันสง่างาม
ภายในอาคารแบ่งออกเป็น 6 ชั้น โดยทันทีที่เข้าไปจะพบกับภาพฉายขนาดใหญ่เต็มผนังอันน่าตื่นตาตื่นใจ
มีการอธิบายที่มาของการสร้างและโครงสร้างของปราสาทฟุกุยามะอย่างเข้าใจง่าย จึงเหมาะแม้สำหรับผู้ที่มาเป็นครั้งแรก

3. หอคันนงวัดบันไดจิ / อาบุโตะคันนงโด
อาบุโตะคันนง วัดบันไดจิ ในเมืองฟุกุยามะ จังหวัดฮิโรชิมะ เป็นจุดชมวิวสวยที่มองเห็นทะเลเซโตะในได้กว้างไกล
ศาลาสีชาดที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลสีฟ้าและหน้าผาหินสูงชันให้บรรยากาศสง่างามและแฝงความลึกลับ
ยังเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงจากการที่อุตางาวะ ฮิโรชิเงะ จิตรกรภาพอุคิโยะเอะแห่งยุคเอโดะ ได้นำไปวาดไว้ในชุดภาพ “ภาพสถานที่งดงามของกว่า 60 แคว้น” จึงเป็นจุดชมวิวที่ตรึงใจผู้คนมาช้านาน

สัมผัสบรรยากาศเมืองท่าทหารเรือ! 3 จุดเที่ยวคลาสสิกของคุเระ
“คุเระ” ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองฮิโรชิมะ เป็นเมืองท่าริมทะเลเซโตะใน
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองนี้เป็นที่รู้จักในฐานะเมืองท่าทหารเรือ เพราะเป็นสถานที่สร้างเรือประจัญบานยามาโตะซึ่งครั้งหนึ่งเคยใหญ่ที่สุดในโลก
ปัจจุบันร่องรอยของความรุ่งเรืองในอดีตยังคงหลงเหลืออยู่ตามทิวทัศน์เมือง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งปลูกสร้างท่าเรือ ซากอู่ต่อเรือ ภูมิทัศน์อุตสาหกรรม และสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับทะเลอีกมากมาย
อีกหนึ่งเสน่ห์คือวิวสวยของทะเลและหมู่เกาะ จึงมีทั้งเส้นทางขับรถชมวิวและล่องเรือที่ได้รับความนิยม
ที่นี่ยังมีอาหารท้องถิ่นอย่างคุเระเรเม็งและแกงกะหรี่กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลคุเระ เหมาะสำหรับคนที่ชอบประสบการณ์ไม่เหมือนใครท่ามกลางบรรยากาศทะเล
ต่อไปนี้คือสถานที่ท่องเที่ยว 대표ของคุเระ
1. พิพิธภัณฑ์ยามาโตะ
พิพิธภัณฑ์ที่แนะนำเรื่องราวของ “ยามาโตะ” เรือประจัญบานที่เคยใหญ่ที่สุดในโลกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
นอกจากนี้ยังสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์และเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ของคุเระได้อีกด้วย
สัญลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์ยามาโตะคือโมเดลเรือประจัญบานยามาโตะขนาด 1 ใน 10 ซึ่งสร้างขึ้นใหม่โดยอ้างอิงจากแบบแปลนในยุคนั้น ภาพสำรวจใต้น้ำ และคำบอกเล่าของลูกเรือ
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังถ่ายทอดทั้งความสำคัญของสันติภาพและความยอดเยี่ยมของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่คนรุ่นหลัง
หมายเหตุ: เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีการเปิดพิพิธภัณฑ์ยามาโตะในวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 2025 ทางพิพิธภัณฑ์จะมีการปรับปรุงครั้งใหญ่เป็นเวลา 1 ปี ผู้ที่วางแผนจะไปเที่ยวควรตรวจสอบข้อมูลล่วงหน้า

2. อาเระอิ คาราสุโกจิมะ
สวนสาธารณะที่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของมรดกญี่ปุ่น “โยโกสุกะ คุเระ ซาเซโบะ ไมซุรุ เมืองที่สัมผัสพลังแห่งการทันสมัยของญี่ปุ่นได้” และช่วยให้สัมผัสร่องรอยของคุเระในฐานะเมืองท่าทหารเรือได้
ที่นี่เป็นที่รู้จักในฐานะจุดชมเรือดำน้ำอย่างใกล้ชิดที่หาได้ยากแม้ในระดับโลก
กองบัญชาการทหารเรือคุเระเปิดทำการในปี ค.ศ. 1889 และในปี ค.ศ. 1903 ก็มีการจัดตั้งอู่ทหารเรือ ทำให้มีการสร้างเรือประจัญบานและเรืออื่น ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
ว่ากันว่าเรือประจัญบานยามาโตะที่ได้รับการยกย่องว่าใหญ่ที่สุดในโลกก็ถูกสร้างอย่างลับ ๆ ใกล้กับบริเวณนี้เช่นกัน

3. พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลคุเระ
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลคุเระ หรืออีกชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์วาฬเหล็ก” เปิดให้เข้าชมเรือดำน้ำ “อาคิชิโอะ” ซึ่งเคยปฏิบัติงานจริงในกองกำลังป้องกันตนเองตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986 ถึง 2004 ในฐานะพิพิธภัณฑ์
ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ล้ำค่าที่สามารถเข้าชมภายในเรือดำน้ำจริงซึ่งเคยใช้งานได้ และถือเป็นแห่งเดียวในญี่ปุ่น
เมื่อเข้าไปภายใน ชั้น 1 จะจัดแสดงประวัติของคุเระและกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเล โดยเล่าตั้งแต่การเปิดกองบัญชาการทหารเรือเก่าในคุเระเมื่อปี ค.ศ. 1889 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเมืองนี้ในฐานะ “เมืองแห่งกองทัพเรือ”

ย่านยอดฮิตใน SNS! 3 จุดเที่ยวคลาสสิกของเอทาจิมะ
“เอทาจิมะ” ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองฮิโรชิมะ เป็นเมืองเกาะกลางทะเลเซโตะในที่ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่กว่า 9 เกาะ
ที่นี่มีทั้งร่องรอยทางประวัติศาสตร์จากความรุ่งเรืองด้านการต่อเรือและการศึกษาทางทหารเรือตั้งแต่สมัยก่อน ชื่อเสียงเรื่องความงามของหมู่เกาะและพระอาทิตย์ตกเหนือทะเลเซโตะใน รวมถึงกีฬาทางน้ำอย่าง SUP ที่ได้รับความนิยมมาก
ยังเป็นแหล่งอาหารทะเลชั้นเยี่ยม โดยเฉพาะหอยนางรมซึ่งมีผลผลิตติดอันดับต้น ๆ ของประเทศ รวมถึงมีวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นที่น่าสนใจหลากหลาย เหมาะสำหรับคนที่อยากใช้เวลาช้า ๆ บนเกาะอย่างเงียบสงบ
ต่อไปนี้คือจุดเที่ยวยอดนิยมของเอทาจิมะ
1. โรงงานมะกอกเอทาจิมะ
“โรงงานมะกอกเอทาจิมะ” เป็นศูนย์ครบวงจรแบบหกขั้นตอนที่หาได้ยากในญี่ปุ่น ครอบคลุมตั้งแต่การปลูกมะกอก สกัดน้ำมัน แปรรูป จำหน่าย ไปจนถึงอาหารและเครื่องดื่ม
ที่นี่สามารถเข้าชมกระบวนการตั้งแต่การปลูกจนถึงการสกัดน้ำมันมะกอกได้ อีกทั้งยังมีเวิร์กช็อปตามฤดูกาล เช่น ประสบการณ์เก็บเกี่ยวมะกอกและคอร์สชิมน้ำมันมะกอก
ภายในยังมีร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูใช้น้ำมันมะกอก และร้านค้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ทำให้สามารถเพลิดเพลินกับทั้งอาหาร กิจกรรม และการช้อปปิ้งได้ในที่เดียว
ผลิตภัณฑ์ “อากิโนะชิมะโนะมิ เอทาจิมะชิโบริ” ของที่นี่ยังได้รับรางวัลเหรียญทองจากการประกวดน้ำมันมะกอกนานาชาตินครนิวยอร์กในปี ค.ศ. 2025 อีกด้วย

2. ภูเขามิตากะ (ภูเขาป้อมปืน)
“ภูเขามิตากะ (ภูเขาป้อมปืน)” สูงประมาณ 402 เมตร เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีซากป้อมปืนมิตากะยามะ ซึ่งสร้างขึ้นในช่วงปลายสมัยเมจิเพื่อป้องกันอ่าวฮิโรชิมะ
ป้อมปืนมิตากะยามะเคยมีขนาดใหญ่ระดับต้น ๆ ของทะเลเซโตะใน แต่สุดท้ายก็หมดบทบาทไปโดยไม่เคยถูกใช้งานจริงในการสู้รบ และปัจจุบันได้รับการอนุรักษ์ไว้ในฐานะมรดกวิศวกรรมโยธาที่ได้รับการคัดเลือก
ซากสิ่งก่อสร้างอย่างซุ้มอิฐคล้ายอาร์ช คลังเก็บกระสุนใต้ดิน และฐานปืนใหญ่ขนาดใหญ่ยังคงหลงเหลืออยู่ ทำให้บรรยากาศแฟนตาซีที่ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง “ลาพิวต้า พลิกฟ้า ตามหาปราสาทลอยฟ้า” ได้รับความนิยมอย่างมาก

3. ภูเขาดาโบซัง
“ภูเขาดาโบซัง (Dabozan)” ซึ่งมีความสูง 438 เมตรและสูงที่สุดในเมืองเอทาจิมะ เป็นจุดชมวิวที่หลายคนยกให้ว่าสวยที่สุดของเอทาจิมะ
บนยอดเขามี “จุดชมวิวพาโนรามาดาโบ” ที่สามารถชมวิวกว้างไกลครอบคลุมทั้งเกาะคุระฮาชิจิมะ มิยาจิมะ และแนวเทือกเขาของชิโกกุ
ไฮไลต์สำคัญที่สุดคือ “เท็งงุอิวะ” จุดชมวิวสุดตระการตาที่มองเห็นทะเลเซโตะในและเกาะรอบ ๆ อยู่เบื้องล่าง
ที่นี่ยังมีชื่อเสียงในฐานะสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “ซามูไรพเนจร” โดยรูปร่างเฉพาะตัวของโขดหินและวิวทะเลกับท้องฟ้าที่ดูกลมกลืนกันอย่างน่าทึ่ง สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนอย่างมาก
ถนนขึ้นสู่ยอดเขาเป็นทางลาดยางและสามารถขับรถขึ้นไปได้ จึงเหมาะสำหรับเป็นเส้นทางขับรถเที่ยวด้วย

ไม่รู้จะเลือกร้านไหนมาที่นี่เลย! 3 ร้านดังที่ลิ้มลองอาหารฮิโรชิมะได้
ต่อไปนี้คือร้านอาหารยอดนิยมในฮิโรชิมะที่อยากแนะนำ
ทั้ง 3 ร้านล้วนมีเมนูเด่นเป็นอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อของฮิโรชิมะ และเป็นร้านที่น่าไปลองสักครั้ง
แต่ละร้านยังใส่ใจทั้งความสดและคุณภาพของวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลชั้นดีหรือของขึ้นชื่อจากท้องถิ่น จึงได้ลิ้มลองรสชาติอร่อยอย่างเต็มที่
ถ้ามีโอกาสแวะไปยังย่านใกล้ร้านเหล่านี้ อย่าลืมลองเข้าไปชิมกันดู
1. ยาเก็นโบริ ฮัชชō
ยาเก็นโบริ ฮัชชō เป็นร้านโอโคโนมิยากิระดับท็อปในบรรดาร้านมากมายภายในเมืองฮิโรชิมะ
หน้าร้านมีคิวยาวแทบทุกวัน และยังได้รับการแนะนำผ่านสื่อต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง
โอโคโนมิยากิใช้เวลาย่างประมาณ 20–30 นาที โดยเส้นในตัวโอโคโนมิยากิจะถูกย่างจนกรอบ ทำให้ได้สัมผัสที่น่าติดใจ
อีกจุดที่น่าประทับใจคือแม้จะทำอย่างพิถีพิถันโดยช่างฝีมือมากประสบการณ์ แต่ก็ยังรับประทานได้ในราคาสมเหตุสมผล

2. คาคิยะ
“คาคิยะ” คือร้านอาหารเฉพาะทางด้านหอยนางรมที่ตั้งอยู่ใจกลางถนนช้อปปิ้งมิยาจิมะโอโมเตะซันโด ซึ่งเป็นทางไปยังศาลเจ้าอิสึกุชิมะ
ร้านนี้เลือกใช้ “หอยนางรมจากจิโกเซ็น” ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีคุณภาพระดับสูงสุดในบรรดาหอยนางรมชื่อดังของฮิโรชิมะ
ด้วยความมั่นใจในรสชาติของหอยนางรม ทางร้านจึงเสิร์ฟด้วยการปรุงรสอย่างเรียบง่าย
หอยนางรมสดที่แกะเปลือกอย่างรวดเร็วหลังสั่งแล้วเสิร์ฟแบบสด ๆ (เฉพาะฤดูหนาว) หรือหอยนางรมทอด ต่างก็เป็นเมนูอร่อยที่ไม่ควรพลาด

3. ฟูจิตะยะ
ฟูจิตะยะก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1902 เป็นร้านเก่าแก่ของเมนูอะนาโกะเมชิในย่านที่พักอาศัยใกล้ศาลเจ้าอิสึกุชิมะ
อะนาโกะเมชิ อาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อของมิยาจิมะ คือข้าวหน้าปลาอะนาโกะที่ผ่าหลัง ทาซอสโชยุแล้วนำไปย่าง ก่อนวางลงบนข้าว
เมนูหลักมีเพียงอะนาโกะเมชิเท่านั้น โดยเสิร์ฟพร้อมซุปใสและผักดอง
นอกจากนี้ก็มีเพียงเครื่องเคียงไม่กี่อย่างและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่กี่ชนิด
ร้านนี้พิถีพิถันในการใช้ปลาอะนาโกะธรรมชาติจากมิยาจิมะ โดยเลือกขนาดประมาณ 100–120 กรัมต่อ 1 ตัว ซึ่งว่ากันว่ามีรสชาติดีเป็นพิเศษ

3 แหล่งช้อปปิ้งคลาสสิกในฮิโรชิมะที่เลือกของฝากได้อย่างเพลิดเพลิน
ต่อไปนี้คือแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมของฮิโรชิมะ
แต่ละแห่งเป็นศูนย์การค้าแบบครบวงจรที่ผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับเทรนด์สมัยใหม่ ทำให้เพลิดเพลินกับทั้งการช้อปปิ้ง อาหาร และความบันเทิงได้ในครั้งเดียว อีกทั้งยังเหมาะสำหรับแวะพักระหว่างเที่ยวด้วย
ถ้ามาเที่ยวฮิโรชิมะ ลองแวะสักแห่งดู รับรองว่าน่าจะช่วยให้ทริปสนุกยิ่งขึ้น
1. minamoa
“minamoa” คือศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่เชื่อมตรงกับสถานีฮิโรชิมะ และเปิดอย่างยิ่งใหญ่ในปี ค.ศ. 2025
ด้วยการรวมช้อปปิ้ง อาหาร ความบันเทิง และของฝากไว้ในที่เดียว ที่นี่จึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในฐานะประตูบานใหม่ของฮิโรชิมะ
จุดเด่นคือมีร้านให้เลือกหลากหลายประมาณ 220 ร้าน ตั้งแต่ร้านดังท้องถิ่นของฮิโรชิมะ ไปจนถึงเบเกอรีจากนิวยอร์กและร้านของแบรนด์แฟชั่นระดับโลก
นอกจากนี้ยังมีจุดน่าสนใจมากมาย เช่น “เส้นทางสะพานหน้าสถานี” ซึ่งเป็นเส้นทางรถรางแบบยกระดับสายแรกของประเทศที่วิ่งเข้าสู่อาคารสถานีชั้น 2 และ “ลานโซราโมอา” บนดาดฟ้าชั้น 9

2. ekie ฮิโรชิมะ
“ekie ฮิโรชิมะ” คือศูนย์การค้าในสถานีที่เชื่อมตรงกับสถานีฮิโรชิมะและอยู่ชั้นเดียวกับประตูตรวจตั๋ว
ชั้น 1 มี “ekie KITCHEN” โซนอาหารสำเร็จรูปและขนมหวาน รวมถึง “ekie DINING” โซนร้านอาหารที่รวมของขึ้นชื่อจากฮิโรชิมะไว้ครบ ส่วนชั้น 2 มี “โซนของฝาก” ที่รวบรวมสินค้ายอดนิยมไว้ให้เลือกซื้อ
ที่นี่ยังมีร้านเปิดสาขาแรกในภูมิภาคจูโงกุและชิโกกุ รวมถึงร้านเชนยอดนิยมและเทรนด์ใหม่ ๆ ให้เลือกครบ ทำให้เพลิดเพลินกับอาหาร วัฒนธรรม และการช้อปปิ้งของฮิโรชิมะได้ในที่เดียว
เหมาะทั้งสำหรับแวะก่อนออกเที่ยวหรือแวะตอนเดินทางกลับ จึงเป็นสถานที่ที่ใช้งานได้หลากหลายตามสถานการณ์

3. เดอะ เอาท์เล็ท ฮิโรชิมะ
เอาท์เล็ตมอลล์ขนาดใหญ่ระดับต้น ๆ ของภูมิภาคจูโงกุและชิโกกุ ตั้งอยู่ในเขตซาเอกิ เมืองฮิโรชิมะ
มีพื้นที่รวมประมาณ 268,000 ตารางเมตร และมีร้านค้ารวมราว 220 ร้าน
ตามชื่อของสถานที่ ชั้น 2 เป็นโซนเอาท์เล็ตที่มีร้านประมาณ 140 ร้านเรียงราย ทั้งแฟชั่น ของใช้ กีฬา และเอาท์ดอร์
เสน่ห์ของที่นี่คือสามารถซื้อสินค้าจากแบรนด์ดังทั้งในและต่างประเทศได้ในราคาสุดคุ้ม
นอกจากนี้ยังมีคาเฟ่และร้านขนมหวานให้แวะพักระหว่างช้อปได้อย่างสบาย ๆ

3 ที่พักเหมาะเป็นฐานสำหรับเที่ยวฮิโรชิมะ
เพื่อให้ทริปฮิโรชิมะของคุณสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เราคัดที่พักแนะนำมาให้ 3 แห่ง
ทั้งหมดเป็นโรงแรมสไตล์เมืองที่โดดเด่นเรื่องการเดินทางสะดวก พร้อมห้องพักสะอาด การบริการคุณภาพ และวิวสวยที่ช่วยให้เข้าพักได้อย่างสบายใจ
หากคุณยังไม่ได้เลือกที่พัก ลองพิจารณาสักแห่งจากรายการนี้ได้เลย
1. โรงแรมกรันเวีย ฮิโรชิมะ เซาท์เกต
โรงแรมสไตล์เมืองแห่งใหม่ขนาดใหญ่ระดับต้น ๆ ของฮิโรชิมะ ตั้งอยู่เหนือสถานี JR ฮิโรชิมะโดยตรง
สมกับคอนเซปต์ “ประตูสู่เซโตะใน” ที่นี่มีการออกแบบให้การเข้าพักเองรู้สึกเหมือนได้ออกเดินทางท่องเที่ยวในภูมิภาคเซโตะใน
ภายในตกแต่งด้วยแสงไฟแบบนุ่มนวลและวัสดุธรรมชาติให้บรรยากาศสงบ ส่วนห้องพักทั้งหมดเป็นแบบแยกห้องอาบน้ำและห้องน้ำ มีความทันสมัยและพักผ่อนได้สบาย
จากชั้นสูงอย่างชั้น 20 และ 21 สามารถมองเห็นทั้งทะเลเซโตะในและทิวทัศน์เมืองฮิโรชิมะได้อย่างกว้างไกล
ด้วยบริการของพนักงาน ความสะอาด และความพึงพอใจโดยรวมที่อยู่ในระดับสูง ที่นี่จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นฐานเที่ยวฮิโรชิมะ

2. แกรนด์พรินซ์โฮเทล ฮิโรชิมะ
รีสอร์ตโฮเทลริมทะเลเซโตะใน ตั้งอยู่ที่โมโตอุจินะโจ เขตมินามิ เมืองฮิโรชิมะ
สามารถเดินทางจากสถานีฮิโรชิมะด้วยรถชัตเทิลบัสฟรีประมาณ 30 นาที และยังมีท่าเรือหน้าโรงแรมที่สามารถขึ้นเรือความเร็วสูงไปมิยาจิมะได้ในประมาณ 26 นาที ถือเป็นทำเลที่สะดวกมาก
แม้อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองและเดินทางง่าย แต่ภายในโรงแรมก็ยังเปี่ยมด้วยความหรูหราและการบริการระดับสูง จนเคยเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอด G7 ฮิโรชิมะ
เสน่ห์สำคัญคือวิวทะเลที่เพลิดเพลินได้จากหลายมุม ไม่ว่าจะเป็นในห้องพัก ร้านอาหาร หรือบ่อน้ำร้อน
ทิวทัศน์ที่เปลี่ยนบรรยากาศไปตามแสงยามเช้าและเย็น น่าจะทำให้การเข้าพักของคุณน่าจดจำยิ่งขึ้น

3. รีห์กะ รอยัล โฮเทล ฮิโรชิมะ
โรงแรมแลนด์มาร์กสูง 35 ชั้นที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองฮิโรชิมะ และโดดเด่นสะดุดตาเหนือเส้นขอบฟ้าของย่านตัวเมือง
มีห้องพักประมาณ 490 ห้อง ตั้งแต่แบบมาตรฐานไปจนถึงเอ็กเซ็กคิวทีฟ รองรับความต้องการได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยว ธุรกิจ หรือวันพิเศษต่าง ๆ
โดยเฉพาะ “ชั้นเอ็กเซ็กคิวทีฟ” บนชั้นสูง ที่ให้ประสบการณ์เข้าพักเหนือระดับ พร้อมสิทธิ์ใช้สระว่ายน้ำ ชุดอาหารเช้าพิเศษ และบริการสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะสำหรับผู้เข้าพัก
นอกจากนี้ภายในยังมีร้านอาหารและบาร์รวม 7 แห่งที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารด้วย

3 ของฝากคลาสสิกจากฮิโรชิมะที่พลาดไม่ได้
ต่อไปนี้คือของฝากยอดนิยมและถือเป็นของขึ้นชื่อประจำฮิโรชิมะ
ทั้งหมดเป็นขนมคุณภาพสูงที่ผลิตโดยร้านเฉพาะทางเก่าแก่ และให้รสชาติที่สะท้อนทั้งภูมิอากาศและวัตถุดิบของฮิโรชิมะได้อย่างดี
หากยังลังเลว่าจะซื้ออะไรเป็นของฝาก ลองเลือกจากรายการนี้ก็น่าจะถูกใจ
1. “โมมิจิมันจู” ของนิชิกิโด
โมมิจิมันจูคือขนมคลาสสิกของฮิโรชิมะ แม้จะมีวางขายจากหลายร้าน แต่โมมิจิมันจูของนิชิกิโดโดดเด่นด้วยรสชาติเรียบง่ายหวานไม่จัด จนได้รับการรับรองเป็น “เดอะ ฮิโรชิมะแบรนด์” ซึ่งมอบให้แก่สินค้าท้องถิ่นที่มีคุณภาพโดดเด่นเป็นพิเศษ
อีกหนึ่งเมนูยอดนิยมคือ “นะมะโมมิจิ” โมมิจิมันจูสไตล์ขนมสดที่ใช้แป้งโมจิและแป้งข้าวเจ้าที่คัดสรรมาอย่างดี ให้สัมผัสนุ่มหนึบและรสชาติละเมียดละไม

2. “ข้าวเกรียบหอยนางรมทั้งตัว” ของมารุอิจิ โชเท็น
“มารุอิจิ โชเท็น” คือร้านผู้เชี่ยวชาญด้านหอยนางรมเก่าแก่ที่ก่อตั้งมากว่า 120 ปี
ร้านนี้ได้รับความนิยมจากไลน์สินค้าที่หลากหลาย ทั้งหอยนางรมสดและหอยนางรมแช่น้ำมัน
ในบรรดาสินค้าเหล่านั้น “ข้าวเกรียบหอยนางรมทั้งตัว” คือขนมที่นำมันฝรั่งรสหวานมาทำเป็นแป้ง แล้ววางหอยนางรมรสเข้มข้นทั้งตัวลงไปก่อนอบจนหอมกรอบ
เป็นของอร่อยที่ติดใจได้ไม่ยาก จากความกรอบ กลิ่นหอมของหอยนางรม และความหวานของมันฝรั่ง
สินค้านี้ยังได้รับการรับรองเป็น “เดอะ ฮิโรชิมะแบรนด์” ในฐานะผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่โดดเด่นเป็นพิเศษอีกด้วย

3. “ฮิโตสึบุโนะมัสกัต” ของเคียวราคุโด
ร้านขนมเก่าแก่ที่จำหน่ายขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นโดยใช้ผลไม้ตามฤดูกาล
ขนมยอดนิยมประจำร้านก็มีเสน่ห์อยู่แล้ว ส่วนสินค้าตามฤดูกาลที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
หนึ่งในเมนูขึ้นชื่อของฤดูร้อนจากเคียวราคุโดคือ “ฮิโตสึบุโนะมัสกัต” ขนมที่นำองุ่นมัสกัตสดมาห่อด้วยแป้งกิวฮิ
สำหรับคนที่สนใจขนมญี่ปุ่น กิวฮิคือแป้งขนมที่ทำจากแป้งชิราทามะนวดผสมน้ำเชื่อมและน้ำตาล จนได้เนื้อคล้ายแป้งโมจิบาง ๆ
ความหวานอ่อน ๆ ของกิวฮิและรสหวานอมเปรี้ยวขององุ่นมัสกัตจะค่อย ๆ กระจายในปาก เป็นขนมหวานที่อยากให้ลองสักครั้ง

เทศกาลและอีเวนต์ชื่อดังของฮิโรชิมะที่น่าไปร่วม หากจังหวะตรงกัน
สุดท้ายนี้ เราจะพาไปรู้จักอีเวนต์ชื่อดังของฮิโรชิมะแยกตามฤดูกาล
แต่ละงานจะจัดในช่วงเวลาจำกัด แต่เสน่ห์สำคัญอยู่ที่การได้สัมผัสทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมประสบการณ์แบบฮิโรชิมะที่หาไม่ได้จากที่อื่น
หากช่วงเวลาท่องเที่ยวของคุณตรงกับงานใดงานหนึ่ง ลองแวะไปร่วมบรรยากาศกันดู
ฤดูใบไม้ผลิ: ฮิโรชิมะ ฟลาวเวอร์ เฟสติวัล
เทศกาลที่จัดขึ้นทุกปีระหว่างวันที่ 3–5 พฤษภาคม โดยมีพื้นที่รอบสวนอนุสรณ์สันติภาพและถนนเฮวะโอโดริในฮิโรชิมะเป็นสถานที่หลัก
ในวันแรกคือวันที่ 3 จะมีขบวนพาเหรดใหญ่ “Flower Festival Parade” โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 8,000 คนในชุดและการแสดงที่ประดับด้วยดอกไม้ เดินขบวนไปตามถนนเฮวะโอโดริ
ในวันสุดท้ายคือวันที่ 5 ยังมีการแสดง “คินไซ YOSAKOI” บนถนนเฮวะโอโดริและเวทีคาร์เนชันในสวนอนุสรณ์สันติภาพ โดยมีประมาณ 90 กลุ่ม รวม 5,000 คน มาร่วมแสดงอย่างคึกคัก

ฤดูร้อน: เทศกาลโทคะซัง
หนึ่งในสามเทศกาลใหญ่ของฮิโรชิมะ จัดขึ้นทุกปีในวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์แรกของเดือนมิถุนายน โดยมีวัดเอ็นริวจิในเมืองฮิโรชิมะเป็นศูนย์กลาง
เป็นงานเทศกาลประจำปีเพื่อบูชาอินาริไดเมียวจินที่มีประวัติยาวนานประมาณ 400 ปี และถือเป็นงานประเพณีที่บอกการมาถึงของต้นฤดูร้อนในฮิโรชิมะ
งานนี้ยังมีอีกชื่อว่า “เทศกาลเริ่มใส่ชุดยูกาตะ” โดยทั้งเมืองจะเต็มไปด้วยผู้คนในชุดยูกาตะและบรรยากาศคึกคัก มีผู้เข้าร่วมประมาณ 450,000 คนตลอด 3 วัน
ภายในบริเวณงานมีทั้งร้านแผงลอย ซุ้มต่าง ๆ และกิจกรรมมากมาย อีกทั้งรอบบริเวณยังมีขบวนแห่มิโคชิและขบวนเด็กแต่งกายพิธี ทำให้เป็นงานที่เพลิดเพลินได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พร้อมสัมผัสความศรัทธาของชุมชนท้องถิ่นไปด้วย

ฤดูใบไม้ร่วง: การประดับไฟใบไม้เปลี่ยนสีที่สวนโมมิจิดานิ
งานประดับไฟฤดูใบไม้ร่วงของมิยาจิมะที่จัดขึ้นทุกปีที่ “สวนโมมิจิดานิ” ซึ่งอยู่ห่างจากศาลเจ้าอิสึกุชิมะโดยเดินประมาณ 5 นาที โดยจัดตั้งแต่หลังพระอาทิตย์ตกถึง 21:00 ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน
ภายในสวนมีต้นเมเปิลราว 700 ต้น ให้เพลิดเพลินกับเฉดสีสดใสของแดง ส้ม และเหลืองที่ไล่ระดับกันอย่างสวยงาม
เมื่อไฟเริ่มส่องสว่าง ใบไม้เปลี่ยนสีในความมืดยามค่ำคืนจะดูยิ่งลึกและงดงาม เผยอีกบรรยากาศที่แตกต่างจากเวลากลางวัน
โดยเฉพาะวิวของ “สะพานโมมิจิ” ที่ถูกโอบล้อมด้วยแสงสีแดงและส้ม เป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม
เมื่อรวมกับบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าอิสึกุชิมะแล้ว คุณอาจรู้สึกราวกับได้ก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่งเลยทีเดียว

ฤดูหนาว: ฮิโรชิมะ ดรีมิเนชัน
งานประดับไฟขนาดใหญ่ที่จัดขึ้นทุกปีในเมืองฮิโรชิมะ โดยมีถนนเฮวะโอโดริเป็นสถานที่หลัก ช่วงประมาณกลางเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนมกราคม
งานนี้มาในคอนเซปต์ดินแดนเทพนิยาย แต่ละโซนมีการจัดแสดงแสงสีหลากหลายรูปแบบ จนกลายเป็นบรรยากาศประจำฤดูหนาวที่แต่งแต้มทั้งเมืองด้วยแสงไฟ
มีทั้ง “Shining Castle” ที่ส่องประกายสีทอง และ “Green Woodman” วัตถุจัดแสดงรูปต้นไม้พูดได้ รวมถึงผลงานชิ้นใหญ่ใหม่และชิ้นเด่นจากปีก่อน ๆ ที่ดึงดูดผู้คนด้วยแสง สี เสียง และลูกเล่นต่าง ๆ
ภายในงานยังมีองค์ประกอบที่ร่วมสนุกได้มากมาย เช่น แผงถ่ายภาพสอดหน้า อุโมงค์คลื่นยักษ์ และจุดถ่ายรูปสวย ๆ อีกหลายแห่ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเที่ยวฮิโรชิมะ
Q
ถ้ามีเวลาน้อย แต่อยากเที่ยวฮิโรชิมะให้คุ้ม ควรไปที่ไหนดี?
แนะนำให้เที่ยวโดยมีเมืองฮิโรชิมะเป็นหลัก ซึ่งมีทั้งปราสาทฮิโรชิมะและโดมระเบิดปรมาณู (สวนอนุสรณ์สันติภาพ) ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์แบบฮิโรชิมะอย่างชัดเจน
Q
ช่วงชมใบไม้เปลี่ยนสีของฮิโรชิมะคือเมื่อไร?
แม้ความคืบหน้าของสีใบไม้จะแตกต่างกันไปในแต่ละปีตามสภาพอากาศ แต่โดยทั่วไปพื้นที่ภูเขาจะสวยช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ส่วนพื้นที่ราบจะอยู่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม
Q
ช่วงชมซากุระของฮิโรชิมะคือเมื่อไร?
แม้แต่ละพื้นที่จะต่างกันเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปจะเป็นช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน
บทสรุป
บทความนี้ได้พาไปรู้จักทั้งวิธีเที่ยวฮิโรชิมะ ร้านอาหารและแหล่งช้อปปิ้งที่น่าสนใจ รวมถึงจุดเด่นของแต่ละย่านท่องเที่ยวยอดนิยมไปแล้ว
ฮิโรชิมะเป็นจุดหมายที่หาได้ยากในระดับโลก เพราะผสานทั้ง “ธรรมชาติอันงดงามและวัฒนธรรมอาหารจากทะเลเซโตะใน” เข้ากับ “น้ำหนักทางประวัติศาสตร์ของเมืองที่ถ่ายทอดอดีตอันเจ็บปวดสู่คนรุ่นถัดไป” ได้อย่างกลมกลืน
ไม่ว่าคุณจะเลือกเที่ยวแบบไหนหรือไปที่ใด ประสบการณ์ที่ได้รับก็แตกต่างกันไปมาก แต่เสน่ห์ของเมืองนี้ก็น่าจะตรึงใจได้ไม่ยาก
ถ้ากำลังสนใจอยู่ ลองใช้โอกาสนี้ออกเดินทางไปเยือนฮิโรชิมะด้วยตัวเองสักครั้งก็น่าจะดี
